หูเซิ่งอายุเพียงสิบสามปีก็มีภรรยาแล้ว ในตระกูลหากมีสาวใช้ใบหน้างดงามสักหน่อย เขาก็จะข่มขืนลวนลามแทบทุกคน อยู่ข้างนอกเลี้ยงสตรีเป็นางบำเรอ รังแกหญิงสาวชาวบ้าน ทำความชั่วสารพัด หากไม่ใช่เพราะ้าแต่งกับบุตรสาวแท้ๆ ของหูซื่อ กระทั่งลูกอนุทั้งหญิงชายคงมีเป็โขยง ยิ่งกว่านั้น ฮุ่ยหนิงป๋อร่างกายทรุดโทรมมานานแล้ว ทุกอย่างต้องอาศัยหูซื่อฉกฉวยทรัพย์สินของจวนอันกั๋วกงนำมาเลี้ยงดูพวกเขา
หูซื่อไม่มีทางให้บุตรสาวแท้ๆ ของนางแต่งออกไปแน่นอน ทว่าก็ต้องเลี้ยงดูครอบครัวมารดานางด้วย นางจึงจับบุตรสาวอนุที่เพิ่งแตกเนื้อสาวแต่งออกไป พร้อมกับสินสอดก้อนโต ได้ทั้งชื่อเสียงที่ดูแลบุตรสาวของอนุอย่างดี ทั้งยังสามารถส่งทรัพย์สินไปที่บ้านมารดาได้อย่างสมเหตุสมผล
ซูฮุ่ยหลานใช้ชีวิตในจวนฮุ่ยหนิงป๋ออย่างยากลำบาก แม่สามีของนางนำสินสอดไปทันทีที่นางเข้ามาอยู่ในจวน สาวใช้ทั้งหมดที่นางพามาด้วยก็ถูกหูเซิ่งพาตัวไป หูเซิ่งมีอนุจำนวนมาก ทว่าเขาไม่สนใจนางในฐานะฮูหยิน แม่สามีก็ข่มเหงนางเช่นกัน นางตั้งครรภ์ก็ยังตั้งกฎ ทำให้นางแท้งบุตรคนแรก จากนั้นกว่าจะตั้งครรภ์บุตรคนที่สอง หูเซิ่งกับนางบำเรอเ่าั้ก็รวมหัวกันกลั่นแกล้งนาง ตั้งใจชนนางหกล้มจนทำให้นางต้องแท้งลูกอีกครั้ง หากไม่รู้ว่าพี่ชายคนโตของนางกำลังจะกลับเมืองหลวง นางคงไม่้ามีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว
เมื่อก่อนซูตงเฉินอยู่ห่างไกล ยื่นมือมาช่วยเหลือไม่ได้ เดิมคิดจะส่งคนมาเมืองหลวงเพื่อเตือนหูซื่อ แต่เขากลัวว่าจะสร้างปัญหาให้ซูฮุ่ยหลานมากกว่า จึงต้องอดกลั้นไว้ ยามนี้เมื่อเห็นหูเซิ่งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคำเยินยอ เขาจึงยกยิ้มเล็กน้อย "น้องเขยไม่ต้องมากพิธี"
ทั้งซูซินหลานและซูจื่อหลานต่างก็รังเกียจเ้าสุนัขขี้เรื้อนตัวนี้ และไม่มีอะไรจะพูดกับเขา พวกนางทำเพียงพูดคุยกับซูตงเฉินอย่างมีความสุขเท่านั้น ลูกๆ ของทั้งสองครอบครัวอยู่ด้วย ซูตงเฉินมองเด็กแต่ละคนด้วยความชื่นชม พลางแย้มยิ้มและให้ของขวัญแก่พวกเขา
คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปในเรือนหลักพร้อมกัน เมื่อมาถึงก็ทำความเคารพอันกั๋วกงและฮูหยินกั๋วกง
อันกั๋วกงเข้าไปจับมือหลานทั้งสองและพูดด้วยรอยยิ้ม "เที่ยงแล้ว ทุกคนกำลังรอพวกเ้าอยู่ รีบไปหาอะไรกินกันเถิด"
เด็กๆ ในจวนกำลังสนทนากับอันกั๋วกงและฮูหยินกั๋วกงในเรือนกลาง เมื่อหูซื่อเห็นซูตงเฉิน นางก็แย้มยิ้มด้วยสีหน้าใจดีพูดว่า "ซื่อจื่อคงเหนื่อยมากกระมัง? หลังกินอาหารกลางวันก็เข้าไปพักผ่อนเถิด วันนี้ท่านป้าทั้งสามคนและท่านลุง ทั้งยังมีลูกๆ หลานๆ อยู่กันพร้อมหน้า วิ่งเล่นอยู่ในจวนทั้งวันยังได้เลย ครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องพิธีรีตอง”
