จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 85 ข้าไม่พอใจเจ้าอยู่นานแล้ว

            เพียงชั่วพริบตา ก็เป็นเวลาหนึ่งเดือนที่เปิดแดนขัดเกลาครั้งนี้

            ฉู่สยงและคณะของฉู่เยว่ฉานทั้งเก้าคนได้ยืนล้อมอยู่ด้านข้างของอสูรวิญญาณขนาดใหญ่ตัวหนึ่งในหมู่พวกเขา ศิษย์คนหนึ่งถามขึ้นด้วยความสงสัย “ศิษย์พี่ฉู่ ศพนี้มีอะไรแปลกหรือ?”

            “นี่คือตัวที่สิบเก้าแล้วใช่หรือไม่?” ฉู่เยว่ฉานพึมพำขึ้นมาอย่างกะทันหัน

            หลายวันมานี้ ฉู่เยว่ฉานและพวกของนางได้พบกับร่างของอสูรวิญญาณอย่างต่อเนื่องและร่างเหล่านี้ต่างมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือมีรูแผลเลือดไหลอยู่บนร่างกายยิ่งไปกว่านั้น เลือดทั่วทั้งร่างยังถูกสูบไปจนแห้งขอด

            ฉู่สยงพยักหน้า และนั่งยองลงกับพื้น ลูบบาดแผลบนร่างของอสูรวิญญาณขมวดคิ้วพลางพูดขึ้น “สายฟ้า มีพลังของสายฟ้า คนที่โจมตีมีพลังของสายฟ้าหรือ?”

            “พลังสายฟ้า? หรือจะเป็นศิษย์น้องหวังฉี่?” ฉู่เยว่ฉานขมวดคิ้วเล็กน้อย และกล่าวอย่างประหลาดใจ

            “ไม่ใช่หรอก หวังฉี่มีพลังสายฟ้าก็จริง ในตอนเด็กเขาบังเอิญถูกฟ้าผ่าจึงมีสายฟ้ารวมตัวกันอยู่ในร่างกายของเขาแต่พลังการควบคุมสายฟ้าของเขานั้นยังไม่แกร่งพอที่จะสังหารอสูรวิญญาณในระดับสูงสุดของชั้นที่สามด้วยซ้ำข้าคิดว่า คนผู้นี้อาจจะมีพลังของร่างอสุนีลึกลับที่หาได้ยาก” ฉู่สยงกล่าวอย่างเคร่งขรึม

            “ร่างอสุนีลึกลับ?” ทุกคนต่างตกตะลึง

            อย่างไรก็ตาม ร่างอสุนีลึกลับนับเป็นร่างกายพิเศษชนิดหนึ่งแม้ว่าร่างกายเช่นนี้จะไม่แตกต่างจากร่างแก่นแห่งเต๋าแต่ก็สามารถเข้าถึงระดับสูงสุดได้เช่นกันแม้จะไม่ได้อยู่ภายใต้พลังของร่างแก่นแห่งเต๋าอีกต่อไปแต่ก็สามารถเปรียบได้กับความสามารถของร่างแก่นแห่งเต๋า

            “เป็นไปได้อย่างไร? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีใครในศิษย์รุ่นห้าได้ครอบครองร่างอสุนีลึกลับหรือต่อให้มี ก็ไม่น่าจะปิดบังพวกอาจารย์อาของสายชีพจรฟ้าและสายชีพจรดินได้”มีศิษย์คนหนึ่งพูดขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ

            ฉู่สยงไม่พูดอะไร ศิษย์คนนี้ก็ได้แต่พูดตามความสงสัยของตนเองหากจะว่ากันตามหลักแล้ว หากร่างอสุนีลึกลับปรากฏขึ้นผู้แข็งแกร่งของสายชีพจรฟ้าจะต้องแย่งตัวกันอย่างแน่นอน แต่หลายปีมานี้เขาก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเช่นกันว่ามีผู้ใดครอบครองร่างอสุนีลึกลับแต่หากไม่ใช่ร่างอสุนีลึกลับ จะเป็นอะไรได้อีก? พลังของสายฟ้าที่มีอยู่ทั่วร่างของอสูรวิญญาณนี้เป็นพลังสายฟ้าที่ไม่ธรรมดาดังนั้นจึงไม่ใช่ฝีมือหวังฉี่อย่างแน่นอน

