ค่ำคืนมืดมิด เมฆหมอกปกคลุมจวนเว่ยโหว ราวกับโชคชะตากำลังซ่อนบางสิ่งไว้
ณ ห้องนอนด้านในสุดของเรือนหลังใหญ่
เรือนที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้นอกจากพี่เลี้ยงคนสนิท และหมอหลวงที่ผลัดเปลี่ยนมาจนหมดหนทาง
“คุณหนูเ้าคะ ท่านยังไม่ยอมดื่มยาอีกแล้วนะเ้าคะ”
เสียงของพี่เลี้ยงหวังเบาแ่คล้ายอ้อนวอน หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงร่างบอบบาง ใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากไร้สีสัน
สายตาของนางว่างเปล่า ราวกับดวงิญญาได้หลุดลอยไปจากร่าง
“ท่านโหว... คุณหนูอาการหนักลงทุกวัน... แม้แต่หมอหลวงยังไม่กล้าออกปากรับรักษาอีกแล้วเ้าค่ะ...”
พี่เลี้ยงหวังหลั่งน้ำตาในยามที่ไม่มีใครเห็น
ขณะเดียวกัน...
หลินเซี่ยชิงที่พึ่งซื้อเ้าม้าตัวใหม่เสร็จ กำลังผูกม้าไว้หน้าร้านโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ริมเมือง ก่อนจะเดินเข้าห้องพัก
ทันทีที่ประตูปิดลง นางรีบถอดผ้าคลุมชั้นนอกออก ก่อนจะหยิบห่อยาสมุนไพรจากอกเสื้อ กระจายออกบนโต๊ะไม้ด้วยความเคยชิน
แต่ไม่ทันได้เริ่มจัดของ กลิ่นของสมุนไพรบางชนิดก็แตะจมูก
“ฮัดชิ่ว!”
เสียงจามกะทันหันดังขึ้นพร้อมน้ำตาและอาการหายใจติดขัดเล็กน้อย
ใบหน้าของหลินเซี่ยชิงซีดเผือดเล็กน้อยก่อนจะรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดจมูก
"กลิ่นพวกนี้อีกแล้ว..." นางพึมพำเบา ๆ ด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า
ใช่แล้ว—แม้นางจะเป็หมอผู้รู้ลึกในศาสตร์การแพทย์และพิษ
แต่กลับมี ข้อจำกัดร้ายแรงคือ “โรคภูมิแพ้สมุนไพรบางชนิด” โดยเฉพาะ “หวงฉือ” และ “ฟางฟ่ง” สมุนไพรที่ใช้บ่อยในยาขับพิษและเสริมพลังธาตุภายใน
เพียงได้กลิ่นในปริมาณมาก นางจะจามไม่หยุด และหากััโดยตรงิัจะขึ้นผื่นทันที
นางต้องจัดการสมุนไพรอย่างระมัดระวังกว่าผู้ใด ต้องใช้ ผ้าคลุมมือบางชนิดพิเศษที่ถักจากใยไหมเทียนหนาน เพื่อป้องกันผื่น
แม้จะใช้ได้ไม่นาน แต่ก็ยังดีกว่าเสี่ยงเกิดอาการแพ้ระหว่างรักษา
หลินเซี่ยชิงถอนหายใจ ก่อนหันกลับมาใช้หมึกพิเศษที่ผสมด้วยน้ำว่านชิงเยวี่ย—สมุนไพรชนิดเดียวที่ช่วยกดภูมิแพ้ของนาง
“ข้าไม่อาจแพ้อะไรได้ตอนนี้…” นางพึมพำเบา ๆ
เพราะพรุ่งนี้ — นางจะต้องเข้าไปรักษาชีวิตของคุณหนูเว่ยหลาน… ลูกสาวเพียงคนเดียวของเว่ยโหว ผู้มีดวงจิตแปลกประหลาด ไม่ใช่เพียงโรคทางกาย หากยังคล้ายโรคทางใจ... หรือแม้กระทั่ง ิญญาที่เข้า!