"ขอรับ" ซูตงเฉินโค้งคำนับเล็กน้อยอย่างสุภาพ พลางตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยขัดแย้งกันแม้แต่น้อย
แม้จวนอันกั๋วกงจะเป็ขุนนางระดับสูงที่สืบทอดกันมานานถึงสามร้อยปี เป็แม่ทัพใหญ่หลายชั่วอายุคน ทว่าไม่มีธรรมเนียมที่เรียกว่า ‘ขณะกินไม่พูด นอนไม่พูด’ ทำให้บนโต๊ะอาหารเย็นมีชีวิตชีวาเป็อย่างยิ่ง
หลังดื่มสุราไปสามไห อันกั๋วกงรู้สึกมึนเมาเล็กน้อย เขาถามอย่างมีความสุขว่า "ตงเฉิน วันนี้เข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าา ไม่มีอะไรมากใช่หรือไม่? ”
“อืม ไม่มีอะไรมากขอรับ” ซูตงเฉินแย้มยิ้ม “ฝ่าาพระราชทานอาหารเช้า และถามไถ่เื่ในครอบครัวของลูก ทั้งยังทรงรับปากว่าจะให้ลูกจัดการเื่การแต่งงานด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังให้ลูกไปคุมค่ายทหารซีซาน ฝึกฝนทหารให้พร้อม อย่าทำให้ฝ่าาต้องผิดหวัง”
“ดี ดีมาก” อันกั๋วกงยกจอกสุราขึ้น และยิ้มหน้าบาน “ตอนนี้เ้าเป็ผู้ใหญ่แล้ว การแต่งงานย่อมขึ้นอยู่กับเ้า รอเ้าชอบพอสตรีบ้านใดก็กลับมาบอกพ่อ พ่อจะไปสู่ขอให้ทันที"
"ขอบคุณท่านพ่อ" ซูตงเฉินยกจอกสุราขึ้นชนกับจอกสุราของบิดาอย่างแ่เบา ดื่มจนหมดจอก "่นี้ลูกค่อนข้างยุ่งเื่ในค่ายทหาร ทั้งยังต้องจัดการให้เมิ่งเอ๋อร์กับจ้งเอ๋อร์ร่ำเรียนและฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ไม่มีเวลาจริงๆ การแต่งงานไม่ใช่เื่รีบร้อน ไว้ค่อยหารือกันอีกครั้งก็ย่อมได้"
"เอาเถิด ทำตามที่เ้าคิดไว้" อันกั๋วกงพูดอย่างมีความสุข "การร่ำเรียนสามารถไปเรียนที่สำนักกั๋วจื่อเจียน [1] ส่วนฝึกศิลปะการต่อสู้ต้องไปที่สถาบันทางการทหาร ตอนนั้นเ้าก็ไปฝึกฝนจากสถาบันทางการทหารเช่นกัน เ้าเข้าร่วมแข่งขันศิลปะการต่อสู้ ทั้งยังได้ที่หนึ่ง ข้าคิดว่าเมิ่งเอ๋อร์เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ เข้าเรียนที่ใดก็ได้ ส่วนจ้งเอ๋อร์ชอบอ่านตำรา เข้าสำนักกั๋วจื่อเจียนย่อมดีกว่า"
"อืม ลูกก็คิดเช่นนั้น ให้เมิ่งเอ๋อร์ไปที่สถาบันทางการทหารและจ้งเอ๋อร์ไปที่สำนักกั๋วจื่อเจียน” ซูตงเฉินหันหน้าไปมองพี่เขยทั้งสองคน "น้องชายของอวิ๋นต๋าอยู่ที่สถาบันทางการทหาร และลูกพี่ลูกน้องของครอบครัวท่านก็อยู่ที่สำนักกั๋วจื่อเจียนด้วย เมิ่งเอ๋อร์และจ้งเอ๋อร์มีคนคอยช่วยเหลือหลังเข้าไปแล้ว ลูกจึงไม่กังวลอะไรมากนัก"
ฮ่องเต้ผู้บุกเบิกประเทศซึ่งทะลุมิติมาได้ปฏิรูประบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็สำนักกั๋วจื่อเจียนหรือว่าสถาบันทางการทหาร การศึกษาจะแบ่งออกเป็สามระดับ เด็กเล็กและต่ำกว่าให้อยู่ชั้นชุ่ยฮวาหยวนระดับต้น ซิ่วฉาย [2] อยู่ชั้นจินฮวาหยวนระดับกลาง และจวี่เหรินอยู่ชั้นชิงฮวาหยวนระดับสูง เช่นเดียวกับชาติที่แล้ว เปรียบได้กับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงจะมีโรงเรียนมัธยมในสังกัด และโรงเรียนประถมในสังกัด