            แต่สิ่งที่ทำให้ฉู่สยงมีความสงสัยมากยิ่งขึ้นก็คือนี่เป็นอสูรวิญญาณตัวที่สิบเก้าที่พวกเขาพบในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาอสูรวิญญาณเหล่านี้ล้วนแต่มีลักษณะพิเศษบางประการเหมือนกัน เลือดทั้งร่างเหือดแห้งพิจารณารอยเลือดที่เหลืออยู่บนพื้น แน่ใจได้ว่าเลือดส่วนมากคงถูกนำไปด้วยแล้วยิ่งไปกว่านั้น... อสูรเหล่านี้ล้วนเป็นอสูรที่เกี่ยวข้องกับอัคคี

            ท้ายที่สุด ฉู่สยงก็ได้ผลลัพธ์ที่ทำให้เขาประหลาดใจ

            เป็นไปได้หรือไม่ว่า แม้บุคคลนั้นจะไม่ใช่ร่างอสุนีลึกลับก็อาจควบคุมพลังของสายฟ้าได้ หรือว่าเขาจะมีวิชาควบคุมอัคคี? หรือบางทีอาจมีเพลิงธรณี?

            “สำนักยุทธ์ว่านจ้งมียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่จริงๆข้าว่าคนผู้นี้ไม่เพียงแต่ควบคุมพลังของสายฟ้าได้เท่านั้นแต่ยังสามารถควบคุมพลังอัคคีได้อีกด้วย” ฉู่เยว่ฉานนิ่งเงียบอยู่นานก่อนจะคาดเดาออกมาเช่นเดียวกัน

            “ไปกันเถอะ! ตลอดเส้นทางที่เขาเดินทางมามุ่งหน้าไปยังเขตต้องห้ามทางตอนเหนือ! บางทีอาจจะได้พบเขาที่เขตต้องห้าม”ฉู่สยงลุกขึ้นยืนและกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ พูดจบทั้งคณะต่างก็เหาะไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

            ณ เขตต้องห้ามทางตอนเหนือที่ห่างออกไปร้อยลี้

            ฉินอวี่กำลังนั่งอยู่บนศีรษะของอสูรวิญญาณระดับสี่ที่เกี่ยวข้องกับอัคคีหลังจากซดเลือดที่อยู่น้ำเต้าหยกไปจนหมด เขาก็สำรวจดูภายในร่างกายพลางจ้องไปยังเพลิงแอ่งธรณีที่ลอยอยู่ในช่องท้องฉินอวี่ก็รู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง

            “เด็กดี นี่เป็นเลือดของอสูรวิญญาณตัวที่ยี่สิบหกแล้วเจ้ายังไม่อิ่มอีกหรือ?” ฉินอวี่จ้องไปยังเพลิงแอ่งธรณีก่อนจะพูดออกมา

            สิ่งที่ทำให้เขาไม่เข้าใจเป็นอย่างมากคือตลอดหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมาเขาได้สังหารอสูรวิญญาณไปแล้วกว่ายี่สิบหกตัวและกลืนเลือดของอสูรวิญญาณเหล่านั้นไปจนหมดพลังอัคคีที่อยู่ภายในเลือดเหล่านั้นล้วนถูกเพลิงแอ่งธรณีดูดไปจนหมดสิ้นหากจะว่ากันตามหลักแล้ว เมื่อมีการดูดซับพลังอัคคีมากมายเช่นนี้จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงของเพลิงแอ่งธรณีมิใช่หรือ?

