หวาชิงเสวี่ยร้องไห้อยู่ในกระโจมคนเดียวครู่หนึ่งก็รู้สึกดีขึ้นมาก
นางมีนิสัยอ่อนโยน แต่ไม่ได้อ่อนแออย่างที่ฟู่ถิงเย่คิดหากนางเป็นคนที่ไม่เอาไหนจริงๆ ตอนที่หลี่จิ่งหนานพบนางครั้งแรก นางก็คงร้องไห้จนตายไปแล้วไม่ใช่พาเขาในวัยแปดขวบซ่อนตัวไปทั่ว แถมยังมาพักอาศัยอยู่ในเมืองเหรินชิวได้
หวาชิงเสวี่ยเช็ดน้ำตาหยิบกระจกทองเหลืองมาส่องดู จัดการตัวเองเล็กน้อย แล้วตะโกนออกไป “ท่านแม่ทัพ ท่านเข้ามาเถอะ”
คิดแล้วก็น่าอายที่ไล่แม่ทัพใหญ่ออกไปถึงข้างนอก
นางรออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เห็นความเคลื่อนไหวจากภายนอก ได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย จากนั้นจึงเดินออกจากกระโจมแต่กลับพบเพียงทหารเฝ้ายามที่ยืนอยู่ข้างนอก
หวาชิงเสวี่ย “...”
เมื่อครู่ยังบอกอยู่เลยว่าจะรออยู่ข้างนอกถ้ามีอะไรให้เรียกเขา
แล้วตอนนี้คนไปไหนแล้ว...
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยยืนอยู่ที่เดิมคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินไปทางอื่น
ทหารที่อยู่ด้านหลังก็รีบตามนางไปทันที
หวาชิงเสวี่ยชะงัก คิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่าฟู่ถิงเย่สั่งให้พวกเขามาคุ้มครองตน
ความหงุดหงิดในใจของนางคลายลงเล็กน้อยนางเม้มริมฝีปาก แล้วเดินไปยังกรมสรรพาวุธ
...
เนื่องจากภายในกรมสรรพาวุธถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่บ้านเรือนบางส่วนกำลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม ช่างฝีมือกำลังแบกทรายแบกอิฐวุ่นวายไปหมด
พวกชาวเหลียวที่แฝงตัวเข้ามาในค่ายมุ่งหมายจะเข้ามาขโมยอาวุธที่ได้รับการปรับปรุงใหม่พวกเขาจุดไฟเพื่อดึงความสนใจของทหารฉี ตะวันออกที่หนึ่ง ตะวันตกอีกที่หนึ่ง จงใจสร้างความสับสนวุ่นวายไปทั่ว
หวาชิงเสวี่ยเห็นโรงงานหลายแห่งในค่ายเครื่องมือเหล็กได้รับความเสียหายทำให้ช่างฝีมือในค่ายต้องหยุดตีดาบชั่วคราว เพื่อมาช่วยกันซ่อมแซมส่วนที่เสียหายของโรงงาน
หวาชิงเสวี่ยมองดูอย่างเงียบๆ
บางครั้งช่างฝีมือที่เดินผ่านจำนางได้ก็ทักทาย นางก็พยักหน้าให้พลางยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน
ทหารสองนายที่ตามหลังมาอดไม่ได้ที่จะมองหน้าแลกเปลี่ยนสายตากันไม่รู้ว่าจู่ๆ นางก็วิ่งมาที่นี่เพื่ออะไร จึงมองดูเฉยๆ ไม่พูดอะไรสักคำ ช่างน่าประหลาด
หวาชิงเสวี่ยอยู่ที่กรมสรรพาวุธนานมากจนกระทั่งฟู่ถิงเย่มาหา
“เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”ฟู่ถิงเย่ถาม
นางเหมือนตื่นจากความคิดบางอย่างหันหน้าไปมองฟู่ถิงเย่ กะพริบตาแล้วบอกว่า “ไม่มีอะไร แค่มาดูเฉยๆ เจ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่พูดว่า “กลับกันเถอะข้ามีของขวัญจะให้เจ้า”
ในสายตาของหวาชิงเสวี่ยปรากฏความประหลาดใจขึ้นมาทันที
อยู่ๆ ก็...ให้ของขวัญ?