สิ่งที่ซูตงเฉินและคนอื่นๆ พูดถึงนั้นคือระดับต้น ซึ่งผู้ใดก็ตามที่สามารถผ่านการทดสอบตามเวลาที่กำหนดก็สามารถเข้าเรียนได้ หากผ่านขึ้นไปอีกระดับขั้นก็ย่อมมีชื่อเสียงแล้ว
หลังได้ยินคำพูดของซูตงเฉิน ฉางอวิ๋นต๋าพลันตบหน้าอกตนเองด้วยท่าทีห้าวหาญ "อย่ากังวลไปเลยพี่เขย"
หลี่อิงแย้มยิ้มและพูดว่า "ในสำนักกั๋วจื่อเจียน ไม่เพียงมีพี่น้องเราร่ำเรียนอยู่ที่นั่น ทว่ายังมีบรรพบุรุษ ลุง น้า อา และพี่น้องจากตระกูลหลี่แห่งหลงซี แปดตระกูลใหญ่สายตรงยังเป็อาจารย์สอนอยู่ด้วย จ้งเอ๋อร์ไปร่ำเรียน ไม่มีทางถูกผู้อื่นรังแกแน่นอน"
ซูซีเฉินพูดเสียงดังอย่างให้กำลังใจว่า "ข้าอยู่ที่สำนักกั๋วจื่อเจียน ข้าจะดูแลหลานชายตัวน้อยของข้าเอง"
ซูเป่ยเฉินร่าเริงยิ่งขึ้น “ข้าอยู่สถาบันทางการทหาร ข้าจะดูแลหลานชายตัวน้อยของข้าเองเช่นกัน"
ผู้ใหญ่ทุกคนต่างหัวเราะอย่างมีความสุข อันกั๋วกงลูบเคราด้วยความยินดี “อย่ามองว่าซีเฉินกับเป่ยเฉินยังเด็ก พวกเขามีอนาคตสดใสกว่าผู้าุโอย่างเรามาก ไม่เลว ไม่เลว"
ซูตงเฉินคีบอาหารให้น้องชายทั้งสองคน ซูอวี้เมิ่งและซูอวี้จ้งหยิบถ้วยน้ำผลไม้ขึ้นมายกให้ท่านลุงทั้งสอง เด็กๆ ทั้งสองมีความสุขมาก
การรับประทานอาหารมื้อนี้เป็ไปอย่างสนุกสนาน เด็กๆ ลุกจากโต๊ะหลังกินอิ่มเพื่อออกไปวิ่งเล่น ฮูหยินและบรรดาคุณหนูแต่ละคนก็กลับไปยังเรือนของตนเอง ส่วนท่านป้าทั้งสามคนนั้น ในเวลานี้พวกนางกลับไปพักผ่อนที่เรือนของตน เหล่าบุรุษก็ร่ำสุราหัวเราะกันอย่างมีความสุข พูดคุยออกรสออกชาติไปกว่าหนึ่งชั่วยามถึงจะอิ่มหนำสำราญ ทุกคนอยู่ในสภาพมึนเมาเล็กน้อย บ่าวรับใช้ข้างกายต่างพยุงกลับไปที่เรือน
หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ซูตงเฉินได้เชิญฉางอวิ๋นต๋ากับหลี่อิงมาที่ห้องหนังสือ และถามพวกเขาเกี่ยวกับสถานการณ์ในราชสำนักโดยคร่าวๆ ทั้งยังเล่าให้พวกเขาฟังถึงเื่ที่ไปเข้าเฝ้าฝ่าาในวันนี้ ฝ่าาทรงเน้นย้ำคำว่า ‘ยุติธรรม’ และถามเกี่ยวกับการหมั้นหมายของคุณหนูสี่จวนอันกั๋วกง
จวนซิ่นกั๋วกงเป็ตระกูลของพระชายาในรัชทายาทองค์ก่อน บุตรชายคนโตไม่มีทางยืนอยู่ข้างองค์ชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง เขาเป็กลางอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าลูกอนุคนอื่นไม่แน่ ฉางอวิ๋นต๋าแสดงความคิดเห็นว่ากลับไปจะตรวจสอบอย่างละเอียด จะไม่ปล่อยให้คนชั่วทำอะไรนอกลู่นอกทาง
ตระกูลหลี่แห่งอู่หยางมีคนจำนวนมาก และเป็ตระกูลเศรษฐีอันดับหนึ่งในแถบซานตง แม้ว่ากฎของตระกูลจะเข้มงวดมาก ทว่ามักมีคนในตระกูลออกนอกลู่นอกทาง เที่ยวรังแกประชาชน หลี่อิงบอกว่ากลับไปจะเขียนจดหมายไปถึงผู้นำตระกูล ให้ควบคุมคนในตระกูล ตรวจสอบ และกลั่นกรอง ไม่อนุญาตให้ผู้ใดก็ตามก่อเื่สร้างปัญหาให้กับตระกูล
