“ข้าไม่ได้พูด แต่เ้านั่นแหละเป็”
ฉิวจวิ้นหัวเราะเยาะ “อย่าคิดว่าชิงอันดับหนึ่งในการประเมินครั้งสุดท้ายไปได้แล้วก็หลงคิดว่าตัวเองคือที่หนึ่งของสายนอกล่ะไอ้คนพึ่งโชคอย่างเ้าก็คงไม่เข้าใจอยู่แล้วเื่ความแตกต่างระหว่างคนกับคนนั้นอย่างไรก็ไม่สามารถตัดสินได้ด้วยการประเมินครั้งสุดท้ายเพียงคราเดียว เ้าหินมูลถึงอย่างไรก็ยังเป็หินมูลอยู่วันยังค่ำ ไม่มีทางกลายเป็หยกได้หรอก”
“อย่างนั้นหรือ? ข้าเองก็อยากเห็นสักหน่อยว่าหยกอย่างเ้าจะแข็งพอหรือไม่”หลินโม่ตอบกลับ
เสียงะโโห่ร้องดังขึ้นจากเหล่าศิษย์รอบด้าน
ความหมายของคำพูดนี้ของหลินโม่แสดงให้เห็นแล้วว่าเขากำลังท้าประลองสู้กับฉิวจวิ้นแทนเหลิงอู่เหยียน
ชั่วพริบตาเหล่าศิษย์ที่แยกตัวหนีจากสนามก่อนหน้านี้ต่างกำลังทยอยกรูกันเข้ามาล้อมวงห่างจากด้านในสามชั้น ด้านนอกสามชั้น
เฟิงหลิงเหยียนและคนอื่นที่อยู่ไม่ห่างสายตาเต็มไปด้วยความถากถางมากขึ้นอย่างปิดไม่มิด โดยเฉพาะเฟิงหลิงเหยียนแววตาที่มองไปยังหลินโม่นั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามจองหอง
แม้ว่าหลินโม่จะคว้าอันดับหนึ่งในการประเมินครั้งสุดท้ายมาได้และบำเพ็ญการฝึกร่างทะลวงไปถึงขั้นที่เจ็ดแต่แล้วอย่างไรล่ะ?
หลังจากการประเมินครั้งสุดท้ายเฟิงหลิงเหยียนที่ถูกโจมตีได้รับาเ็สาหัสนั้น โชคดีที่เข้าสู่สาขาลัวซาไปพร้อมกับฉิวจวิ้นได้จึงได้เห็นพลังที่แท้จริงของศิษย์สายในด้วยตาตัวเองว่าน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใด
ความแตกต่างระหว่างสายในและสายนอกนั้นล้วนเทียบกันไม่ติดถึงขนาดที่ศิษย์สายนอกไม่มีทางจินตนาการได้ ไม่เพียงแค่ความต่างของการบำเพ็ญจุดที่น่าเกรงกลัวที่สุดของเหล่าศิษย์สายในคือการเรียนรู้วรยุทธ์ที่มีพลานุภาพอันแกร่งกล้านั่นเอง
ศิษย์สายในไม่ว่าคนใดต่างเชี่ยวชาญในวรยุทธ์ หากส่งมายังสายนอกก็สามารถบดขยี้จนแหลกละเอียดได้อย่างสบายนี่ก็คือความแตกต่างระหว่างสายนอกและสายในอย่างไรล่ะ
และในการบำเพ็ญเฟิงหลิงเหยียนก็ได้เห็นความน่าหวาดกลัวของศิษย์ระดับหลอมปราณหลังจากเจินหยวนรวมตัว พลังรบก็ะเิเพิ่มขึ้นอีกไม่รู้กี่เท่า เมื่อเทียบกับระดับฝึกร่างแล้วนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