หลินเซี่ยชิงวางพู่กันลงบนโต๊ะ
ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยจากฤทธิ์ของกลิ่นหวงฉือที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ
นางหลับตาลง ชั่วครู่หนึ่ง… ลมหายใจช้าลงตามการเคลื่อนพลังภายใน
แม้จะใช้การฝึกปราณกลบอาการได้ชั่วคราว แต่ก็ไม่ใช่ทางแก้ถาวร
เพราะพรุ่งนี้...
“พรุ่งนี้ข้าจะต้องรักษาโรคเดียวกับที่ข้าเองก็ยังไม่อาจควบคุมได้…”
น้ำเสียงนางเรียบเย็น แต่ดวงตาแฝงแววลังเลเพียงเสี้ยววินาที
ใช่แล้ว—หลินเซี่ยชิงไม่ได้แค่ “เคยเห็น” อาการของคุณหนูเว่ยหลานมาก่อน
หากแต่ยามที่พ่อบ้านเอ่ยอาการเพียงไม่กี่คำ เช่น “หายใจติดขัดในยามฤดูใบไม้ผลิ”
“ผื่นแดงขึ้นทั่วร่างเมื่อััเกสรบางชนิด” และ “หมดสติจากการสูดกลิ่นธูปหอมยามค่ำ”
นางก็รู้ได้ทันทีว่า...
เด็กสาวผู้นั้น กำลังเผชิญกับโรคภูมิแพ้ระดับรุนแรงแบบเดียวกับที่ตนเองเผชิญมาตลอด
แต่นี่ไม่ใช่เพียงโรคจากร่างกาย หากยังมีบางสิ่ง... ลึกลับกว่านั้นแอบแฝง
"ข้าใช้ชีวิตในสองชาติ จำได้ขึ้นใจว่ายาขับพิษย่อมขจัดของเสียจากเื
แต่ไม่เคยมียาชนิดใดที่ขจัดความกลัว ความตื่นตระหนก หรือเสียงกรีดร้องที่ซ่อนอยู่ในจิตใจได้"
บางสิ่งในคุณหนูเว่ยหลาน คล้ายจะเกี่ยวพันกับจิติญญา มากกว่าร่างกาย
และบางที... นั่นอาจเป็สาเหตุที่ยาทุกขนานถึงไร้ผล
นางจะต้องใช้ทั้งความรู้ในแพทย์แผนโบราณ วิชาเร้นลับจากชาติก่อน และความเข้าใจในความทุกข์ที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า
ขณะนั่งคิด พลันมีเสียงเ้าเด็กอ้วนดังขึ้นจากในมิติ
“นายท่านจะรักษาโรคภูมิแพ้ ทั้งที่ท่านก็ยังแพ้อยู่... ท่านบ้าใช่หรือไม่?”
หลินเซี่ยชิงมองไปในมิติผ่านจิตัั
เหมี่ยวเหมี่ยวกำลังกินแท่งทองด้วยความเอร็ดอร่อย พลางทำหน้าี้เีเหมือนเดิม
“ไม่ใช่บ้าหรอก... ข้าแค่เข้าใจความเ็ปของผู้ที่ไม่มีใครเชื่อว่า ‘แค่จามกับผื่น’ ก็แทบตายได้เช่นกัน”
เสียงนางเบาจนแทบกลืนไปกับลมหายใจ
“นางไม่ใช่เพียงผู้ป่วย... แต่นางคือกระจกสะท้อนอีกด้านหนึ่งของข้า”
วันพรุ่งนี้... ไม่เพียงเป็การรักษาคุณหนูเว่ยหลาน
แต่คือบททดสอบสำคัญ ว่า หลินเซี่ยชิงจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองได้หรือไม่
"เ้าจะช่วยข้าทำงานบ้างไม่ได้หรือไร เ้าเด็กี้เี"
"ก็ข้าช่วยดูมิติอยู่นี่ไง..." มันพูดพลางเคี้ยวเสียงดังกร้วม
ปล.สารจากผู้เขียน
เขียนให้ยาวขึ้นละนร้าา เดี๋ยวเดือนนี้เขียนให้อ่านทุกวันเลย ชดเชยที่ไม่ได้ลงนาน ฝากเป็กำลังใจให้ด้วยนร๊าา เพราะจะเริ่มเขียนเื่อื่นเพิ่มแล้ว ฝากติดตามด้วยจ้าาา