ส่วนเื่แต่งงาน ไม่มีทางเป็อย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็ตระกูลฉาง ตระกูลหลี่ หรือตระกูลซู ตระกูลสายตรง สายรอง หรือแขนงย่อย คนในตระกูลมากมายต่างเชื่อมโยงกันไปมา อาจเป็ญาติฝ่ายหญิงที่เชื่อมโยงเข้ากับพรรคพวกขององค์ชายเ่าั้ อย่างไรก็ตาม ขอเพียงผู้นำตระกูลมีจุดยืนที่ชัดเจน ชี้นำคนในตระกูลให้อย่าก่อเื่ อย่าให้ศัตรูฉวยโอกาสจากช่องโหว่ก็จะไม่มีปัญหาอะไรที่มากเกินแก้ไข ฮ่องเต้ยังมีพระญาติอีกสามพระองค์ อย่าให้ความผิดพลาดที่เกิดจากพระญาติกลับมาสร้างปัญหาให้กับพวกเขาได้
ทั้งสามคนหารือกันไปกว่าหนึ่งชั่วยาม จากนั้นต่างคนต่างกลับไปที่เรือนของตน และพูดคุยเื่ทั่วไปกับญาติสนิท
ซูซินหลานและซูจื่อหลานเห็นว่าพี่ชายของพวกนางมีสุขภาพดี อาชีพการงานราบรื่น บุตรชายกตัญญู ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวคือไม่มีสตรีคอยดูแล ทว่าไม่ใช่เื่ใหญ่ พวกนางจึงวางใจ มีเพียงซูฮุ่ยหลานเท่านั้นที่อ้ำอึ้ง นิ้วของนางสั่นเทาเล็กน้อย ขนตาเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
มีหูเซิ่งอยู่ นางไม่กล้าพูดอะไร กลัวว่าจะถูกทุบตีเมื่อกลับไป นางกลัวถูกทำร้าย ตอนนี้นางขี้ขลาดและสิ้นหวังเป็อย่างยิ่ง
ซูตงเฉินสังเกตเห็น เขาแย้มยิ้มและพูดปลอบใจนาง "น้องสาม พรุ่งนี้พี่จะเข้ารับตำแหน่ง และจะไปหาเ้าหลังจากนี้อีกห้าวัน ได้ยินมาว่าน้องเขยมีอนุและสาวใช้งดงามมากมายที่เรือน พี่เขยอยากไปชื่นชมสักหน่อย นอกจากนี้ สินสอดของเ้ามีบางอย่างที่เป็ประโยชน์กับข้า กลับไปข้าจะนำสิ่งของล้ำค่าจากทางใต้ไปแลกเปลี่ยนกับเ้า”
ร่างกายของซูฮุ่ยหลานสั่นเทาเล็กน้อย หัวใจของนางพลุ่งพล่านด้วยความปีติยินดี เมื่อรู้ว่าพี่ชายคนโตของนาง้าสนับสนุนนาง ความมั่นใจของนางจึงเพิ่มขึ้นมาก ใบหน้าดูไม่ซีดเซียวและมีกำลังใจมากขึ้น นางแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนและกล่าวว่า "หากพี่ชาย้าใช้ก็เอาไปเถิด จะแลกเปลี่ยนได้อย่างไรเ้าคะ? "
ซูตงเฉินยกยิ้มอย่างมีเลศนัย "นั่นคือสินสอดของเ้า ไม่มีใครแตะต้องมันได้นอกจากเ้าและบุตรของเ้า พี่ชายจะขอมันไปเปล่าๆ ได้อย่างไร? หากมีผู้ใดแอบไปพูดลับหลังว่าพี่ยักยอกสินสอดของน้องสาว พี่คงเสียหน้าและเสียชื่อเสียงหมดแน่”
"ใช่แล้ว" ซูซินหลานและซูจื่อหลานต่างเข้าใจเจตนาของพี่ใหญ่ พวกนางจึงเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก พยายามเตือนว่า "พี่ใหญ่เอาสิ่งของกลับมามากมาย นับประสาอะไรกับการแลกเปลี่ยนกัน พี่ใหญ่จะให้ก็ให้ได้อยู่แล้ว ส่วนสิ่งของเ่าั้ พี่ชายก็จะเพิ่มมูลค่าให้เป็สองสามเท่า”