่เวลาที่อยู่สายในเฟิงหลิงเหยียนเก็บเกี่ยวทุกอย่างให้ได้มากที่สุด ไม่เพียงความรู้ที่เพิ่มพูน แต่ยังทำให้นางเข้าใจเื่หนึ่งหากเทียบกับสายในแล้ว สายนอกเดิมก็เป็เพียงจุดปัญหาเล็กๆ น้อยๆไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
ฉิวจวิ้นเก็บเกี่ยวได้มากกว่าไม่เพียงจะทะลวงการฝึกร่างไปถึงขั้นที่เก้า อีกทั้งระหว่างที่อยู่ในสาขาลัวซานี้ภายใต้คำชี้แนะของศิษย์ในสาขา พลังรบของเขาโหมกระหน่ำเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
ฉิวจวิ้นในตอนนี้ แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับศิษย์อันดับต่ำสุดของสาขาลัวซาก็มั่นใจในการต่อสู้เช่นกัน
หลินโม่ในยามนี้กำลังท้าทายฉิวจวิ้นการกระทำเช่นนี้ตกอยู่ในสายตาของเฟิงหลิงเหยียนและศิษย์อื่นๆการรนหาที่ตายนั้นไม่มีความต่างกันเลย
เฟิงหลิงเหยียนจ้องหลินโม่ตรงๆั์ตาอัดแน่นด้วยความเคียดแค้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทางสงบนิ่งของหลินโม่ยิ่งมองก็ยิ่งอึดอัดไม่สบาย เป็แค่หินมูลก็ควรสำเหนียกตัวไว้ว่าเป็เพียงหินมูลไม่ใช่พยายามเปลี่ยนสภาพตัวเอง
“ข้าต่อให้เ้าก่อนสามโบย เช่นนั้นเกรงจะถูกผู้อื่นว่าข้ารังแกเ้า”ฉิวจวิ้นกวักมือเรียกท้าทายหลินโม่
“แน่หรือ?” หลินโม่เอ่ยถาม
“แน่นอน เ้ามีโอกาสเพียงสามโบยเท่านั้น” ฉิวจวิ้นหรี่ตาพลางเอ่ยอย่างท้าทาย
“ดี...”
หลินโม่ตอบกลับ ยังไม่ทันสิ้นเสียงร่างก็เคลื่อนไหวไปแล้วราวกับกระบี่อันแหลมคมด้ามหนึ่ง กระแสอากาศที่ไหลเวียนพลันแข็งตัวขึ้นผสานตัวกลายเป็เงามืดจางๆ ขนาดมหึมา คลื่นพลังถ่ายทอดไปทั่วร่างพลันพุ่งเข้าสู่หมัดขวาในทันที
ปัง!
กระแสอากาศะเิขึ้น
ฉิวจวิ้นยื่นมือออกรับหมัดนี้ไว้พริบตาสีหน้าก็แปรเปลี่ยนไป พลังของหมัดนี้มากเกินกว่าจินตนาการส่วนเอวทรุดถอยลงอย่างรุนแรง คลื่นพลังที่โอบล้อมรอบกายพลันสลายไปส่วนเท้าเหยียบบนพื้นหนักๆ ต้านพลังเอาไว้ ครั้นเห็นรอยแตกร้าวบนพื้นที่เกิดจากการถูกแรงกดอัดจึงใช้ตรงนั้นยึดร่างทำให้ตัวมั่นคงได้ในที่สุดจิตใจของฉิวจวิ้นกำลังเรียกร้องถึงอันตรายอย่างเงียบๆ เพียงนิดเดียวก็ถอยไปอีกก้าวหากว่าถูกคนเห็นเข้าล่ะก็ ต่อให้ชนะหลินโม่ก็น่าขายหน้าอยู่ดี
ไอ้เ้าหินมูล...
