สุดท้ายอวี๋จิ่นลี่ก็ยังตัดสินใจว่าการเอาใจขาทองคำก่อนเป็สิ่งสำคัญยิ่งกว่า อย่างไรก็ตามขอแค่ได้อยู่ที่นี่ ยังจะต้องกลัวด้วยเหรอว่าวันข้างหน้าจะไม่มีอาหารเลิศรสให้กิน
อีกอย่างตอนนี้เขาได้โอกาสทองทำคะแนนให้ขาทองคำประทับใจด้วย
“พี่สาว นายน้อยยังไม่ได้กินเหมือนกันหรือเปล่าครับ เรายกอะไรไปให้เขาสักหน่อยไหมครับ” อวี๋จิ่นลี่ยิ้มพลางเอ่ยกับเฉียวมู่หลาน
ศิษย์พี่เคยบอกไว้ว่าเวลาพูดจากับผู้หญิงสวยๆ ให้เรียกว่าพี่สาวน่ะถูกต้องแล้ว พวกเธอชอบให้เรียกด้วยคำคำนี้กันทั้งนั้น
เฉียวมู่หลานสะดุ้งกับคำเรียกของอวี๋จิ่นลี่ คราวนี้ถึงนึกขึ้นมาได้ว่าเหมือนจะยังไม่ได้แนะนำตัวกับเขาเลย เธอก็เลยเอ่ยด้วยความเสียใจนิดๆ ทันที “เสี่ยวลี่ ตอนนี้เราเป็ครอบครัวเดียวกันแล้วนะ ลูกเรียกแม่ว่าแม่ได้เลย หรือจะรอให้ลูกกับอาเซิ่งจัดงานแต่งงานให้เรียบร้อยก่อนค่อยเรียกแบบนั้นก็ได้จ้ะ”
เฉียวมู่หลานเอ่ยจบก็มองอวี๋จิ่นลี่ด้วยความคาดหวังอยู่บ้าง
อวี๋จิ่นลี่เอียงคอเล็กน้อยเหมือนกับกำลังขบคิดอะไรอยู่ วินาทีถัดไปถึงเผยรอยยิ้มแสนหวาน แล้วเรียกด้วยเสียงใสกังวานทันที “คุณแม่ครับ”
คุณแม่งั้นเหรอ เขาเอ่ยคำเรียกแบบนี้เป็ครั้งแรกเสียด้วยสิ แต่ก่อนก็พอจะเห็นเด็กๆ เรียกพ่อเรียกแม่กันตามท้องถนนอยู่บ่อยๆ ว่าแต่คุณพ่อคุณแม่ของเขาเป็ใครกันล่ะ
ั้แ่เขาจำความได้ก็ยังไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ของตัวเองมาก่อนเลย จึงยิ่งไม่มีโอกาสเรียกคำเรียกสองคำนี้
แต่นึกไม่ถึงเลยว่าตอนนี้จะมีโอกาสเรียกคำนี้ ถึงได้รู้สึกแปลกใหม่เอามากๆ
“หืม! เป็เด็กดีจริงๆ พรุ่งนี้แม่จะพาลูกไปซื้อของเลียบทาง ชอบอะไร แม่จะซื้อให้ลูกหมดเลย” เฉียวมู่หลานเอ่ยด้วยความเบิกบาน
“ครับ” อวี๋จิ่นลี่ตอบคำด้วยความร่าเริง และเอ่ยเร่งเร้าว่า “คุณแม่ ตอนนี้เราเข้าไปเยี่ยมนายน้อยได้เลยไหมครับ”
“เรียกคุณชงนายน้อยอะไรกัน ต่อไปเขาก็เป็สามีลูกแล้ว ลูกเรียกชื่อเขาไปก็พอ” เฉียวมู่หลานบอกอย่างรีบร้อน ตอนนี้เธอประทับใจในตัวอวี๋จิ่นลี่เป็อย่างมาก
อวี๋จิ่นลี่ลอบเหลือบไปทางอื่น เพราะเขารู้สึกกังวลขึ้นมาอีกรอบ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายน้อยคนนี้มีชื่อว่าอะไร เขาได้ยินแต่ลุงเจียงเรียกเขาว่านายน้อย เพราะฉะนั้นถึงได้เรียกตาม ที่แท้คำว่านายน้อยไม่ใช่ชื่อของเขานี่เอง
งั้นเขาน่าจะชื่ออะไรกันล่ะ
อวี๋จิ่นลี่พยายามคิดแล้วคิดอีก ตกตะกอนบทสนทนาทั้งหมดที่ได้ร่วมพูดคุยตามลำดับภายในห้วงความคิดไปเที่ยวหนึ่ง จากนั้นก็พบว่าอัตราการปรากฏของชื่อชื่อหนึ่งดูจะสูงมากทีเดียว ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็ชื่อของนายน้อยคนนั้นแล้วล่ะมั้ง
แต่เพื่อความปลอดภัย เขาอย่าเพิ่งเรียกชื่อเขาคนนั้นเลยจะดีกว่า รอให้แน่ใจก่อนค่อยเรียก เขาน่ะเป็ถึงปลาจิ๋นหลี่ผู้ชาญฉลาดเชียวนะ
“ได้ครับ” อวี๋จิ่นลี่รับปากกับเฉียวมู่หลานด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเดินตามอีกฝ่ายไปเปิดประตูห้องของเจียงม่อเซิ่ง
การตกแต่งภายในห้องเรียบง่ายเป็ระเบียบอย่างยิ่ง โทนสีพื้นหลังใช้สีดำ ขาวและเทาเป็หลัก ซึ่งเผยให้เห็นว่าเ้าของห้องคงจะมีนิสัยรักสะอาดมากทีเดียว
เมื่อเดินเข้าด้านใน พื้นที่กลางห้องก็วางเตียงใหญ่ไว้หนึ่งหลัง โดยมีคนคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดเผือด แค่เห็นก็รู้แล้วว่าอ่อนแอมากๆ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่อวี๋จิ่นลี่สังเกตเห็นเป็อย่างแรก
สิ่งที่อวี๋จิ่นลี่สังเกตเห็นเป็อย่างแรกคือทั่วกายของชายผู้นี้มีแสงสีทองที่แทบจะห่อหุ้มไปทั้งร่าง มิหนำซ้ำในแสงสีทองยังแทรกซึมด้วยหมอกสีดำอย่างหนาแน่นอีก
หมอกสีดำแบบนี้คล้ายคลึงกับหมอกสีดำที่เขาเห็นรอบกายของพ่อเจียงอยู่บ้าง แต่กลับหนักหนายิ่งกว่าของคุณพ่อเสียอีก
หมอกสีดำกับแสงสีทองแห่งบารมีรอบกายของเขาคนนี้มีอยู่แทบจะเท่าๆ กัน ซึ่งล้วนแต่ห่อหุ้มทั้งร่างของเขาคนนี้ไว้ทั้งหมด ถ้าไม่ใช่เพราะแสงสีทองรอบกายของเขามีความกล้าแกร่ง ตอนนี้ก็คงไม่รอดอย่างแน่นอน
อย่างไรอวี๋จิ่นลี่ก็นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้มาพบคนคนหนึ่งที่มีแสงสีทองแห่งบารมีปริมาณมหาศาลขนาดนี้ในโลกใบนี้ได้
หากจะบอกว่าตอนที่เขามาถึงบ้านตระกูลเจียง และการได้เห็นแสงสีทองแห่งบารมีของบ้านตระกูลเจียงกับพ่อเจียงก่อนหน้านี้เรียกว่าตะลึงแล้ว ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็เรียกได้ว่าตะลึงพรึงเพริดไปเลย
การจะมีแสงสีทองแห่งบารมีได้มากถึงขนาดนี้ใช่ว่าได้รับความคุ้มครองจากบรรพชนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นต้องเป็เพราะว่าเขาคนนั้นทำคุณงามความดีด้วยตัวเองมามากมาย ถึงได้มีแสงสีทองหนาตาคอยปกปักรักษา
ลักษณะคนแบบนี้เป็คนเก่งกล้าสามารถที่มีบุญวาสนามาั้แ่กำเนิด ซึ่งคนแบบนี้ก็คือคนที่ใครๆ ต่างอิจฉาริษยา หากคอยติดตามคนแบบนี้ นับว่าเป็มหาประโยชน์ต่อการบำเพ็ญของเขา ว่ากันตามหลักก็ไม่ควรต้องมาประสบเคราะห์กรรมที่หนักหนาถึงขนาดนี้สิ
ทว่าถ้าหากเขาพ้นเคราะห์หนักในครั้งนี้ไปได้ ภายภาคหน้าจะต้องอยู่อย่างราบรื่นไปตลอดชีวิตแน่นอน
เป็ไปตามคาด เขาเลือกขาทองคำได้ถูกตัวแล้ว!