"ใช่ ตั๋วเงินเพียงไม่กี่ใบ คุ้มค่าในฐานะที่เป็พี่ใหญ่แน่" หลี่อิงยิ้มอย่างอ่อนโยน "สะใภ้สาม ที่เ้าพูดมานั้นคืออะไร? "
"ข้าคิดว่ามันเป็เหตุผลเดียวกัน" ฉางอวิ๋นต๋าพูดอย่างจริงจัง "ไม่ใช่แค่น้องสามเท่านั้น แต่รวมถึงสินสอดของซินหลานกับน้องสาวทั้งสองคนอีกด้วย หากมีสิ่งของบางอย่างที่พี่ชาย้า ก็แค่ไปเอามา จะตีมูลค่าอะไรกัน"
“กฎเป็เช่นนี้ จะทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้” ซูตงเฉินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “สินสอดที่น้องสาวแต่งงานเอาไปเป็ทรัพย์สินส่วนตัว แม้พี่ชายจะ้ามันมากแค่ไหน ก็ต้องปฏิบัติตามกฎ”
ซูซินหลานเปลี่ยนเื่ทันที นางพูดพลางแย้มยิ้ม "พี่ชายพูดอย่างไรก็ว่าตามนั้น น้องสาม อย่างไรเ้าก็เตรียมรายการสินสอดเอาไว้ ถึงเวลานั้นพี่ชายจะได้เข้าไปดู พี่้าชิ้นไหนก็หยิบออกมา ส่วนเื่ตีราคานั้นง่ายมาก จบในครั้งเดียวแน่นอน"
ซูฮุ่ยหลานพยักหน้า "ตกลง น้องจะทำตามที่พี่ชายกับพี่สาวทั้งสองเอ่ย"
หูเซิ่ง้าพูดแทรกหลายครั้ง ทว่าไม่มีโอกาส พวกเขาหารือและสรุปเื่นี้จบอย่างรวดเร็ว หูเซิ่งกระวนกระวายใจมาก แต่เขาไม่รู้ว่าจะปฏิเสธการมาของซูตงเฉินอย่างไร ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เหงื่อท่วมหัว ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแข็งทื่อ
เขาไม่กล้าถามซูตงเฉินอย่างละเอียดว่า้าสิ่งของชิ้นไหน ตอนที่ซูฮุ่ยหลานแต่งงาน หูซื่อได้สร้างคลังเก็บของไว้ในเรือนหลายแห่ง และเก็บสินสอดล้ำค่ามากมายที่ตกทอดมาเป็เวลาสามร้อยปีไว้ด้านใน รวบรวมได้เก้าสิบชุดพอดี น้อยกว่าซูซินหลานผู้เป็บุตรสาวคนโตเพียงเล็กน้อย สินสอดทั้งหมดนี้หูซื่อเป็คนจัดการ อันกั๋วกงไม่ได้ซักถามอะไรมาก หลังจากซูตงเฉินมาเยือนและบอกว่า้าสิ่งของสักชิ้น ทว่ากลับพบว่าสินสอดของซูฮุ่ยหลานนั้นมารดาของเขาได้เอาออกไปใช้นานแล้ว และอาจหายไปกว่าครึ่ง หากเป็เช่นนี้จะทำอย่างไรดี?
เขาหวาดกลัวมาก ทั้งยังรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงรีบลุกขึ้นและพาซูฮุ่ยหลานกลับไป
……
เชิงอรรถ
[1] สำนักกั๋วจื่อเจียน มีภารกิจหลักสำคัญคือจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตสุดยอดบัณฑิตของแผ่นดิน และความรับผิดชอบที่สำคัญอีกอย่างคือ หน้าที่ควบคุมดูแลความประพฤติของบัณฑิตมีคุณธรรม ตั้งอยู่ในศีลธรรมจรรยา มีอำนาจในการกล่าวโทษ ฟ้องร้องต่อราชสำนักให้ปลดหรือไล่ออกต่อบัณฑิตที่ประพฤติมิชอบดังกล่าว และยังมีกิจกรรมสำคัญคือ เป็ศูนย์กลางการผลิตเอกสาร บันทึกจดหมายเหตุต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ ที่มาจากหัตถเลขาของราชสำนัก ั้แ่วิธีการคัดลอกด้วยลายมือพู่กัน
[2] ซิ่วฉาย แปลว่า บัณฑิต