ในตอนเช้าหลังจากงานเลี้ยงต้อนรับเหล่าเด็กใหม่ผ่านพ้นไป แจ็คและเพื่อน ๆของเขาถูกจิวพามายังเต็นท์สีขาวแห่งหนึ่งก่อนจะเดินตามจิวเข้าไปข้างในเต็นท์หลังนั้นซึ่งข้างในนี้เรียกได้ว่าเป็ชั้นเรียนดี ๆ นี่เอง เพราะมีทั้งโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์เครื่องเขียนวางไว้พร้อมสำหรับให้นักเรียนทุกคนได้ใช้งาน
“สวัสดีจ๊ะจิว” เสียงหนึ่งดังลอยขึ้นมาทักทาย
“สวัสดีค่ะ อาจารย์แจน ฉันพาเด็กใหม่มาฝากไว้นะค่ะ” จิวหันไปคุยกับอาจารย์สาวผิวสีน้ำผึ้งที่ดังออกมาจากหน้าห้อง
“หน้าตาน่ารักทุกคนเลยนะ” อาจารย์แจนพูดขึ้น
“เดี่ยวฉันดูพวกเขาเอง จิวมีอะไรต้องไปทำก่อนไหม” อาจารย์แจนยังคงพูดต่อ
“ขอบคุณค่ะ งั้นฉันขอตัวก่อนนะค่ะ” จิวพูดพลางโค้งคำนับก่อนจะเดินออกจากเต็นท์หลังนี้ไป
“พวกเธอก็มานั่งลงก่อนสิ” อาจารย์แจนกล่าว
“งานเลี้ยงเมื่อคืนเป็ยังไงบ้าง” อาจารย์แจนเอ่ยถาม
“สนุกครับ/ค่ะ” เหล่านักเรียนทั้งเจ็ดคนตอบออกมา
“งั้นก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกันก่อนละกันนะ อาจารย์ชื่อแจนเป็อาจารย์สอนเวทย์มนตร์ของสมาคมแห่งนี้จ๊ะ” อาจารย์แจนเริ่มแนะนำตัว หลังจากนั้นเหล่าเด็ก ๆทั้งเจ็ด ก็เริ่มทยอยแนะนำตัวเองกันจนครบ
“ยินดีที่ได้รู้จักนะทุกคน ถ้ายังงั้นเรามาเริ่มเรียนกันเลยไหม”อาจารย์แจนพูด
“ครับ/ค่ะ” เด็กทั้งเจ็ดคนตอบโดยพร้อมเพรียงกัน
“พวกเธอรู้ไหมว่าในร่างกายมนุษย์แต่ละคนนั้นมีพลังเวทย์อยู่” อาจารย์แจนเริ่มสอน
“รู้ค่ะ” ฟาร์ยกมือขึ้นตอบ
“ดีมาก พลังเวทย์จะมีอยู่ในตัวทุกคนั้แ่เกิดแต่ปริมาณของพลังเวทย์ที่อยู่ในตัวของทุกคนนั้นจะมีไม่เท่ากัน ดังนั้นต่อให้ใช้เวทย์เหมือนกันคาถาเดียวกัน แต่บางคนกลับหมดแรงลงไปก่อน ในขณะที่อีกคนยังสามารถใช้เวทย์ต่อไปได้”อาจารย์แจนเริ่มสอน
“ั้แ่มาที่นี้พวกเธอก็เห็นผู้ใช้เวทย์กันเยอะแล้วใช่ไหม” อาจารย์แจนถาม
“ใช่ครับ/ค่ะ” เหล่าเด็กนักเรียนทั้งเจ็ดคนตอบ
“ทีนี้วันนี้อาจารย์จะสอนพวกเธอควบคุมพลังเวทย์ของตัวเองให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปสอนสิ่งที่มันยากขึ้นไปอีกทีหลังนะ” อาจารย์แจนพูดขึ้น
“แล้วเราต้องทำยังไงค่ะ” ฟาร์ถามด้วยความสงสัย
“เอาล่ะ ทุกคนหลับตาลง” อาจารย์แจนสั่ง ทำให้เหล่าเด็ก ๆ เริ่มทำตามที่อาจารย์ของพวกเขาบอก
“ทีนี้ก็ตั้งสมาธิ ค่อย ๆ กำหนดลมหายใจให้เป็จังหวะ แล้วให้จินตนาการว่ามีพลังเวทย์กำลังไหลเวียนครอบคลุมร่างกายอยู่”อาจารย์แจนอธิบายไปทีละขั้นตอน