ฟู่ถิงเย่รู้สึกประหม่ากับสายตาของนางจึงไม่ได้พูดอะไรมาก เอื้อมมือไปจับมือนาง แล้วเดินกลับไปด้วยฝีเท้าที่รวดเร็ว
ระหว่างทาง เขาเดินเร็วมากจนเหมือนเหาะได้ใจร้อนอยากให้หวาชิงเสวี่ยเห็นของขวัญที่เขาเตรียมไว้เร็วๆ โดยไม่รู้เลยว่าหวาชิงเสวี่ยที่ตามหลังมานั้นเหนื่อยยากเพียงใด
จนกระทั่งได้ยินเสียงหอบหายใจของสตรีฟู่ถิงเย่จึงหยุดฝีเท้า หันกลับไปมองนาง
หวาชิงเสวี่ยใบหน้าแดงก่ำหน้าผากมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมออกมา ฟู่ถิงเย่คิดว่านางไม่สบาย จึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า“เจ้าเป็นอะไรไป?”
“ท่านเดิน...เร็วเกินไป...”หวาชิงเสวี่ยเอามือกุมหน้าอก หายใจหอบอย่างหนัก
ฟู่ถิงเย่ “...”
เขาหันหน้าไปอีกทางอย่างเก้อๆแล้วพูดเบาๆ ว่า “ใกล้ถึงแล้ว”
แล้วค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง
แต่หวาชิงเสวี่ยกลับเข้าใจความหมายของเขาผิดเห็นเขาเดินเร็วก็คิดว่าเป็นของสำคัญ นางพักได้ครู่หนึ่งก็รีบก้าวเท้าตามไป แล้วเอ่ยถามฟู่ถิงเย่“สิ่งใดหรือ? ของสำคัญมากหรือเจ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “ก็ถือว่าสำคัญ”
ตราบใดที่ทำให้นางดีใจได้เรื่องนั้นก็สำคัญที่สุด
...
ทั้งสองกลับมาถึงกระโจมหวาชิงเสวี่ยก็เห็นหีบไม้ขนาดใหญ่วางอยู่ตรงกลางกระโจม
ความคิดแรกของนางก็คือข้างในคงซ่อนอาวุธหรือกลไกอะไรบางอย่างไว้ ฟู่ถิงเย่คงนำมาให้นางดู เผื่อจะปรับปรุงส่วนไหนได้บ้าง
หีบไม้ไม่ได้ลงกลอนไว้หวาชิงเสวี่ยจึงเปิดมันออกในทันที
เต็มไปด้วยประกายระยิบระยับ!
แสงหลากสีสันข้างในแทบจะทำให้สายตาของนางพร่ามัว!
หีบทั้งใบมีอัญมณีอัดอยู่จนเต็ม!ทับทิม ไพลิน มรกต ไข่มุก หยก พลอยสีเขียว ปะการัง หินโมรา...ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักล้วนมีหมด!
หวาชิงเสวี่ยตกตะลึงกับสีสันสว่างสดใสตรงหน้า
นานมากกว่านางจะหันไปมองฟู่ถิงเย่ถามเขาอย่างงงๆ ว่า “ท่านแม่ทัพ...ท่าน ท่านให้สิ่งนี้กับข้า...เพราะเหตุใด?”
ฟู่ถิงเย่ก็อึ้งไปกับคำถามของนาง
เขาให้เพราะเหตุใด?ก็แค่...อยากให้เจ้าประหลาดใจ จะได้มีความสุขมากกว่านี้หน่อย
ฟู่ถิงเย่สังเกตสีหน้าของหวาชิงเสวี่ยอย่างละเอียดดูเหมือนจะตกใจจริง แต่มีความสุขหรือเปล่า...เขาดูไม่ออกจริงๆ
“คราวก่อนเจ้าเคยบอกว่าเจ้าชอบสิ่งเหล่านี้” ฟู่ถิงเย่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
หวาชิงเสวี่ยมองเขาด้วยความกระอักกระอ่วนหันกลับไปมองอัญมณีเหล่านั้น แล้วตอบกลับอย่างยากลำบากว่า “ข้า...ไม่ได้รังเกียจพวกมันเจ้าค่ะ”
แค่รู้สึกว่ามันเป็นของที่สิ้นเปลืองเสียมากกว่า...