ฉิวจวิ้นอับอายและแค้นใจพลันเกิดเป็ความโทสะเขากำลังจะเคลื่อนไหวตอบโต้
“อะไรกัน? จะโต้กลับหรือ? เมื่อครู่เ้าเพิ่งบอกว่าต่อให้ข้าก่อนสามโบยเองนะ” คำพูดของหลินโม่ทำฉิวจวิ้นหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด
“เหลืออีกสองโบย” เสียงของฉิวจวิ้นพลันขรึมลงสายตาเยือกเย็นจดจ้องหลินโม่ ได้คืบจะเอาศอก ต้องให้หลินโม่ชดใช้อย่างสาสมกับราคาที่ต้องจ่าย
ท่าทางของหลินโม่เปลี่ยนไปเคร่งขรึมเอาจริงขึ้นปราณิญญารุ่ยจินในร่างถูกกระตุ้นออกมาหนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณภายในจุดตันเถียนพลันส่องสว่าง พริบตาสิ่งมีชีวิตโบราณในหน้าแรกแผดเสียงคำรามกึกก้องะเืฟ้าขึ้น
ลำแสงสีทองมากมายผสานแปรสภาพ ภายใต้ิัของหลินโม่แปรเปลี่ยนเป็ลวดลายโบราณเก่าแก่อันเลือนรางพละกำลังมหาศาลกำเนิดพลันปะทุขึ้นในร่าง
ชั่วพริบตานั้นม่านตาของหลินโม่กลายสภาพเป็สีทอง
จู่ๆฉิวจวิ้นก็ััได้ถึงกลิ่นอายของหลินโม่ที่เกิดการแปรเปลี่ยนบางอย่างขึ้นอย่างลึกลับความรู้สึกไหวหวั่นไม่สงบอันน่าประหลาดก่อตัวขึ้นในใจอย่างเด่นชัดท่าเตรียมป้องกันตัวท่าเดิมเก็บกลับไปอย่างรวดเร็ว สองแขนกางออกวนสลับไปมาคลื่นพลังโอบพันแขนอย่างต่อเนื่อง ผสานสร้างเป็กระแสพายุหมุนอากาศ
กงล้อวายุสังหาร!
นี่คือวรยุทย์รูปแบบหนึ่งที่ฉิวจวิ้นฝึกฝนใน่เวลาก่อนหน้าที่อยู่สาขาลัวซาแม้ว่าจำต้องทะลวงให้ถึงขั้นหลอมปราณและเจินหยวนรวมตัวถึงจะแสดงพลังอานุภาพแข็งแกร่งของวรยุทธ์นี้ได้อย่างเต็มที่ทว่าจากพลังที่แท้จริงของเขาในยามนี้คงสามารถแสดงพลังของกงล้อวายุสังหารได้ถึงประมาณสามในสิบส่วนเท่านั้น
ครั้นเหลิงอู่เหยียนที่อยู่ห่างออกมาเห็นเหตุการณ์สีหน้าจึงเปลี่ยนไป เนื่องจากกังวลเื่ความปลอดภัยของหลินโม่ไม่มีเวลาจัดการอย่างอื่นแล้ว พลันพุ่งเข้าหาฉิวจวิ้นด้วยความรวดเร็ว
“ไสหัวไป!” ฉิวจวิ้นสะบัดมือขวา
ปัง!
เกลียวคลื่นอากาศถาโถมพัดเหลิงอู่เหยียนะเืถอยไปด้านข้าง
เหล่าศิษย์ผู้ชมต่างถูกแรงะเืหยุดไว้เหลิงอู่เหยียนพลังแข็งแกร่งเป็ถึงอันดับสองในสายนอกรองจากฉิวจวิ้นแม้ทั้งสองจะยังไม่เคยท้าฝีมือกัน ทว่าดูจากศิษย์สายนอก พลังของเหลิงอู่เหยียนนั้นอ่อนกว่าฉิวจวิ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ฉิวจวิ้นในยามนี้ พลังที่แสดงออกมาได้เกินความคาดหมายของเหล่าศิษย์สายนอกไปแล้ว
แข็งแกร่งเกินไป...