“เอาล่ะ พวกเธอฝึกในขั้นนี้ไปกันก่อนจนกว่าจะสามารถสร้างพลังเวทย์มาครอบคลุมร่างกายได้กันนะ” อาจารย์แจนพูด ก่อนตัวเธอเองจะกลับไปนั่งที่โต๊ะแล้วจ้องมองพวกเด็ก ๆ เป็ระยะ ๆ และนั้นจึงทำให้่เช้าของเหล่าเด็กทั้งเจ็ดคนหมดไปกับการฝึกควบคุมพลังเวทย์ของตัวเอง
ใน่บ่ายของวันเหล่าเด็กทั้งเจ็ดคนยังฝึกการควบคุมพลังเวทย์ของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้มีการสอนวิชาอย่างอื่นเลยแม้แต่น้อย
“ฟิ้ว” เสียงลมพัดดังขึ้นมาทำให้เด็กในห้องทั้งห้าคนที่นั่งสมาธิอยู่ลืมตาตื่นขึ้น และอาจารย์แจนเองก็หันไปมองยังต้นตอของเสียงทำให้เห็นว่าตอนนี้ฟาร์ และมาร์คัสมีพลังเวทย์ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้บาง ๆ แล้ว
“เก่งมากฟาร์ กับมาร์คัส ถึงพลังเวทย์ที่ปกคลุมจะยังบางอยู่มากแต่ตอนนี้ก็สามารถควบคุมพลังเวทย์ได้บ้างแล้ว”อาจารย์แจนเอ่ยชมในขณะที่ฟาร์และมาร์คัสยังคงพยายามนั่งสมาธิต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
“พวกเธอก็อย่าให้สองคนนี้นำหน้าไปไกลล่ะ” อาจารย์แจนพูดพร้อมส่งยิ้มมาให้เหล่าเด็กที่เหลือทำให้เด็กคนอื่น ๆ ที่ได้ยินดังนั้นจึงกลับไปนั่งสมาธิกันตามเดิมจนเวลาล่วงเลยผ่านไปนาน ก่อนทุกคนจะลืมตาตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงจากอาจารย์แจน
“เอาล่ะ เด็ก ๆ วันนี้พอแค่นี้ก่อน” อาจารย์แจนพูด
“เอาไว้ค่อยมาฝึกกันใหม่ในวันพรุ่งนี้เราจะฝึกกันจนกว่าพวกเธอจะควบคุมพลังเวทย์ของตัวเองได้ดี จึงค่อยสอนเื่ต่อไปให้เพราะวิชาอื่น ๆ ถ้าจะเรียนอย่างน้อยพวกเธอต้องควบคุมพลังเวทย์ของตัวเองให้ได้ก่อนไม่ยังงั้นก็จะเกิดอันตรายต่อพวกเธอ และคนรอบข้างได้นะ” อาจารย์แจนอธิบาย
“ครับ/ค่ะ” เหล่าเด็กนักเรียนของเธอขานรับก่อนทุกคนจะกล่าวลาอาจารย์แจน แล้วเดินออกจากเต็นท์ไป
“ไง เป็ยังไงบ้างพวกเด็กใหม่” เมื่อเหล่าเด็กทั้งเจ็ดคนออกมาจากเต็นท์ก็ได้ยินเสียงหนึ่งร้องทักขึ้นเมื่อหันไปมองยังต้นเสียงก็เห็นเป็ผู้ชายตัวสูง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไม่มีหนวดเครากำลังส่งยิ้มมาให้พวกเขาอยู่
“ใครอ่ะ” เหล่าเด็กทั้งเจ็ดคนพูดพร้อมกัน
“อ่ะ โทษที ฉันโจ เป็รุ่นพี่พวกเธอปีนึงถ้ามีอะไรจะถามก็ถามมาได้เลยนะ” โจแนะนำตัวเอง
“สวัสดีครับ/ค่ะ” เด็กทั้งเจ็ดคนกล่าวพร้อมกัน
“ว่าแต่หน้าตาพวกเธอดูเหนื่อย ๆ นะ” โจร้องทักเมื่อเห็นสีหน้าที่อ่อนล้าของเหล่านักเรียนใหม่ทุกคน