เพราะนางไม่ได้สนใจในเรื่องอัญมณีไม่ได้รู้จักมากนัก ไม่รู้วิธีชื่นชมอะไรทั้งนั้น แค่รู้สึกว่ามันส่องแสงแวววาวระยิบระยับสวยงามดี...
แถมยังล่อตาขโมยอีกด้วย...
นางสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วปิดหีบไม้ลง
“ท่านแม่ทัพได้อัญมณีเหล่านี้มาจากไหนเยอะแยะ?”หวาชิงเสวี่ยถาม
“เมื่อก่อนตอนทำสงครามอยู่ทางใต้บังเอิญไปได้มาจากตำหนักของพ่อมดคนหนึ่ง”
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจ‘ของพวกนี้ไม่ต้องส่งเข้าท้องพระคลังหรอกหรือ?’
“ตอนนั้นข้าเงินทองร่อยหรอแถมทางใต้ก็มีงูและแมลงพิษเยอะมาก ทุกวันในค่ายทหารจะมีคนถูกพิษตายตกมากมาย รอเงินช่วยเหลือจากราชสำนักก็ไม่ได้สักทีข้าจึงนำอัญมณีเหล่านี้ไปแลกยา...ต่อมาทุกครั้งที่เงินเดือนทหารไม่พอหรือขาดเงินซื้อเสบียงข้าก็จะนำอัญมณีเหล่านี้ไปขาย” ฟู่ถิงเย่พูดถึงเรื่องในอดีตแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ“ของพวกนี้ดูชิ้นเล็กๆ ไม่สะดุดตา แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีค่ามาก ข้าจึงกำชับคนของข้าว่าถ้าหากเจอของแบบนี้ก็ไปเอามาได้เลย”
ส่วนวิธีการหามานั้นคงไม่จำเป็นต้องเล่าให้หวาชิงเสวี่ยฟังโดยละเอียด เพราะอย่างไรก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการใช้กำลังเข้าปล้น
“แต่ก็ไม่ได้โชคดีแบบนั้นทุกครั้งดีที่ต่อมาได้รู้จักกับจ้าวเซิง เขาหาเงินเก่งมาก เขาช่วยหาซื้อบ้านพักและหาซื้อร้านค้าไว้ให้ข้าช่วยทำเงินได้ไม่น้อยเลย”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็จ้องมองฟู่ถิงเย่อยู่นานแล้วเอ่ยประโยคหนึ่งว่า “ท่านแม่ทัพรวยมากเลยหรือ?”
ฟู่ถิงเย่อึ้งไป แล้วตอบว่า“...ก็นับว่าใช่กระมัง”
หวาชิงเสวี่ยเงียบไปครู่หนึ่งแล้วรวบรวมความกล้าพูดกับเขาว่า “ข้าอยากอยู่ที่กรมสรรพาวุธ และอยากจะตั้งหน่วยเพิ่มอีกค่ายต้องใช้เงินเยอะมากเจ้าค่ะ...”
ฟู่ถิงเย่ประหลาดใจมาก“ตั้งค่ายอีกหน่วย? วันนี้ที่เจ้าไปกรมสรรพาวุธก็คือไปไตร่ตรองเรื่องนี้มาสินะ?”
