ไป๋เสี่ยวหรงเดินตามทางเรื่อยๆถึงจะผ่านไปแล้วสิบสามปีเต็มแต่นางก็ยังไม่ลืมทางไปอย่างบ้านเกิดของนางบ้านที่ครั้งหนึ่งนางเคยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับบิดามารดา จนมาหยุดอยู่ที่จวนหลังหนึ่งทั้งรู้สึกคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน
นางยืนมองประตูบางใหญ่ตรงหน้าด้วยใบหน้านิ่งสงบ มือประสานกันไว้ข้างหน้าก่อนจะทำใจก้าวเดินมาอย่างบางประตู
"แม่นางมาหาใครขอรับ"บ่าวรับใช้ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขรึมแววตามุ่งมั่น
ไป๋เสี่ยวหรงมองบุรุษที่ถามนางด้วยแววตาเ็าก่อนจะยื่นป้ายหยกสีเขียวที่ถูกแกะสลักเขียนแซ่ของนางและตัวอักษรย่อสองตัว เสี่ยวหรง ให้บ่าวรับใช้
เขายื่นมือมารับป้ายหยกจากมือของนางมองสำรวจเสร็จก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมาที่นางด้วยแววตาแปลกใจ จะไม่แปลกใจได้อย่างไรั้แ่เขาเข้ามาทำงานในจวนสกุลไป๋ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าท่านราชครูจะมีญาติหรือใครมาก่อน แล้ววันนี้กลับปรากฏคนใช้แซ่เดียวกับท่านราชครูจะแปลกใจก็ไม่แปลก
"แม่นางรอสักครู่ขอรับ"พูดจบเขาก็รีบเข้าไปรายงานทันทีพร้อมกับป้ายหยกที่ไป๋เสี่ยวหรงยื่นให้
นางทำได้เพียงมองคนที่เข้าไปในตัวคฤหาสน์ด้วยแววตาสงบนิ่ง พระอาทิตย์เริ่มหายลับไปที่ขอบฟ้าเรื่อยๆกลับไม่มีทีท่าว่าคนที่เข้าไปรายงานจะออกมาเลย แววตานิ่งสงบของนางพลางปรากฏความไม่พอใจขึ้นมาในแววตา คิ้วเลิกขึ้นเป็การบอกถึงอารมณ์ของนาง ก่อนเสียงเสียงหนึ่งจะดังขึ้น
"แม่นางเ้ามายืนทำอะไรตรงนี้งั้นหรือ"
"...."
ไป๋เสี่ยวหรงไม่แม้แต่จะมองไปที่คนพูดนางมองเพียงบางประตูเพื่อรอคนผู้นั้นออกมาเท่านั้น จนชายผู้นั้นออกมานางถึงจะเดินเข้าไปหาเขา
"แม่นาง วันนี้นายท่านไม่อยู่โปรดแม่นางมาพรุ่งนี้เถอะ"เขาพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม โค้งคำนับให้นางครั้งหนึ่งก่อนจะหันมาที่ชายอีกคน"คาราวะคุณชายเมิ่ง"
ชายที่ชวนนางคุยคนนั้นรับความเคารพของอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนจะถามขึ้น
"แม่นางผู้นี้มาหาท่านราชครูหรือ"เค้าขมวดคิ้วขึ้นมองสลับนางและบ่าวรับใช้
"ขอรับคุณชาย"
ไป๋เสี่ยวหรงมองการพูดคุยของทั้งสองคนก่อนจะพูดขัดขึ้นอย่างเ็า
"ป้ายหยก"
บ่าวรับใช้หันมาหาไปหาเสี่ยวหรงแล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างไปจากครั้งแรกนัก
"แม่นางหากไม่ถือว่าเป็การดูิ่เกิดไปเราขอตรวจหยกชิ้นนั้นดูก่อนว่าเป็ของจริงหรือไม่ หากเราตรวจเสร็จแล้วจะนำกลับไปคืนแม่นางแน่นอนขอรับ"
ไป๋เสี่ยวหรงเอียงคอมองบ่าวรับใช้อย่างสงสัย เหตุใดต้องตรวจด้วยหรือ เป็ความคิดที่นางคิดในใจแต่นางก็ไม่ได้เอ่ยออกมาทำเพียงเดินหันหลังออกไปอย่างเงียบๆเท่านั้น
…..