“พวกเราแค่เพลียนิดหน่อยครับเพราะไม่คิดว่าการควบคุมพลังเวทย์มันจะยากขนาดนี้” แม็กพูดขึ้น
“ฮ่า ๆ ตอนฉันมาใหม่ก็เป็แบบนี้เหมือนกันแต่อีกเดี่ยวพวกเธอก็ทำได้ดีขึ้นเองนั้นแหละ” โจพูดให้กำลังใจเด็ก ๆ
“เอานะ อย่าทำหน้ากันอย่างนั้นสิ เดี่ยวฉันพาพวกเธอไปหาอะไรกินเพิ่มพลังกันก่อนดีไหม”โจพูด
“เยี่ยมเลย” เหล่าเด็กทั้งเจ็ดตอบขึ้นพร้อมกัน
“ทีอย่างนี้ละ อาการดีขึ้นมาเชียว” โจพึมพำขึ้น ก่อนจะพาเด็กทั้งเจ็ดคนออกไปหาอะไรกินกันที่ทุ่งกว้างของสมาคม
ณ ภายในเต็นท์สีขาวหลังหนึ่ง ปรากฏให้เห็นคนสองคนที่อยู่ข้างในของเต็นท์กำลังยืนคุยกันอยู่
“เด็ก ๆ กลุ่มนี้เป็ยังไงบ้างแจน” ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืด กางเกงขาสั้นถามขึ้น
“เด็กพวกนี้พึ่งฝึกได้วันเดียว จะขอประเมินตามที่เห็นนะค่ะสองคนที่มีความสามารถโดดเด่นเลย คือ ฟาร์ และมาร์คัสค่ะ ส่วนคนอื่น ๆยังคงต้องดูทีท่าไปก่อนอีกซักระยะค่ะท่านเซริว” อาจารย์แจนตอบ
“นั้นสินะ แต่ก็น่าใจริง ๆ ที่พึ่งฝึกได้แค่ครึ่งวันก็มีคนที่สามารถควบคุมพลังเวทย์ได้แล้วถึงสองคนในอนาคตเด็กรุ่นนี้อาจจะมีอะไรที่ทำให้เราต้องประหลาดใจอีกแน่ ๆ” เซริวพูดพลางหัวเราะเบา ๆ
“แล้วทางท่านละค่ะ ฉันได้ยินว่าเพราะมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นเป็จำนวนมากใน่นี้ทำให้ถึงขั้นต้องเรียกระดับผู้นำสมาคมผู้ใช้เวทย์แต่ละแห่งเข้าไปช่วยคลี่คลายปัญหากันเลยทีเดียว ท่านควรจะพักผ่อนบ้างนะค่ะ” อาจารย์แจนกล่าวอย่างเป็ห่วง
“ไม่ต้องห่วง ฉันยังฟิตเปรี๊ยะอย่างที่เธอเห็นนี่แหละ” เซริวพูดพร้อมกับทำท่าทุบอกอย่างมั่นใจในร่างกายของตัวเอง
“อีกอย่าง ฉันคงจะไม่อยู่สักพักเพราะเื่ประหลาดพวกนี้เดี่ยวเื่ของสมาคมที่นี้ก็ฝากเธอช่วยดูแลไปก่อนละกันนะ” เซริวพูด ก่อนจะหายตัวออกจากเต็นท์ไป
“นี่เวลาเลิกงานแล้วนะค่ะ งดรับงานค่ะ” อาจารย์แจนพูดพร้อมรอยยิ้ม
หลังจากกินอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว แจ็คและเพื่อนๆ ก็แยกย้ายกลับเข้าห้องของตัวเอง ก่อนแจ็คจะไปนั่งตรงกลางห้องแล้วเริ่มทบทวนสิ่งได้ที่ฝึกไปเมื่อตอนกลางวันอีกครั้งแจ็คพยายามนึกถึงสิ่งที่อาจารย์แจนสอนระหว่างฝึกวันนี้ เขาเริ่มนั่งสมาธิอีกครั้งกำหนดลมหายใจ แล้วเริ่มจินตนาการ