นางพยักหน้า “อาวุธของเราได้รับการปรับปรุงถูกชาวเหลียวจับตามองก็ไม่แปลก ต่อให้ท่านแม่ทัพตั้งด่านไว้มากมาย พวกเขาก็ยังหาทางแฝงตัวเข้ามาได้อยู่ดีเรื่องของช่างตีเหล็กหลิวในครั้งนี้ อาจจะเกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า ต่อให้เกรงกลัวอำนาจของท่านแม่ทัพไม่กล้าบุกเข้ามาตรงๆ พวกเขาก็สามารถติดสินบนคนภายในกรมสรรพาวุธได้”
“เจ้าอยากจะตั้งหน่วยใหม่เพื่อดึงความสนใจของพวกเขา?”ฟู่ถิงเย่คิดไม่ถึงว่านางจะคิดวิธีนี้ขึ้นมาได้ แต่วิธีนี้...ดูเหมือนจะไม่ค่อยฉลาดเท่าใดนักเป็นแค่ฉากบังหน้า ถูกจับได้ง่ายๆ เป็นเรื่องเปลืองแรงเปล่าที่แทบจะไม่คุ้มค่าเลย
หวาชิงเสวี่ยกลับส่ายหน้าเบาๆ“ไม่ใช่แค่ดึงความสนใจของพวกเขา แต่ข้าต้องการจะตั้งค่ายหน่วยใหม่จริงๆ เจ้าค่ะ เพราะอาวุธใหม่เป็นสิ่งที่พวกช่างฝีมือยังทำไม่ได้ในตอนนี้”
ฟู่ถิงเย่ถามด้วยความประหลาดใจ“อาวุธใหม่ที่เจ้าเคยพูดถึง คืบหน้าแล้วหรือ?”
“ยังอยู่ในขั้นตอนการคิดแต่ข้าคิดว่าเราสามารถเริ่มเตรียมการได้แล้วเจ้าค่ะ” เมื่อเอ่ยถึงอาวุธใหม่ แววตาของหวาชิงเสวี่ยก็มีประกายขึ้นมาทันทีราวกับว่านางได้พูดถึงสิ่งที่นางชอบมากที่สุด ทั้งใบหน้าราวกับมีรัศมีเปล่งประกายออกมา
ฟู่ถิงเย่จ้องมองจนตะลึงนางคงไม่รู้หรอกว่าตัวนางในยามนี้งดงามมากเพียงใด...
“...ไม่เพียงแต่ต้องรับช่างฝีมือใหม่ยังต้องดึงคนในค่ายทหารออกมาเพื่อฝึกฝนโดยเฉพาะ เรื่องวัสดุก็ต้องมีกำลังทรัพย์สนับสนุนด้วย...”หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างเขินๆ มองไปที่ฟู่ถิงเย่ “ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพพอจะ...ให้ข้าลองทำได้หรือไม่?”
นางกลัวว่าเขาจะไม่เห็นด้วยจึงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดเสริมว่า “ข้ารับรองว่าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
หากเป็นคนอื่น ฟู่ถิงเย่คงปฏิเสธไปแล้วหรืออย่างน้อยก็ต้องเห็นอาวุธใหม่จริงๆ ก่อนถึงจะตกลงได้ แต่คนตรงหน้าเป็นหวาชิงเสวี่ย...
หวาชิงเสวี่ยเสนอวิธีตีเหล็กแบบพับทบหวาชิงเสวี่ยสร้างคันธนูแรงดึงสูง เขาจะมีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธหวาชิงเสวี่ย?
ยิ่งกว่านั้น เดิมทีเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธนางได้อยู่แล้ว...
ฟู่ถิงเย่เอ่ยถาม “โรงงานอาวุธใหม่จะตั้งชื่อว่าอะไร?”
“ค่ายอาวุธไฟ” หวาชิงเสวี่ยตอบอย่างรวดเร็วพูดจบก็เหมือนอยากจะย้ำตัวเองอีกครั้ง “อืม ค่ายอาวุธไฟ”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เจ้าค่อยทำรายการมาให้ข้า ข้าจะให้คนของข้าเตรียมการตามนั้น”
“เก็บเรื่องนี้เป็นความลับได้หรือไม่เจ้าคะ?”ในดวงตาของหวาชิงเสวี่ยปรากฏความกังวลขึ้นมา “ข้ายังไม่อยากให้คนรู้ในตอนนี้”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางไม่ต้องการให้หลังจากที่สร้างสิ่งนั้นสำเร็จแล้วคนอื่นจะสามารถคาดเดาสูตรได้จากวัสดุที่ใช้...