ค่ำคืนที่มืดสนิทดวงดาวนับล้านดวงเปร่งประกายอยู่บนท้องฟ้า ระยิบระยับราวกับเพชรพลอยไป๋เสี่ยวหรงพิงหัวกับขอบหน้าต่างในโรงเตี๊ยมห้องพักของนางดวงตาจับจ้องดวงดาวบนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไม่กระพริบ
"ข้าไม่เคยเห็นดวงดาวงดงามเช่นนี้มาก่อนเลย นานแค่ไหนแล้วนะที่ข้าไม่ได้มองมันอีก ถ้าข้าจำไม่ผิดคงั้แ่ที่ท่านพ่อและท่านแม่จากไปสินะ"น้ำเสียงของนางเบาลงเรื่อยๆ เมื่อนึกถึงมารดากับบิดา
เมื่อหลายปีก่อนนางและครอบครัวของนางได้ออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองทว่ากลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นระหว่างทางไปนั้น ฝนฟ้าที่ก่อนหน้านี้ได้คำนวลไว้เรียบร้อย กลับตกลงมาอย่างโหมกระหน่ำทั้งพายุและฝนรุนแรงจนหน้ากลัวและสิ่งที่น่ากลัวกว่าฝนและพายุก็คือน้ำป่า น้ำป่าที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนไหลจนไม่มีทางหนี ตอนนั้นนางกลัวมากบิดามารดาของนางเห็นกองหินที่น้ำขึ้นไม่ถึงส่งนางขึ้นไปแต่ทว่าเมื่อน้ำมาถึงในจุดที่พวกเขาอยู่ ร่างของสามีภรรยาคู่นั้นลอยตามแม่น้ำไปพร้อมกับคำพูดสุดท้ายที่มารดาทิ้งไว้ให้นาง 'จงมีชีวิตอยู่ต่อไป ลาก่อนลูกรัก' คำพูดสุดท้ายที่ตึงใจของนางจนถึงทุกวันนี้มันไม่เคยหายไปจากหัวใจและภาพของบิดามารดาที่ร้องไห้ราวกับจะขาดใจในตอนที่ถูกกระแสน้ำพัดไปยังคงไม่จางหายจากความทรงจำ
"หากวันนั้นเราไม่ไปนอกเมืองท่านพ่อท่านแม่ก็ยังอยู่กับเราสินะ"นางพูดด้วยน้ำตา พร้อมกลับปิดตาลงเพื่อซ่อนความเ็ปที่น้อยครั้งนางจะแสดงออกมา
ณ พระตำหนักบูรพาห้องบรรทมที่ประดับไปด้วยบรรยากาศเย็นะเื ร่างสูงกำยำในอาภรณ์สีดำเอามือไพล่หลังมองความมืดมิดผ่านหน้าต่างด้วยความสงบ
"ท่านอ๋อง เื่ที่ท่านให้ขอน้อมตามสืบได้ความแล้วพะย่ะค่ะ นอกเมืองเชียนหยุนโจรูเาในเขตนั้นคนที่เป็หัวหน้าคือ มั่วซุนหลี่ ตามที่ท่านอ๋องคาดเดาไว้จริงๆพะย่ะค่ะ"องครักษ์ส่วนพระองค์ชินอ๋องคุกเข่าลงข้างหนึ่งรายงานเื่ที่พระองค์สั่งด้วยใบหน้าขรึมและจริงจังเต็มไปด้วยความนอบน้อม
มุมปากของชินอ๋องยกขึ้นเป็ร้อยยิ้มที่ชวนให้รู้สึกขนลุก ก่อนจะหันกลับมามององครักษ์ด้วยแววตามืดมน
"ฆ่าได้ฆ่าซะ!"น้ำเสียงเต็มไปด้วยน้ำแข็ง คำพูดที่ทำให้คนฟังเย็นจนขยับตัวไม่ได้
"น้อมรับคำสั่งพะย่ะค่ะ"องครักษ์คนนั้นคำนับอีกหนึ่งครั้งก่อนจะละถอยออกจากห้องไปด้วยเสียงที่ทั้งเบาและลึกลับ
"มั่วซุนหลี่ความแค้นที่เ้าเคยทำไว้กับครอบครัวของข้า ข้าจะตอบแทนให้เ้าอย่างสาสม"ชินอ๋องมองตรงไปข้างหน้าด้วยแววตาลุกโชนด้วยไฟแค้น
เมื่อสิบปีก่อนเขาและมั่วซุนหลี่เคยเป็สหายที่สนิทกันมาก จะตายก็ต้องตายด้วยกัน จะรอดก็ต้องรอดด้วยกัน เป็คำสัญญาที่เขาไม่เคยลืม ทว่าวันหนึ่งเขาทั้งสองตกหลุมรักสตรีคนเดียวกันทำให้เขาสองคนแย่งชิงกันเพื่อให้ได้นางมา แต่ผลสุดท้ายนางเลือกเขา มั่วซุนหลี่โกรธแค้นมากก่อนวันที่เขาและนางจะเข้างานแต่ง มั่วซุนหลี่ แอบเข้าไปข่มขืนนางจนนางต้องฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกผิดต่อเขา ทำให้บุญคุณความแค้นระหว่างเขาและมั่วซุนหลี่จึงเกิดขึ้นั้แ่ตอนนั้นเป็ต้นมา และเื่นี้ก็เป็ที่มาที่เขาสวมใส่หน้ากากตลอดเวลาเพื่อซ่อนความเ็ปบนใบหน้าของเขาไว้ในหน้ากาก
ชินอ๋องหยิบกำไลที่ทำด้วยหินหายากทั้งแปดชนิดขึ้นมาดู ปล่อยน้ำตาให้ไหลตามใบหน้าด้วยความเ็ปพร้อมกับยกขึ้นมากอดไว้ในอ้อมกอดของเขาอย่างหวงแหน
"อิงเอ๋อร์หากวันนั้นพี่อยู่เป็เพื่อนเ้า เ้าคงจะไม่ทิ้งพี่ไปเช่นนี้ใช่หรือไม่"เขากำมือแน่นปล่อยน้ำตาให้ไหลลงมาตามอารมณ์ที่อยู่ภายในอกของเขา
หิ่งห้อยนับล้านเริ่มทอแสงสีเหลืองเปร่งประกายอยู่รอบตำหนักบูรพาราวกับนับหมายกันไว้ ชินอ๋องจ้องมองแสงสีเหลืองไม่กระพริบพร้อมยื่นมือออกทางหน้าต่าง เขาจำได้ว่าสตรีในดวงใจของเขาคนนั้นชื่นชอบแสงหินห้อย ด้วยจิตใต้สำนึกที่เขารักนางมากเกินไปทำให้ยื่นมือออกจากบานหน้าต่างอย่างไม่รู้ตัว หิ่นห้อยบินลงมาเกาะแขนของเขาทีละตัวๆจนเกือบจะเต็มของเขาพวกมันจึงยอมบินออกไป
แสงหิ่งห้อยค่อยๆหายไปแล้วเหลือเพียงแสงความมืดที่ปรากฏสู่สายตาของเขาอีกครั้ง ชินอ๋องหลับตาลงช้าๆเพื่อให้เลิกคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะหันกลับมาอย่างที่นอนของพระองค์เพื่อพักผ่อนสายตา