พลังธาตุอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ
ยามเช้าของวันใหม่ที่แสงแดดยามเช้าสาดส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่างห้องที่เปิดทิ้งไว้ เสียงนกร้องดังขึ้นทำให้รู้สึกสงบใจอยู่ไม่น้อยในตอนนี้เขานั้นได้เป็ผู้ฝึกตนระดับก่อเกิดแล้วจึงรู้สึกว่าร่างกายนี้มีความแข็งแรงมากกว่าเดิมหลายเท่า จากนั้นหนิงอ้ายจึงได้ทำการรวบรวมสมาธิ กำหนดจิตใจให้สงบแล้วทำการดูดลมปราณจากฟ้าดินที่เขาสามารถััได้ถึงกระแสลมปราณบริสุทธิ์ที่วิ่งวนอยู่รอบๆตัว เเละเมื่อผ่านไปเพียงสองเค่อ(1เค่อเท่ากับ15นาที)เขาก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
‘ในที่สุดเราก็เป็ผู้ฝึกตนระดับก่อเกิดขั้นสามัญได้สำเร็จแล้ว...’หนิงอ้ายบอกกับตัวเองด้วยจิตใจเบิกบานอย่างมีความสุข ถึงแม้ก่อนหน้านั้นมีหลายครั้งที่เขาถอดใจไปแล้วแต่เมื่อคิดถึงท่านแม่ที่ยังรออยู่สุดท้ายเขาก็ฮึดสู้จนสำเร็จและตอนนี้เขาได้เลือกทางเดินใหม่มีชีวิตใหม่ที่เขารู้ได้เลยว่าจะไม่น่าเบื่อเหมือนอย่างโลกเดิมของเขาอย่างแน่นอน
‘ว่าแต่พลังธาตุของเราจะเป็ธาตุอะไรนะ...ธาตุไฟคือความร้อนแรงหรือเปล่า อิอิ’หนิงอ้ายคิดเเล้วหัวเราะอยู่ในใจเมื่อคิดถึงว่าหากตนใช้พลังธาตุไฟแล้วจะต้องฝึกฝนตามละครหลังข่าวจากโลกเดิมของเขาหรือเปล่า
‘อะไรกันเนี่ย...แม้แต่กระทั่งพลังจิตจากโลกเดิมยังได้รับการยกระดับขอบเขตพลังด้วยหรือเนี่ยสุดยอดมากๆแล้วมันจะทำอะไรได้เพิ่มขึ้นไหมนะ...เอาเถอะหลังจากนี้ค่อยศึกษาถึงพลังที่เพิ่มขึ้นแล้วกันตอนนี้ตรวจสอบพลังธาตุก่อนดีกว่าเรา...'
‘ท่านแม่บอกว่าให้ทำการรวบรวมสมาธิแล้วเพ่งไปยังห้วงมิติจิตในร่างกายแล้วจะััถึงกลิ่นอายพลังธาตุในร่างกายตนได้’...
หนิงอ้ายทำการหลับตาอีกครั้งพร้อมกับทำสมาธิเพื่อให้ััถึงปราณธาตุที่อยู่ในร่างกายตรงห้วงมิติจิต เหนือทะเลลมปราณระดับก่อเกิดของร่างกายเขานั้นััได้ถึงดวงแสงสีฟ้าครามสดใสรูปลักษณ์คล้ายกับดอกบัวบริสุทธิ์ที่ตอนนี้ค่อยๆแผ่กลิ่นอายความหนาวเย็นไปยังบริเวณโดยรอบ ในขณะเดียวกันด้านข้างนั้นปรากฎเป็ดวงแสงสีแดงทองรูปลักษณ์ไม่เเน่ชัดเเต่กลับแผ่ความร้อนที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายเข้มข้นแห่งพลังชีวิตออกมาซึ่งหนิงอ้ายรู้ว่ามันจะไม่มีทางทำร้ายเขาเป็เเน่
สำหรับดวงแสงสีฟ้าครามนั้นต้องมีส่วนประกอบจากธาตุน้ำซึ่งอาจจะมีการประสานจนทำให้เกิดธาตุใหม่ก็เป็ไปได้ แต่กับดวงแสงสีแดงทองเขาไม่เเน่ใจว่าคือพลังธาตุชนิดใดกัน ถึงแม้จะมีความเป็ไปได้สูงที่จะเป็พลังธาตุไฟเพียงเเต่ว่าโดยปกตินั้นสีของพลังธาตุไฟนั้นจะเป็สีเหลืองหาได้เป็ที่สีเเดงทองเหมือนกับเขาเช่นนี้เเต่ทว่าััคลื่นความร้อนที่กระจายออกไปนั้นย่อมยืนยันได้ส่วนหนึ่งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับธาตุไฟอย่างเเน่นอนสงสัยว่าเมื่อออกไปต้องสอบถามมารดาให้รู้เสียแล้ว
...............................