            แต่เพลิงแอ่งธรณีที่เขามีอยู่กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่นใดนอกจากพลังที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า มันยังดูมืดมัวและยังมีขนาดเท่ากำปั้น

            “หรือพลังอัคคีที่ดูดซับเข้าไปยังไม่มากพอ?” ฉินอวี่ยิ้มเจื่อนเพลิงแอ่งธรณีของเขาเป็นดั่งบ่อลึกที่ไม่มีก้นบึ้ง เพียงแต่ ยิ่งเป็นเช่นนี้เท่าไรฉินอวี่ก็ยิ่งมีความคาดหวังมากขึ้นโดยหวังว่าเมื่อเพลิงแอ่งธรณีดูดซับพลังอัคคีมากเพียงพอจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาบ้าง

            ทันใดนั้น สายตาของฉินอวี่ก็มองตรงไปเบื้องหน้าแผนที่ของแดนขัดเกลาก็ปรากฏขึ้นมาในจิตใจทันทีเขาคาดไว้ในใจว่าเขตต้องห้ามทางตอนเหนือจะต้องเกี่ยวข้องกับอัคคีอย่างแน่นอนตลอดหลายวันมานี้ แม้ว่าฉินอวี่จะต้องเลือกสังหารอสูรแต่ที่แห่งนี้มีอสูรวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับอัคคีอยู่เป็นจำนวนมากดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องดิ้นรนออกตามหา

            อย่างไรก็ตาม หนึ่งเดือนที่ผ่านมาฉินอวี่ได้ของดีมาอย่างคุ้มค่าไม่เพียงแต่พลังของเพลิงแอ่งธรณีที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นแต่เลือดลมและพลังปราณในร่างกายของฉินอวี่ก็พัฒนาอยู่ในระดับที่น่ากลัว ฉินอวี่จึงคาดการณ์ว่าอีกไม่นานนักตนเองก็น่าจะสามารถอาศัยพลังปราณที่มีอยู่ช่วยให้เข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สองได้

            ยิ่งเข้าใกล้เขตต้องห้ามมากขึ้นเท่าใดระดับของอสูรวิญญาณก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เมื่อมาถึงจุดนี้อสูรวิญญาณส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่นี่ต่างอยู่ในระดับสี่ทั้งสิ้นสิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่ไม่กล้าผลีผลามเข้าไปอย่างรวดเร็วนักการสังหารอสูรวิญญาณระดับสี่แทบจะทำให้ฉินอวี่ต้องรับความทุกข์ไปไม่น้อย

            หากไม่ใช่เพราะหน้ากากและชุดคลุมดำที่ได้รับจากประมุขหอตำราเป็นอาวุธวิญญาณระดับสูงฉินอวี่คงได้รับบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว

            “เมื่อมีสายฟ้าและใช้หอกศึกช่วย ข้าก็น่าจะสังหารอสูรวิญญาณระดับสี่ได้และจะต้องเข้าไปให้ลึกกว่านี้หากสามารถดูดซับพลังในเลือดของอสูรวิญญาณระดับสี่ได้มากเพียงพอข้าก็คงจะเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สามได้ภายในเวลาหนึ่งปี” ฉินอวี่ครุ่นคิดอยู่นานดวงตาของเขาแน่วแน่ และลุกขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินตรงไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

            สิบวันต่อมา

            ฉินอวี่เดินทางมาถึงรอบนอกของเขตต้องห้ามทางตอนเหนืออย่างราบรื่นเขาพบกับซากศพของอสูรวิญญาณและอสูรร้ายหลายสิบตัวมาตลอดทาง รวมถึงร่างที่เกี่ยวข้องกับอัคคีแต่ทุกตัวต่างมีเลือดที่เหือดแห้ง เพราะตายมาเป็นเวลานานแล้วแม้ว่าจะมีพลังอัคคีเหลืออยู่บ้างแต่ก็มีอยู่เพียงน้อยนิดและไม่อาจจะรู้ได้เช่นกันว่านี่เป็นเพราะการเปิดพื้นที่แดนขัดเกลาในครั้งก่อนหรือมีคนได้เข้าไปในเขตต้องห้ามแล้ว

            “โฮก!”

            “โฮก!”

            “โฮก!”