“หลินโม่ เ้าไม่ได้อยากเห็นหรือว่าหยกอย่างข้าแข็งพอหรือไม่?ยามนี้ข้าจะทำให้เ้าได้เห็นเสียที” ครั้นฉิวจวิ้นขยับกายเกลียวคลื่นอากาศก็ม้วนตัวขึ้นอย่างน่าตะลึง มีความเร็วขีดสุดชนิดที่ทำให้ผู้คนััได้ถึงความน่าใ
กงล้อวายุสังหารขนาดมหึมามุ่งไปหมายสับหลินโม่เป็ชิ้นๆ
กระแสอากาศถูกผ่าขาดอากาศเกิดเสียงหวีดแหลมดังขึ้นกึกก้อง
ทันใดนั้น หลินโม่ก็ะโออกมาะโไปที่สูงถึงสามจั่ง สองมือกุมไว้เป็กำปั้นครั้นเห็นบนแขนเปล่งแสงสีทองบางเบาขึ้นร่างกายเหมือนกับเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลเพียงในชั่วพริบตา ร่างประดุจถูกทุบะเิแตกออกในทันทีราวกับถูกหินอุกกาบาตร่วงหล่นลงมา
สองมือดุจค้อนมหึมา ทุบหนักๆลงบนพายุหมุน
ปัง!
ภายใต้เสียงอึกทึกที่ดังขึ้นพายุหมุนะเิตัวออก เป็ฉิวจวิ้นเองที่กระเด็นลอยออกไปร่อนเป็ระยะทางไกลก่อนร่วงลงสู่พื้น พื้นถูกไถลไถกลายเป็ร่องลึกสองร่องมวยผมที่ผูกไว้ด้วยเชือกเป็จุกนั้นขาดไป ผมยาวสลวยหล่นลงมา
เสียงดังเอะอะรอบกายพลันเงียบลงสายตาของศิษย์ทุกคนต่างเบิกค้างจ้องมองฉิวจวิ้นที่ถูกตัดเชือกจนมวยผมกระจายออก
เฟิงหลิงเหยียนและคนอื่นต่างว้าวุ่นใจเป็ที่สุด
ฉิวจวิ้นพ่ายแล้ว...
ฉิวจวิ้น อันดับหนึ่งแห่งสายนอกคาดไม่ถึงว่าจะพ่ายแล้ว อีกทั้งยังพ่ายแพ้ด้วยมือของหลินโม่ หากไม่เห็นกับตาตัวเองคงไม่มีใครยอมเชื่อว่านี่คือเื่จริงเป็แน่ทว่าความจริงนั้นอยู่ตรงหน้า
“ไปกันเถอะ”
ท่าทางของหลินโม่ไม่ยินดียินร้ายเพียงกวักมือเรียกเหลิงอู่เหยียนแล้วก็หันกายจากไป
หลังจากดูหลินโม่จากไป แก้มของฉิวจวิ้นพลันกระตุกไม่หยุดสองมือบีบขยี้ลงกับพื้นแน่น การโจมตีเมื่อครู่นั้นเขาไม่นึกว่าจะพ่ายแพ้ลง พลังอันป่าเถื่อนของหลินโม่เหนือจินตนาการพ่ายแพ้ให้กับหินมูลก้อนหนึ่งนี่คือความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดการอยู่สายนอกทั้งสองปี
“หลินโม่…” ดวงตาของฉิวจวิ้นเปลี่ยนเป็สีแดงฉานทั่วร่างกำลังสั่นระริกอย่างเคียดแค้น
“ศิษย์พี่ฉิว ท่านไม่เป็ไรใช่ไหม” เหล่าศิษย์ผู้หวังดีรีบถลายื่นมือมาหมายประคอง
“ไสหัวไป!” ฉิวจวิ้นผลักศิษย์เ่าั้ออกไป
“ศิษย์พี่ฉิว ท่านไม่ได้แพ้เสียหน่อย”
เสียงของเฟิงหลิงเหยียนดังขึ้นฉิ้วจวิ้นที่กองอยู่กับพื้นหันมา ท่าทางยังคงดุร้ายจนคนไม่น้อยเกรงกลัวแต่เฟิงหลิงเหยียนยังคงสีหน้านิ่งสงบแล้วเอ่ย “ศิษย์พี่ฉิว หลินโม่ก็แค่โชคดีมีเพียงพลังป่าเถื่อนดุร้ายเท่านั้นเอง หากเทียบกับท่านแล้วเขายังห่างชั้นอีกมากท่านเคยบอกพวกเรา ว่าจุดประสงค์ของเราไม่ใช่การสู้กันอย่างรวดเร็วที่สายนอกแต่ต้องแกร่งขึ้นเมื่ออยู่สายใน ถึงแม้พลังของหลินโม่ในตอนนี้จะไม่เลวแต่ในอนาคตล่ะ?อย่าลืมสิ ที่ที่เขาถูกคัดเลือกเข้านั้นคือสาขาเทียนซิง ยามนี้เขาก็ฝึกร่างถึงเพียงขั้นที่เจ็ดเท่านั้น หากผ่านไปอีกระยะเขาก็ยังคงฝึกร่างถึงแค่ขั้นที่เจ็ด แต่ท่านล่ะ ท่านจะยอมหยุดการฝึกร่างอยู่ที่ขั้นที่เก้าอย่างนั้นหรือ?”