ฟู่ถิงเย่พยักหน้าเบาๆ“ข้าจะจัดทหารคนสนิทของข้าไปให้ เจ้าสั่งการได้ตามใจ”
หวาชิงเสวี่ยแสดงสีหน้าดีใจออกมา“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ”
ฟู่ถิงเย่เห็นนางยิ้มออกมาหัวใจของเขาก็ร้อนรุ่ม เขาเข้าใจความหมายของคำคำหนึ่งขึ้นมาทันที
หัวใจเบ่งบานราวดอกไม้ความโกรธวางวาย
แท้จริงแล้วเวลาที่คนมีความสุขในใจก็จะเหมือนดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน
...
หลายวันต่อมา หวาชิงเสวี่ยกลับไปยังเมืองผานสุ่ย
คนที่กลับมาพร้อมกับนางคือทหารคนสนิทหกนายที่ปลอมตัวมา
คนพวกนี้ติดตามฟู่ถิงเย่มานานหลายปีเชื่อใจได้แน่นอน อีกทั้งมีจ้าวเซิงให้ความช่วยเหลือ แผนการสร้างค่ายอาวุธไฟของหวาชิงเสวี่ยจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ
อันดับแรกคือการเลือกสถานที่ตั้ง
สถานที่ที่ผลิตวัตถุไวไฟและระเบิดได้เช่นนี้ต้องสร้างในที่ที่คนสัญจรไปมาน้อย แต่เมื่อคำนึงถึงต้นทุนค่าขนส่งแล้ว ก็ต้องอยู่ไม่ไกลจากค่ายทหารมากเกินไป
การเลือกสถานที่ตั้งเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมากสถานที่ตั้งที่ดี แสดงถึงการเริ่มต้นที่ดี
หวาชิงเสวี่ยบอกความต้องการของตนให้ทหารคนสนิทเหล่านั้นฟังแล้วให้พวกเขาไปสำรวจหาสถานที่ที่เหมาะสม
ส่วนนางเองก็พักอยู่ที่บ้านยังคงทำเหมือนเดิม เขียนหนังสือวาดรูป และทำสบู่ออกมา
...ขณะเดียวกัน ก็ลองสกัดสารที่สำคัญที่สุด...ไนโตรกลีเซอรีน
อากาศร้อนขึ้นทุกวันชาวเหลียวไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไรมานานแล้ว
ช่างตีเหล็กหลิวก็ยังคงเงียบหายไป
หวาชิงเสวี่ยรู้ว่าช่างตีเหล็กหลิวคงจะเจอเหตุร้ายมากกว่าเรื่องดีแล้ว...
และบางทีพวกกองทัพเหลียวอาจจะรู้วิธีตีเหล็กแบบพับทบแล้วก็ได้บางทีพวกเขาอาจจะกำลังเร่งรับสมัครช่างฝีมือ เร่งผลิตอาวุธใหม่กันทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หยุดหย่อน!
แต่นางกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย
รู้ทั้งรู้ว่ากองทัพเหลียวจะโจมตีกองทัพฉีแต่กลับไม่มีหนทางทำสิ่งใดได้เลย
ทำได้เพียงหวังว่ากองทัพใหญ่ของฟู่ถิงเย่จะสามารถอดทนต่อไปได้อีกสักพักยังรอคอยนาง ให้เวลานางอีกสักหน่อย...
นางจะไม่ทำให้เขาผิดหวังแน่นอน
อารมณ์เศร้าของหวาชิงเสวี่ยยังคงไม่ดีขึ้นนางมีเพียงวิธีคิดในการเอาชนะศัตรู แต่น้ำก็ยังอยู่ไกลเกินกว่าจะช่วยดับไฟใกล้ตัวได้
การผลิตอาวุธต้องค่อยเป็นค่อยไปการฝึกทหารก็เช่นกัน การใจร้อนจะยิ่งทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมากขึ้น
ในตอนนั้นเอง จ้าวเซิงก็แอบมาหาถึงหน้าบ้านพร้อมกับข่าวหนึ่งที่น่าตกใจ!
ฮ่องเต้ เสด็จมาอย่างลับๆ?