            เสียงคำรามที่สั่นสะเทือนฟ้าดินดังออกมาจากส่วนลึกของเขตต้องห้ามฉินอวี่กำลังยืนอยู่ที่ขอบรอบนอก มองไปทางเนินเขาซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดเนินเขาแห่งนี้ไม่มีต้นหญ้าเลยแม้แต่น้อย แผ่นดินแตกระแหงพื้นที่เกือบจะทั้งหมดเดือดพล่าน เสียงคำรามดังกึกก้องทั่วบริเวณคลื่นความร้อนแผ่ซ่านพัดผ่านท้องฟ้าและครอบคลุมไปทั่วทุกสารทิศ

            ขณะที่กำลังมองไปนั้นฉินอวี่ก็พบกับเปลวเพลิงขนาดมหึมาที่กำลังลุกโชนและม้วนตัวไปมาอย่างคลุมเครือทำให้ส่วนลึกของเขตต้องห้ามเป็นเหมือนทะเลเพลิง

            “ในเขตต้องห้ามมีอะไรอยู่กันแน่? และนี่ก็ไม่ใช่แดนแสนภูผาของสำนักยุทธ์ว่านจ้งหรือมันคือแดนเซียนอู่ที่แตกสลายไป?” ฉินอวี่ครุ่นคิดครู่หนึ่งไม่ว่าจะนึกอย่างไร ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล แดนเซียนอู่ในอดีตที่แตกสลายไปหวังชิงทิ้งอะไรเอาไว้ในสำนักยุทธ์ว่านจ้งกันแน่

            ทันใดนั้น ดวงตาของฉินอวี่ก็หรี่ลงอย่างรวดเร็วเขารู้สึกได้ว่าคลื่นความร้อนในอากาศที่อยู่ตรงหน้าได้หายไปแล้วฉินอวี่จ้องตรงไปยังพื้นที่ซึ่งความร้อนนั้นหายไปและมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ดูเป็นเส้นใสบางขนาดเท่าเส้นผมเส้นหนึ่งอยู่ตรงจุดนั้น

            แม้ว่ามองจากมุมนี้จะมีขนาดเล็กเพียงเส้นผม แต่หากเข้าไปใกล้รอยแยกที่เห็นนี้จะต้องใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอนและรอยแยกนี้ยังมีพลังที่พร้อมจะฉีกทุกสิ่งทุกอย่างได้แม้แต่คลื่นความร้อนก็ยังถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงจึงแน่ใจได้ว่ารอยแยกที่เห็นจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

            ความคิดของฉินอวี่ประมวลผลขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่งเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และพูดด้วยความตกใจ “นั่นมัน... รอยวิถีทำลายล้าง?”

            “มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าที่แห่งนี้คือร่องรอยแตกสลายของแดนเซียนอู่ที่หลงเหลืออยู่”ฉินอวี่แสดงความเชื่อมั่นอยู่ในใจ หากสิ่งที่เขาพูดไปก่อนหน้านี้คือข้อสงสัยเช่นนั้น ในตอนนี้ก็คือการยืนยัน หากดูจากรอยแตกที่สามารถทำลายคลื่นความร้อนได้นั่นต้องเป็นรอยวิถีทำลายล้างอย่างไม่ต้องสงสัย

            สมัยอยู่ที่สำนักเทียนฉีฉินอวี่เคยเห็นมันมาก่อนในตอนนั้นมีผู้แข็งแกร่งระดับแนวหน้ามาประลองกับปรมาจารย์เทียนฉีการต่อสู้ครั้งนั้นเกิดขึ้นห่างจากสำนักเทียนฉีออกไปพันลี้และเกือบทำให้สำนักเทียนฉีต้องสลายไป ในตอนนั้นเองที่ฉินอวี่ได้เห็นรอยวิถีทำลายล้าง

            รอยวิถีคือแก่นแท้ในอารมณ์สัมผัสแห่งเต๋า อารมณ์สัมผัสแห่งเต๋านั้นยากอธิบายแต่รอยวิถีย่อมแสดงออกมาบนพื้นฐานของอารมณ์สัมผัสแห่งเต๋าหรืออาจพูดได้อีกนัยหนึ่งว่า จะต้องมีอารมณ์สัมผัสแห่งเต๋าถึงระดับหนึ่งก่อนจึงจะทำให้อารมณ์สัมผัสแห่งเต๋ากลายเป็นรอยวิถี