ม่านตาของฉิวจวิ้นหดลงไม่นานดวงตาแดงฉานก็ค่อยๆ สลายไป ท่าทางดุร้ายค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา ใช่สิตนเองฝึกร่างถึงขั้นที่เก้าแล้ว ต่อไปก็จะทะลวงสู่ระดับหลอมปราณแล้ว
ระดับฝึกร่างขั้นที่เก้ากับระดับหลอมปราณขั้นต้นแม้จะต่างกันเพียงเส้นบางๆ ที่กั้นไว้ทว่าผู้ที่ก้าวข้ามถึงนั้นกลับมีเพียงหยิบมือ เมื่อเหยียบเข้าไปพลังที่แท้จริงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อย่างพลิกฟ้าพลิกดินได้ผู้อื่นไม่มีทางทะลวงไปถึง ทว่าฉิวจวิ้นกลับรู้ชัดเจนดี หากมีโอสถหลอมปราณเม็ดนั้นมากสุดเพียงครึ่งเดือนก็จะสามารถทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณขั้นต้นได้เมื่อมีพื้นฐานนี้แล้ว วันหน้าเมื่ออยู่ในสาขาลัวซาก็จะยิ่งก้าวไกลไปมากขึ้นการกลายเป็ศิษย์ศูนย์กลางนั้นก็ไม่ใช่เื่ยากอันใดแล้ว
สำหรับหลินโม่ ยามนี้แม้พลังรบจะแกร่งกว่าเขาไปบ้างแล้วอย่างไรล่ะ? ในสาขาเทียนซิง ที่สาขาร้างนั่นต่อให้หลินโม่จะมีคุณสมบัติสูงขึ้นแล้วอยากจะไล่ตามให้ทันเขานั้นก็เป็แค่ความฝันอันโง่เขลาเท่านั้น
ครั้นนึกถึงจุดนี้ ฉิวจวิ้นก็รู้สึกดีขึ้นมาก
เมื่อสังเกตอารมณ์ของฉิวจวิ้นแล้ว เฟิงหลิงเหยียนพลันหัวเราะในลำคอแล้วเอ่ย“ศิษย์พี่ฉิว นับั้แ่วันนี้ หลินโม่จะถูกลิขิตให้เป็เส้นขนานสองเส้นที่ไม่มีวันกับพวกเราได้...ดังนั้นไม่จำเป็ต้องคิดเล็กคิดน้อยกับคนเช่นนี้มากเกินไป รอวันที่พวกเราขึ้นไปอยู่สูงกว่าเขาแล้วเมื่อหันกลับมามองเขาอีกครั้ง เขาก็จะกลายเป็เพียงมดตัวน้อยในกำมือที่บีบให้ตายได้ทุกเมื่อแล้วล่ะ”
“หลิงเหยียน ที่เ้าพูดมานั้นไม่ผิดเลยสักนิด” ฉิวจวิ้นแค่นหัวเราะพลางเอ่ย