เวลาผ่านไปนานในที่สุดแจ็คก็เริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ตัวเขาเริ่มโดนดูดเข้าไปที่ไหนซักแห่งก่อนจะกลับมารู้สึกเป็ปกติอีกครั้ง แต่คราวนี้แจ็คััได้ถึงบางสิ่งที่อุ่น ๆกำลังห่อหุ้มร่างกายของเขาอยู่ จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นแล้วสังเกตตัวของเขาก็พบว่ามีชั้นเวทย์บาง ๆ กำลังห่อหุ้มร่างกายเขาอยู่ นั่นทำให้แจ็คดีใจเป็อย่างมากจนลุกขึ้นดีใจโดยไม่รู้ตัวแต่ทันทีที่ลุกขึ้นยืน แจ็คก็ล้มพับนอนราบไปกับพื้นแทบจะทันที
“สงสัยจะฝืนสังขารเกินไปนะเรา” แจ็คพูดก่อนตัวเองจะค่อย ๆผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย
ในเช้าวันต่อมาแจ็คและผองเพื่อนก็ฝึกแบบเดิมกันอีกครั้งที่เต็นท์ของอาจารย์แจนแต่คราวนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ ฟาร์และมาร์คัสเท่านั้นแล้วที่สามารถควบคุมพลังเวทย์ได้ เพราะในตอนนี้เหล่าเด็ก ๆคนอื่น ๆ ก็เริ่มสามารถควบคุมพลังเวทย์กันได้ดีขึ้นแล้ว
‘ไม่จริงนะ เด็กพวกนี้สามารถควบคุมพลังเวทย์ได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอปกติกว่าจะสามารถควบคุมให้มีพลังเวทย์มาห่อหุ้มร่างกายได้มันต้องฝึกอย่างน้อยสองอาทิตย์สิแต่นี่แค่สองวันเองนะ หรือจะเป็อย่างที่ท่านเซริวบอกไว้บางทีเด็กรุ่นนี้อาจจะมีอะไรให้เราแปลกใจมากกว่าที่คิดก็เป็ได้’ อาจารย์แจนคิดขึ้นในใจ
‘คงจะไม่ได้มีแค่เราแน่ ๆ ที่กลับไปฝึกที่ห้อง’ แจ็คคิดขึ้น เมื่อสังเกตเห็นเพื่อน ๆของเขาเริ่มควบคุมพลังเวทย์ของตัวเองได้ดีขึ้นกว่าเมื่อวานเป็อย่างมากแล้วแจ็คก็สลัดความคิดนี้ทิ้งไป ก่อนจะกลับไปตั้งใจทำสมาธิเพื่อควบคุมพลังเวทย์ของตัวเองอีกครั้งนึง
“เอาละ เด็ก ๆ พอได้แล้ว” อาจารย์แจนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าตอนนี้เด็กทุกคนสามารถควบคุมพลังเวทย์ของตัวเองได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว
“พวกเธอทุกคนเก่งมากเลย” อาจารย์แจนชมเด็ก ๆทำให้เหล่าเด็กทั้งเจ็ดคนต่างอมยิ้มแก้เขิลกันไปไม่น้อย
“ในเมื่อพวกเธอเรียนรู้ได้เร็วขนาดนี้ งั้นวิชาต่อไปเราก็มาฝึกใช้พลังเวทย์ต่อเลยละกัน”อาจารย์แจนพูด
“จริงเหรอครับ” มาร์คัสพูดขึ้น ด้วยท่าทีตื่นเต้น
“จริงสิจ๊ะ ในเมื่อตอนนี้พวกเธอก็ควบคุมพลังเวทย์ได้กันในระดับนึงแล้ว”อาจารย์แจนตอบ
“เอาละ ถ้างั้นเดี่ยวเราไปเรียนกันที่ทุ่งกว้างตามอาจารย์มานะ” อาจารย์แจนพูดขึ้น ก่อนจะเดินออกจากเต็นท์ไปโดยมีเหล่าเด็ก ๆ ทั้งเจ็ดคนคอยเดินตามไปติด ๆ