            และรอยวิถีทำลายล้างนี้ เกิดขึ้นหลังจากการกระทบกันระหว่างรอยวิถีและรอยวิถีรอยวิถีประเภทนี้มีพลังแห่งการทำลายล้างที่แข็งแกร่งมักจะเกิดขึ้นอย่างถาวรหากไม่ถูกทำลายโดยพลังจากภายนอกแม้ว่ารอยวิถีทำลายล้างจะดูน่ากลัวแต่หากสามารถทำความเข้าใจและเข้าถึงอารมณ์สัมผัสแห่งเต๋าอันลึกซึ้งได้ก็นับว่าได้รับพรอันยิ่งใหญ่จากสวรรค์เลยทีเดียว

            “ดูเหมือนว่าที่นี่คงจะเป็นส่วนแตกสลายของแดนเซียนอู่ในอดีตและดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่หลินอวี่ทิ้งเอาไว้!” ฉินอวี่หรี่ตาลงเขาไม่รู้ว่าหลินอวี่มีความแข็งแกร่งเพียงใดแต่เขาสามารถค้นหาเรื่องราวความแข็งแกร่งของหลินอวี่ในอดีตได้จากด้านในของรอยวิถีทำลายล้าง

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเสียงตะโกนเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นสั่นสะเทือนไปทั้งฟ้าดิน

            ฉินอวี่หันศีรษะไปมองทางซ้ายมืออย่างรวดเร็ว ครุ่นคิดเล็กน้อยและก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นาน

            มโนจิตของฉินอวี่แพร่กระจายออกไป เขาสังเกตเห็นในรัศมีสิบลี้ตรงหน้าว่ามีคนแปดคนกำลังล้อมอสูรร้ายขั้นสูงสุดในระดับสี่อสูรร้ายตัวนี้สูงประมาณหนึ่งจ้าง มีรูปร่างคล้ายหมาป่าทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเกล็ดสีแดงเพลิง มีหางหนาเท่าโคนต้นไม้ ดูเหมือนจะมีความดุร้ายและโหดเหี้ยมมาก!

            เมื่อฉินอวี่เห็นอสูรร้ายตัวนั้นคาบกระบี่สีแดงเพลิงเล่มหนึ่งไว้ในปากทั่วทั้งร่างของเขาก็สั่นสะท้าน และพูดออกไปอย่างตกใจ “นี่มัน... เป็นไปได้อย่างไร?หยาจื้อ? อสูรร้ายตัวนี้มีสายเลือดของหยาจื้อ?”

            หยาจื้อ จัดเป็นอสูรร้ายยุคบรรพกาลชนิดหนึ่งมีกายเป็นหมาป่ามีศีรษะเป็นมังกร มีบุคลิกที่แข็งแกร่ง บ้าเลือดและก้าวร้าวมีความแค้นต้องชำระ ปากคาบกระบี่ ตามตำนานกล่าวกันว่าหยาจื้อมีสายเลือดของบรรพบุรุษมังกรในยุคบรรพกาล แม้ว่าจะไม่ใช่มังกรแต่กลับมีเลือดของมังกร และรวบรวมสายเลือดของบรรพบุรุษมังกรยุคบรรพกาลเอาไว้ในปากก่อนแปลงรูปเป็นกระบี่มังกรเล่มหนึ่ง

            กระบี่สวรรค์เล่มนี้มีพลังอันมหาศาลเมื่อกลืนเข้าไปจะทำให้หยาจื้อมีพละกำลังมากขึ้น!

            อสูรร้ายซึ่งมีสายเลือดหยาจื้อที่อยู่ตรงหน้า แม้ว่าจะมีศีรษะเหมือนหมาป่าแต่สายเลือดภายในก็เป็นสายเลือดของมังกรบรรพกาลแม้มีความเบาบางทางสายเลือดเป็นอย่างมากแต่ก็ยังสังเกตได้จากสายเลือดที่อยู่ในรูปของกระบี่!