“หนิงเอ๋อร์รู้สึกอย่างไรบ้างลูก??”เยว่ซินเอ่ยถามขึ้นหลังจากที่หนิงอ้ายเดินเข้ามาในห้องโถงหลักของเรือนนางััได้ถึงพลังลมปราณอ่อนๆที่แผ่ออกมาจากตัวของเด็กหนุ่มจึงสอบถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งเพราะในสามวันที่ผ่านมานางได้แต่เป็ห่วงกระวนกระวายแทบนอนไม่หลับเลยทีเดียว
เพราะในตอนนั้นขณะที่หนิงอ้ายทำการปลุกพลังิญญาเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กหนุ่มอย่างทรมาน ในใจนางเต็มไปด้วยความเป็ห่วงยิ่งนักแต่นางก็ไม่สามารถเข้าไปขัดขวางในขณะทำการปลุกพลังได้ เพราะหากทำอย่างนั้นแล้วจะส่งผลเสียเพียงใดก็สุดจะรู้ บิดาของนางเคยบอกว่าในการปลุกพลังิญญานั้นจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับลิขิตของ์ถือว่าเป็การทดสอบทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ฝึกตนเพราะเมื่อได้ทำการเลือกใช้ชีวิตตามวิถีผู้ฝึกตนเช่นแล้วหนทางข้างหน้าย่อมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน
“ข้ารู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงกว่าเดิมมากๆเลยขอรับ...แต่ว่าตอนนี้ข้าหิวมากจนสามารถกินไก่ได้ทั้งตัวเลยขอรับท่านแม่...”หนิงอ้ายตอบกลับมารดาไปทีเล่นทีจริงเพื่อให้นางคลายกังวลเขาััได้ว่ามารดานั้นเป็ห่วงเขาเพียงใด
“ได้ยินแบบนี้แม่ก็สบายใจ...หลังกินข้าวเสร็จแม่จะทำการตรวจสอบพลังปราณธาตุของเ้า”เยว่ซินว่าพลางตักของโปรดใส่ในจานให้หนิงอ้าย
หลังจากที่นั่งลงแล้วตอนนี้เ้าตัวแสบก็กินอาหารอย่างรวดเร็วแต่ยังคงเป็ไปด้วยกริยามารยาทอันงดงามและไม่ลืมตักอาหารให้แก่มารดาของตนได้ทานด้วย ซึ่งหลังจากที่กินข้าวกันเสร็จแล้วจึงพากันเดินตรงไปยังศาลาริมสระบัวเมื่อเห็นแก่เวลาสมควรแล้วนางจึงให้หนิงอ้ายมายืนตรงหน้านางอีกครั้งเพื่อที่จะทำการตรวจสอบพลังปราณธาตุให้ทราบ
พรึบ! พรึบ!
ด้านหลังของเย่วซินปรากฎสัญลักษณ์วงแหวนสีเขียวซ้อนด้านหลังสองวงของผู้ฝึกตนระดับจักพรรดิขั้นสูง ในขณะเดียวกันนั้นนางได้ทำการยกแขนทั้งสองข้างขึ้นก่อนที่จะขยับไปมา คล้ายกับเป็ท่ารำที่ทั้งงดงามอ่อนช้อยแต่ก็ดุดันอยู่ในทีเพียงอึดใจจากนั้นมือทั้งสองของนางได้แผ่พลังปราณบริสุทธิ์มาทางหนิงอ้าย
ทันใดนั้นด้านหลังของเด็กหนุ่มก็ปรากฎวงแหวนสีเหลืองหนึ่งชั้นอันเป็สัญลักษณ์ผู้ฝึกตนระดับก่อเกิดขั้นสามัญขึ้นทางด้านหลัง ในขณะเดียวกันตรงพื้นที่หนิงอ้ายยืนอยู่ ก็ได้ปรากฎวงเวทย์อักขระโบราณวิ่งวนเป็ลักษณะวงกลมหมุนโดยรอบวงเวทย์และเมื่อวงแหวนเวทย์อักขระโบราณได้หยุดนิ่งลงนั้น หนิงอ้ายรู้สึกได้ถึงขุมพลังเก่าแก่ศักดิ์สิทธ์บางอย่างที่ถูกชักนำเข้าสู่ร่างกายโดยที่เขานั้นไม่สามารถควบคุมได้ ถึงแม้จะใเพียงใดแต่ก็ััได้ว่าไม่มีอันตรายเกิดขึ้นกับตนแน่นอน จากนั้นเขาจึงหลับตาลงเพื่อทำสมาธิเดินพลังปราณภายในปล่อยพลังดังกล่าวให้ลื่นไหลตามจุดชีพจรต่างๆอย่างไม่ขัดข้อง ผ่านไปหนึ่งเค่อ(1เค่อเท่ากับ15นาที)หลังจากนั้นก็มีกลุ่มหมอกสีฟ้าคอยหมุนวนโดยรอบตัว
“คิดไว้ไม่ผิดเ้ามีพลังปราณธาตุน้ำเช่นเดียวกันกับแม่แต่ดูเหมือนว่าพลังปราณธาตุของเ้าจะมีการยกระดับประสานเป็ปราณธาตุน้ำแข็งโดยที่ไม่ต้องประสานกับปราณธาตุลมช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก...”เย่วซินได้แต่ยิ้มออกมาด้วยความดีใจเพราะตอนนี้ลูกของนางสามารถทำการปลุกพลังิญญาเป็ผู้ฝึกตนได้สำเร็จอีกทั้งยังสืบทอดพลังปราณธาตุน้ำมาจากตัวนางเสียด้วย
พลังปราณธาตุน้ำถือว่าเป็ธาตุที่ค่อนข้างมีประโยชน์ยิ่งนัก ในบรรดาทุกปราณธาตุนั้น ปราณธาตุน้ำจะเป็ปราณธาตุที่มีความลื่นไหลผันแปรได้อย่างอิสระ ซึ่งก็เท่ากับว่าหนิงอ้ายสามารถใช้พลังปราณธาตุได้หลากหลายรูปแบบไม่มีขีดจำกัด อีกทั้งยังสามารถประสานกระดูกิญญาได้เกือบทุกชนิดด้วยว่าสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในตัวของพวกสัตว์อสูรเ่าั้ย่อมเป็โลหิตและโลหิตก็ถือว่าเป็น้ำชนิดหนึ่งดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความยากลำบากในการประสานกระดูกิญญาและที่สำคัญหนิงอ้ายสามารถใช้กระดูกิญญาได้เกือบทุกเผ่าพันธ์ โดยไม่ต้องกังวลถึงความเข้ากันได้ของกระดูกิญญากับพลังปราณธาตุเลยแต่น้อย
“ท่านแม่ขอรับ...”ขณะเดียวกันหนิงอ้ายรู้สึกว่าอีกพลังปราณธาตุในตัวของเขาที่มีเป็ดวงแสงสีแดงทองที่ก่อนหน้านี้เขาสงสัยว่าเป็ปราณธาตุใดในตอนนี้เหมือนมันกำลังจะปะทุออกมาจากร่างกายของเขาตามแรงดึงดูดของวงเวทย์ดังกล่าวอย่างไม่สามารถควบคุมได้เลยแม้เพียงนิด
“ว่าอย่างไรเล่า...”เย่วซินที่ดีใจกับพลังธาตุที่ลูกได้รับการสืบทอดมาจากนางจนไม่ทันได้สังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นทันใดนั้นรอบๆ ตัวของหนิงอ้ายปรากฎอีกกลุ่มหมอกควันขึ้นเป็สีแดงทองที่แผ่ความร้อนระอุเเต่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของพลังชีวิตที่เข้มข้นอย่างบอกไม่ถูกบรรดาเหล่าต้นไม้หรือดอกไม้ในบริเวณที่โดนกลุ่มหมอกควันสีเเดงทองประหลาดนี้ต่างค่อยๆเหี่ยวเฉายืนต้นตายเเละกลับมาเติบโตขึ้นเหมือนเดิมโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น
'เป็ไปได้อย่างไรกัน...ไหนท่านพ่อบอกว่าเป็พลังปราณธาตุที่สาบสูญไปจากตระกูลหวังนานเเล้ว...'เย่วซินเมื่อครั้นได้สติก็ได้แต่ขบคิดด้วยความสงสัยอีกทั้งแปลกใจเป็อย่างยิ่ง
“นี่แหละขอรับที่ข้าว่าจะสอบถามท่านแม่ว่ามันคือพลังปราณธาตุใดกัน”
“ความจริงแล้วมันคือสิ่งใดหรือขอรับท่านแม่”หนิงอ้ายทำหน้าตาสงสัยและรอคอยคำตอบให้คลายสงสัยเสียที
“ดวงแสงสีแดงทองที่ปรากฎนั้นตามตำราตระกูลหวังกล่าวว่าเป็สัญลักษณ์แทนสุริยะปราณธาตุอันเป็ต้นกำเนิดบริสุทธิ์แห่งปราณธาตุไฟทั้งปวงซึ่งเป็ปราณธาตุประจำตระกูลหวัง เพียงเเต่ว่าสุริยะธาตุที่นับได้ว่าคือปราณธาตุบริสุทธิ์นี้ไม่ปรากฎในตระกูลหวังเรามาหลายชั่วอายุคนในรอบหลายปีมาแล้ว พลังปราณธาตุดังกล่าวนี้นับว่าเป็พลังต้นกำเนิดบริสุทธิ์แห่งปราณธาตุไฟที่ไร้ซึ่งรูปลักษณ์ลักษ์ แต่ทว่าเปลวเพลิงความร้อนนั้นร้ายกาจไปไม่ด้อยกว่าเพลิงแท้เเห่งัเลยทีเดียวอีกทั้งยังเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายพลังชีวิตที่เข้มข้นยิ่ง...”
“การที่เ้ามีพลังปราณสุริยะธาตุอันเป็ต้นกำเนิดบริสุทธิ์แห่งปราณธาตุไฟนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับความเป็มาของต้นตระกูลหวังก็เป็ได้...เพราะว่าผู้ก่อตั้งของตระกูลหวังนั้นเป็ผู้ใช้พลังปราณธาตุมากกว่าหนึ่งนั้นคือปราณสุริยะธาตุ,ปราณธาตุน้ำเเละปราณธาตุลมอีกทั้งเป็หนึ่งในสี่ผู้ปกครองดินแดนในมหาพิภพเพียงเเต่ว่าหลายพันปีมานี้ไม่ปรากฎพลังธาตุไฟในตระกูลหวังของเรามายาวนานเเล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ตระกูลหวังจะเป็ผู้ใช้พลังปราณธาตุน้ำและปราณธาตุลมไปเสียส่วนใหญ่...”
“การที่ท่านบรรพพชนตระกูลหวังได้มีการส่งต่อหีบสมบัติดังกล่าวนี้จากรุ่นสู่รุ่นและท่านเจาะจงว่าต้องเป็ทายาทในรุ่นที่เก้าเท่านั้นที่ควรค่าแก่การสิ่งที่อยู่ในหีบสมบัติบางทีเื่ราวที่เกิดขึ้นกับเ้าก็อาจจะเป็ลิขิต์เป็ได้...”ในเมื่อหนิงอ้ายสามารถปลุกพลังิญญาเป็ผู้ฝึกตนได้สำเร็จ อีกทั้งสืบทอดพลังปราณธาตุจากบรรพบุรุษตระกูลหวังอย่างไรเสียนางจะต้องวางแผนอนาคตข้างหน้าให้รัดกุมอีกครั้ง
“กระดูกิญญาในหีบนั่นลูกสามารถทำการประสานกับร่างกายได้เลยหรือไม่ขอรับท่านแม่...”การประสานร่างกายเข้ากับกระดูกิญญานั้นจะทำให้ผู้ฝึกตนเเข็งเเกร่งขึ้นเเละสามารถหยิบยืมพลังต้นกำเนินจากกระดูกิญญาที่ดูดซับออกมาใช้ได้หนึ่งส่วน เเละในเมื่อเขาได้เลือกเข้าสู่เส้นทางการเป็ผู้ฝึกตนแล้วผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะเป็ใหญ่เหนือทุกสิ่งดังนั้นเขาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มระดับพลังิญญาให้เพิ่มขึ้นฝึกใช้พลังธาตุให้เชี่ยวชาญรื้อฝื้นความทรงจำเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ในโลกเดิมของเขานำมาปรับใช้ให้ได้มากที่สุด
“ด้วยระดับพลังในตอนนี้เ้ายังไม่ต้องรีบทำการประสานร่างกายกับกระดูกิญญาจะดีกว่าแม่อยากให้เ้าดูดซับพลังปราณตามเคล็ดวิชาตระกูลหวังที่เ้าได้รับไปก่อนหน้านี้ให้เชี่ยวชาญเสียก่อนเพื่อที่จะสามารถเลื่อนระดับเร็วขึ้นและทำการประสานแก่นอสูรได้อย่างปลอดภัย”เยว่ซินชี้แนะเด็กหนุ่มอีกครั้งด้วยความเป็ห่วง
“ได้ขอรับท่านแม่...ข้าจักตั้งใจฝึกฝนเคล็ดวิชาต่างๆเพื่อที่ข้าจะได้แข็งแกร่งมากกว่านี้”หนิงอ้ายตอบกลับมารดาของตนด้วยความแน่วแน่ไม่หวั่นเกรงใดใดทั้งสิ้น
‘
ไม่ต้องห่วงนะหนิงอ้ายพวกมันที่ทำร้ายหรือรังแกเ้ากับท่านแม่ ข้าจะให้มันชดใช้คืนอย่างสาสมแน่นอน’
‘ตอนนี้ข้าคือหนิงอ้ายข้าและเ้าเราทั้งสองคนได้รวมกันเป็หนึ่งข้าจะทำตามความฝันของเ้าให้สำเร็จและจะทำให้ทั้งยุทธภพจดจำนามของเราอย่างแน่นอน ข้าสัญญา’
‘เ้าเป็กำลังใจให้ข้าด้วยนะ....’
หลังจากที่หนิงอ้ายได้ทำการปลุกพลังิญญาสำเร็จและทราบถึงพลังปราณธาตุของตนแล้วเขาได้ทำการดูดซับพลังปราณในทุกคืนอย่างสม่ำเสมอตามเคล็ดวิชาตระกูลหวัง ซึ่งหนิงอ้ายััได้ว่าการดูดซับพลังปราณตามวิธีดังกล่าวนั้นสามารถทำการขยายจุดตันเถียนและเส้นพลังปราณให้ขยายใหญ่ขึ้นเป็เท่าตัวในร่างกายเพื่อที่จะสามารถดูดกลืนพลังลมปราณฟ้าดินได้เพิ่มขึ้น ซึ่งท่านแม่บอกว่าใช่ว่าทุกคนที่เป็ลูกหลานตระกูลหวังนั้นจะได้รับการฝึกวิชานี้ ผู้สืบทอดตระกูลคนต่อไปหรือรุ่นเยาว์ที่ถูกยอมรับในฝีมือเท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาติฝึกเคล็ดวิชาดังกล่าวได้
บิดาของท่านแม่นั้นเป็ประมุขตระกูลหวังในปัจจุบันการส่งมอบเเผ่นหยกเคล็ดวิชาวิชาดังกล่าวต้องให้แก่ผู้สืบทอดตระกูลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนแต่ด้วยความที่บิดามารดาของท่านแม่นั้นมีเพียงเเค่ท่านแม่เย่วซินของเขาคนเดียวและสตรีไม่อาจสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ในระดับสูงได้เพราะว่าวิชาดังกล่าวนี้เหมาะกับผู้มีพลังหยางหรือผู้ชายมากกว่าดังนั้นก่อนที่มารดาของเขาจะแต่งออกตระกูลบิดาของท่านแม่จึงมอบหีบสมบัตินี้แก่นางซึ่งท่านแม่ก็มอบให้เขาในที่สุด
“หนิงเอ๋อร์คัมภีร์อยู่ในหีบสมบัตินั่นคือคัมภีร์เบญจธาตุ...เเม่ได้ถ่ายทอดพลังลมปราณลงไปได้มีการระบุไว้หากผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความเข้มข้นของสายเืเเละพร้อมไปด้วยพลังิญญาระดับจักรพรรดิเท่านั้นจึงจะสามารถเปิดได้ ดังนั้นในวันหนึ่งหากเ้าสามารถเพิ่มพลังิญญาถึงระดับจักรพรรดิได้เเล้วเ้าจงศึกษาให้สำเร็จเสียเถิด"
"และเมื่อจำได้ทั้งหมดแล้วแม่แนะนำให้เ้าทำลายทิ้งไปซะ เพราะหากเเม่จำไม่ผิดในครั้งนั้นมีข่าวลือว่าตระกูลชั้นสูงตระกูลหนึ่งในมหาพิภพได้คัมภีร์เบญจธาตุเเละเมื่อข่าวลือนี้ได้เเพร่กระจายออกไปไม่นานตระกูลนั้นถึงกับล่มสลายสิ้นชื่อไม่ปรากฎการเคลื่อนไหวอีกเลยดังนั้นอะไรที่มันสามารถชักจูงอันตรายถึงชีวิตของเ้าได้แม่ไม่อยากให้เ้าเสี่ยงอันตรายเลยสักนิด...” เยว่ซินบอกหนิงอ้ายด้วยน้ำเสียงจริงจังนางรู้ว่าเด็กหนุ่มพึ่งจะเข้าสู่วิถีผู้ฝึกตนมาไม่กี่เดือนแต่พลังิญญากลับก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วอาจจะด้วยเคล็ดวิชาตระกูลหวังประกอบด้วยและพื้นฐานที่เ้าตัวหมั่นศึกษาตำราั้แ่เด็กและมีความทรงจำเป็เลิศสามารถพลิกแพลงเคล็ดวิชาที่มีอยู่ได้อย่างชาญฉลาดนางรู้ว่าอย่างไรเสียหนิงอ้ายก็ย่อมมีแผนสำรองในทุกก้าวของชีวิตอยู่แล้ว...
“ขอรับท่านเเม่..."หนิงอ้ายตอบกลับมารดาของตนไป
....................................
วันเวลาหมุนเวียนไปจากวันเป็หลายเดือนแล้วที่เขาได้มาอยู่ที่นี่...หนิงอ้ายที่ตอนนี้อายุใกล้ครบสิบห้าปีซึ่งเข้าสู่วัยสวมกวานแล้วแต่บิดาของเขาก็ไม่ได้สนใจที่จะทำพิธีสวมกวานให้หนิงอ้ายเลยสักนิดกลับนิ่งเงียบปล่อยผ่านเหมือนเขาไม่มีตัวตน แต่แล้วอย่างไรเล่าเขาไม่สนใจซักนิดท่านแม่กล่าวว่าในวันนั้นจะมีการจัดงานเลี้ยงในเรือนเล็กหลังนี้และมารดาของเขาจะมอบกวานหยกลายเมฆาสีฟ้าอ่อนให้หนึ่งชิ้น ซึ่งเขาก็ชอบเป็อย่างมากเพราะว่าโดยปกติตนไม่ชอบใส่เครื่องประดับเท่าไหร่
“ท่านแม่ขอรับ...ข้าทราบมาว่าอีกสามเดือนจะมีการประลองของแคว้นเต่าดำของเราและหลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือนสำนักศึกษาจะเปิดรับศิษย์ใหม่...ข้าอยากลงประลองครั้งนี้เพื่อแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าหนิงอ้ายคนนี้ไม่ใช่หมูในอวยให้ผู้ใดได้ดูถูกหรือรังแกได้อีกแล้วและที่สำคัญข้าอยากจะเข้าสำนักศึกษาหาความรู้ มีมิตรสหายที่ดีและที่สำคัญข้าจะได้ไปััโลกภายนอกจริงๆถือว่าเป็การฝึกฝนให้ตนเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปขอรับ...” หนิงอ้ายกล่าวขึ้นขณะกอดมารดาของตนที่ตอนนี้ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ในศาลาริมสระบัวซึ่งน้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความออดอ้อนถึงความ้าตามที่ได้บอกไปอีกทั้งมารดาก็บอกว่าจะทำการขอหย่ากับบิดาแล้วจะกลับไปตระกูลหวังเหมือนเดิมซึ่งที่นั่นย่อมปลอดภัยอยู่แล้วเมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยห่วงท่านแม่สักเท่าใด...