หลังจากเดินตามอาจารย์แจนมาได้สักพัก ในที่สุดก็มาถึงทุ่งโล่งกว้างซึ่งนอกจากทุ่งหญ้าเขียวขจีที่ปลิวไหวตามสายลมอุ่น ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรนอกจากนั้นเลยเป็ความเวิ้งว้าง แต่ก็กลับดูมีเสน่ห์จนน่าหลงใหล
“เอ่อ อาจารย์ครับเรามาที่นี้ทำไมครับ” แจ็คถาม
“ฝึกใช้พลังเวทย์ยังไงละแจ็ค” อาจารย์แจนหันมาตอบ
“แล้วจะฝึกยังไงละครับ” แจ็คถามต่อ
“ก็แค่ให้พวกเธอใช้พลังเวทย์ของตัวเองอัดเป็ก้อนพลังเวทย์แล้วยิงไปที่หุ่น”อาจารย์ตอบพลางส่งยิ้มมาให้
“อาจารย์ครับ ไหนหุ่น” แม็กถามขึ้น พลางมองออกไปในทุ่งหญ้าโล่ง ๆที่ไม่มีอะไรอื่นเลยแม้แต่น้อย
“อัญเชิญหุ่นไล่กา” จู่ ๆ อาจารย์แจนก็เอาไม้กายสิทธิ์ออกมาโบกพร้อมร่ายคาถา ทันใดนั้นก็เกิดวงแหวนเวทย์ขนาดย่อมหลายๆ แห่ง แล้วไม่นานหลังจากนั้นก็มีหุ่นไล่กาโผล่ขึ้นมาจากใจกลางของของวงแหวนเวทย์นั้นซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดทำเอานักเรียนอึ้งกันไปตาม ๆ กัน
“นั้นหุ่นไงละแม็ก” อาจารย์แจนหันไปพูดกับแม็กพร้อมส่งรอยยิ้มไปให้ แต่แม็กและเด็กคนอื่นๆ ยังคงอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่ทำให้อาจารย์แจนต้องเรียกสติเด็กกลับมาอีกครั้ง ด้วยการตบมือเสียงดัง จึงช่วยดึงให้สติของเด็กทั้งหมดกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวตามเดิม
“เอาละเด็ก ๆ ที่พวกเธอต้องทำก็ คือ การบีบอัดพลังเวทย์ก่อรูปพลังเวทย์ให้เป็ก้อนพลังเวทย์เข้มข้นแล้วยิงไปที่หุ่นนั้นจากระยะที่เรายืนอยู่ตรงนี้นะ”อาจารย์แจนพูดต่อ
“แล้วเราจะบีบอัดพลังยังไงละค่ะอาจารย์” เจนถามขึ้น
“อาจารย์จะบอกทริคเล็ก ๆ ให้ฟังนะ วิธีที่จะทำให้เกิดก้อนพลังเวทย์ได้ง่ายที่สุดคือ ให้พวกเธอจินตนาการว่าพวกเธอกำลังสร้างลูกบอลไว้ที่มือแล้วยิงออกไป” อาจารย์แจนตอบ
“เอาละ ลองดูกันได้แล้ว” อาจารย์แจนพูด ทำให้เด็กแต่ละคนเริ่มลองทำตามที่อาจารย์แจนแนะนำ
แจ็คเองก็เริ่มทำตามคำแนะนำของอาจารย์แจนดูบ้างเริ่มแรกเขาเลือกเป้าหุ่นของเขาขึ้นมาจากนั้นจึงตั้งท่ายืนที่มั่นคงเพื่อเตรียมที่จะยิงก้อนพลังเวทย์ของตัวเองออกไปก่อนจะยื่นมือออกไปข้างหน้าแล้วจินตนาการว่ากำลังสร้างลูกบอลที่อัดพลังเวทย์ของตัวเองไว้อยู่แต่ไม่ทันที่พลังเวทย์จะก่อรูปร่างเป็ลูกบอล ก้อนพลังเวทย์ของแจ็คก็สลายหายไปซะก่อนทำให้แจ็คต้องลองทำอีกครั้ง ลองทำไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็เป็เหมือนเดิม ทำให้แจ็คพูดพึมพำขึ้นมากับตัวเอง
“การบีบอัดพลังเวทย์ พูดเหมือนง่าย แต่ทำยากเหมือนกันแฮะ”