            “เป็นไปได้อย่างไรกัน? ที่นี่มีอสูรร้ายที่เป็นสายเลือดของหยาจื้อด้วยหรือ?หรือสิ่งที่ตายอยู่ที่นี่... จะเป็นหยาจื้อ?” ฉินอวี่ตกตะลึงเขาแน่ใจได้ว่า ทั้งแปดคนนี้จะต้องสนใจในกระบี่มังกรในปากของหยาจื้อคิดจะสังหารหยาจื้อเพื่อช่วงชิงกระบี่แต่พวกเขาคงจะไม่รู้ว่าอสูรร้ายตัวนี้มีสายเลือดของหยาจื้อคงรู้เพียงว่าสิ่งที่อสูรร้ายตัวนี้คาบไว้คือกระบี่วิญญาณระดับสูงหรือบางทีอาจเป็นอาวุธวิเศษ

            “ช่างรนหาที่ตายกันจริงๆ!” ฉินอวี่เยาะเย้ยแม้ว่าทั้งแปดคนจะมีความร่วมมือกันอย่างดีและคิดว่าตนได้เปรียบแต่ถ้าทำให้อสูรร้ายตัวนี้เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา ทั้งแปดคนนี้จะต้องตายอย่างแน่นอน

            “โฮก!” อสูรร้ายสายเลือดหยาจื้อตัวนี้ดูเหมือนจะโกรธคนทั้งแปดอยู่มากกระบี่มังกรที่คาบอยู่ในปากลุกเป็นไฟ จากนั้นอสูรร้ายจึงกลืนกินกระบี่เข้าไปทันทีเหลือไว้เพียงตัวกระบี่สีแดงเพลิง แม้ว่าจะไม่ได้กลืนกินกระบี่มังกรเข้าไปทั้งหมดแต่พละกำลังของอสูรร้ายก็เพิ่มมากขึ้นเป็นหลายเท่า

            “โฮก!” อสูรร้ายส่งเสียงคำรามอย่างต่อเนื่องหางขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะมีพลังแยกฟ้าดินได้กวาดมาทางศิษย์คนหนึ่งอย่างรวดเร็ว

            เสียงอู้อี้ของศิษย์คนนั้นดังขึ้น ร่างกายของเขาถูกตัดขาดแยกออกเป็นสองส่วนในทันที

            “ศิษย์น้อง ถ้าเจ้าไม่ลงมือตอนนี้จะรอเมื่อไร?” เสียงตะโกนเสียงหนึ่งดังขึ้นกึกก้องแม้ว่าจะห่างกันถึงสิบลี้ แต่ฉินอวี่ก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน

            สิ่งที่ทำให้สีหน้าของฉินอวี่ต้องประหลาดใจคือเขาสามารถยืนยันได้จากเสียงที่ได้ยินว่านั่นคือเสียงของถังอีหมิง!

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังยิ้มเยาะอยู่นั้น สติปัญญาของเขาก็กระจ่างชัดฉินอวี่ตกตะลึง สีหน้าดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ถังอี้หมิงวางแผนมาดีจริงๆ!

            เขาพูดคำเหล่านี้ออกมา เพื่อให้อสูรร้ายยกความโกรธมาทางตนเองใช่หรือไม่?ดูเหมือนถังอีหมิงผู้นี้จะดูถูกตนเองมากเกินไปแล้ว

            “ศิษย์พี่ ศิษย์น้องก็ไม่พอใจท่านอยู่นานแล้ว อสูรผู้อาวุโสหวังว่าท่านคงจับพวกเขาสังหารให้หมด! เฉินซิงก็จะขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง”ฉินอวี่รวบรวมพลังปราณส่งไปพร้อมเสียงของเขา

            เสียงโครมครามดังขึ้นไปทั่วสารทิศ

            ถังอีหมิงต่อสู้กับอสูรร้ายตัวนั้นจนแทบกระอักเลือดออกมา

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน