ฟางเจี๋ยเหลือบมองหน้าจอตามสัญชาตญาณทว่าวินาทีต่อมาเขากลับชะงักนิ่ง ก่อนจะยื่นคอออกไปมองให้ชัด
ดวงตาของเขาเบิกกว้างกวาดมองรูปภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า“นี่... นี่มันอะไรกัน... คุณชายรองจับมืออยู่กับใครน่ะ?”
เลขาอีกคนก็มีอาการตกตะลึงไม่แพ้กันเขาตอบกลับเสียงแปร่งประหลาดพลางจ้องเขม็งไปที่ภาพนั้น“ลู่เหยียนชูไง นายคงไม่ได้ตาถั่วจนจำเขาไม่ได้หรอกนะ”
ฟางเจี๋ยลองมองอีกครั้งก็พบว่าเป็นเรื่องจริงเขาจึงขมวดคิ้วมุ่น “สองคนนั้นไปอยู่ด้วยกันได้ยังไง?”
“ในเทรนด์ฮิตบอกว่า คุณชายรองเป็นน้องชายของลู่เหยียนชู”
“ฮะ?” ใบหน้าของฟางเจี๋ยบิดเบี้ยวด้วยความสับสนเขารู้สึกว่าโลกใบนี้เริ่มจะเหนือความคาดหมายเกินไปแล้วคุณชายรองกลายเป็นพี่น้องกับลู่เหยียนชูไปได้อย่างไร?
เลขาเหลือบมองไปทางห้องประธานด้วยความระมัดระวัง“นี่ นายว่าเรื่องนี้เราควรรายงานประธานจี้หน่อยไหม?”
“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งรีบ” เขาชูมือเป็นเชิงบอกให้อีกฝ่ายรอก่อน“ขอฉันใช้ความคิดแป๊บนึง”
คนอื่นอาจจะไม่รู้แต่ฟางเจี๋ยคนนี้รู้ดีว่าประธานจี้นั้นไม่ชอบหน้าลู่เหยียนชูขนาดไหนยิ่งถ้าน้องชายตัวเองไปคลุกคลีกับคนที่พี่ชายเกลียดเข้าไส้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าประธานจี้ต้องระเบิดลงแน่นอน
ถ้าบอกไปก็กลัวจะล่วงเกินคุณชายรองแต่ถ้าไม่บอก ในไม่ช้าประธานจี้ก็ต้องรู้อยู่ดี
ฟางเจี๋ยเม้มปากมองตาชั่งในใจที่ดูจะเอนเอียงไปมาอย่างยากจะตัดสิน
ไม่กี่นาทีต่อมาเสียงเคาะประธานห้องประธานก็ดังขึ้น
“เข้ามา”
ฟางเจี๋ยเดินเข้าไปหยุดที่หน้าโต๊ะทำงาน“ประธานจี้ครับ มีเรื่องหนึ่งที่ผมอาจจะต้องรายงานให้คุณทราบ”
“ว่ามา”
“คือ... คุณชายรองขึ้นเทรนด์ฮิตในข่าวบันเทิงครับ”
มือของจี้เยี่ยนจื๋อชะงักกะทันหันเขาขมวดคิ้ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้น “เขาไปขึ้นเทรนด์อะไร?”
ฟางเจี๋ยมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือไปตรงหน้า “คุณดูเองจะดีกว่าครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหลุบสายตามองเพียงครู่เดียวหางตาที่เรียวยาวของเขาก็หดเกร็งขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็นเขาทำเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะมีเสียงหัวเราะเยาะเย็นชาหลุดรอดออกมาจากลำคอ
เฮอะ...ก่อนหน้านี้ยังรับปากเป็นมั่นเหมาะเสียดิบดี แต่พอหันหลังกลับไปกลับไปเสนอตัวเป็นน้องชายให้คนอื่นเสียอย่างนั้น
เขาดึงสายตากลับมาด้วยท่าทีเรียบเฉยและส่งโทรศัพท์คืนให้ฟางเจี๋ย“ฉันรู้แล้ว นายทำงานต่อเถอะ”
“ครับ” ปฏิกิริยานี้ผิดไปจากที่ฟางเจี๋ยคาดไว้มากประธานจี้ไม่โกรธงั้นเหรอ หรือว่าเขาจะมโนเรื่องราวให้มันดูร้ายแรงเกินไปเอง
หลังจากที่ประตูห้องปิดลงจี้เยี่ยนจื๋อก็กลับไปทำงานตรงหน้าต่อด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
ก็ดี...ยังไงเขาก็ไม่เคยคิดอยากจะเป็นครอบครัวเดียวกับเจ้าเด็กเหลือขอนั่นอยู่แล้ว
คลิก!เสียงคลิกเมาส์ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับข้อมูลโปรเจกต์ใหม่ที่ถูกเปิดขึ้นมา
ในเมื่ออยากเป็นน้องชายของลู่เหยียนชูนักก็เปลี่ยนไปใช้นามสกุลลู่ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยสิต่อไปก็ไม่ต้องกลับมาที่ตระกูลจี้อีก
คลิกๆๆ...เสียงกดเมาส์ดังระรัวและถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ชื่อ'ลู่ทิง' นี่มันฟังดูไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
ปังงงง!จี้เยี่ยนจื๋อกระแทกเมาส์ลงกับโต๊ะ
คนที่บอกว่าลู่เหยียนชูเป็นพวกขายชาติก็คือเขาคนที่ไปพัวพันกับลู่เหยียนชูก็คือเขาจี้ทิงนี่ถ้าวันไหนไม่ได้ก่อเรื่องคงจะนอนไม่หลับสินะ
หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงตามแรงอารมณ์เขากัดฟันกรอดพลางคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมา
จี้ทิงอยากจะไปเป็นน้องใครก็ช่างหัวมันเถอะแต่ต้องไสหัวกลับมาเซ็นเอกสารทางกฎหมายให้เขาเสียก่อน เพื่อที่วันข้างหน้าถ้าหากเรื่องของลู่เหยียนชูถูกเบื้องบนตรวจสอบขึ้นมาจะได้ไม่พลอยทำให้ซื่อลี่ต้องมัวหมองไปด้วย
ตื้ด...ตื้ด... สัญญาณรอสายดังอยู่นาน และทุกครั้งที่มันดังขึ้นมันเหมือนกับการสาดน้ำมันเข้ากองเพลิงแห่งโทสะของจี้เยี่ยนจื๋อให้ลุกโชน
“ขออภัยค่ะ เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...”
....
อีกด้านหนึ่งณ วิลล่าของลู่เหยียนชู
จี้ทิงที่ไม่ได้ยินเสียงสั่นของโทรศัพท์เลยแม้แต่น้อยเขากำลังกวาดสายตามองผ่านหน้าจอโน้ตบุ๊กอย่างรวดเร็ว
“ส่วนนี้คือรายชื่อผู้รับผิดชอบโครงการต่างๆ ในภาพยนตร์” นิ้วเรียวยาวของลู่เหยียนชูวาดเป็นวงกลมก่อนจะเลื่อนลูกกลิ้งเมาส์เพื่อเปลี่ยนหน้า“และส่วนนี้คือรายชื่อผู้สร้างและผู้สร้างร่วมที่ได้รับการยืนยันแล้ว”
แม้การพูดเรื่องการลงทุนครั้งก่อนจะเป็นเพียงการหยั่งเชิงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ลู่เหยียนชูพูดจริงคือในวงการต่างมองว่าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในเรื่องสุดขอบผาในสายลมนั้นสูงมากดังนั้นจึงมีบริษัทผู้สร้างรวมกันถึงยี่สิบเอ็ดบริษัท
เอกสารชุดนี้มีรายชื่ออย่างน้อยสามร้อยกว่าชื่อถ้าต้องมานั่งวิเคราะห์ทีละคนคงไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทรที่ทั้งเสียเวลาและแรงกาย
จี้ทิงจดจำเนื้อหาในเอกสารจนครบถ้วนก่อนจะหันไปถามลู่เหยียนชู “คุณคิดข้ออ้างที่จะถอนตัวจากการแสดงไว้หรือยัง?”
“คิดไว้แล้วล่ะ” เขาคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ก่อนหน้านี้ฉันเคยซื้อลิขสิทธิ์นิยายเรื่องหนึ่งไว้ตอนนั้นผู้เขียนยอมขายลิขสิทธิ์ในการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แค่ห้าปีซึ่งมันจะหมดอายุในอีกสองปีนี้ฉันเลยจะบอกว่าอยากเร่งสร้างนิยายเรื่องนี้ด้วยตัวเองก่อนที่ลิขสิทธิ์จะหมดน่ะ”
หัวใจของจี้ทิงกระตุกวูบเขารู้ดีว่าลู่เหยียนชูหมายถึงนิยายเรื่อง 'And Then There WereNone' ที่จะทำให้เขากลับมายืนหยัดได้อย่างภาคภูมิในภายหลัง
“ฉันเคยให้สัมภาษณ์ว่ามีแผนจะผันตัวไปเป็นผู้อำนวยการสร้างหรือผู้ควบคุมการผลิตอยู่แล้วดังนั้นมันจึงดูไม่น่าสงสัย”
จี้ทิงพยักหน้าเบาๆอย่างเห็นด้วย ก่อนจะเริ่มบอกแผนการของตนเอง “ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ทำโปรแกรมดักฟังโทรจัน[1] ได้ พอเขาทำเสร็จแล้วเราจะซ่อนมันไว้ในลิงก์ตราบใดที่อีกฝ่ายกดเปิด มันจะฝังตัวเข้าไปโดยอัตโนมัติ”
แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยแต่เขาไม่คิดจะเปิดเผยตัวตนของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต
“ส่วนหัวข้อและเนื้อหาเบื้องหน้าของลิงก์ คุณต้องลองคิดชื่อที่เหมาะสมดูแต่ต้องมั่นใจว่าคนในรายชื่อพวกนี้เห็นแล้วจะต้องกดเข้าไปดูแน่นอน”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา” ลู่เหยียนชูขมวดคิ้วเขานึกถึงอีกแง่มุมหนึ่งขึ้นมา “แต่ในเมื่ออีกฝ่ายติดต่อกับกองกำลังนอกประเทศพวกเขาคงไม่ใช้โทรศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันติดต่อกันแน่ๆ”
จี้ทิงส่งเสียงตอบรับในลำคอทว่าคำอธิบายกลับดูคลุมเครือ “เรื่องนี้เพื่อนผมน่าจะมีวิธีจัดการเดี๋ยวผมจะลองถามดูครับ”
[เดิมทีโปรแกรมดักฟังนั่นไม่ได้มีไว้เพื่อแอบฟังบทสนทนาแต่ใช้โทรศัพท์เป็นสื่อกลางในการล็อกตำแหน่งสถานีฐานและเครือข่ายขอเพียงในพื้นที่นั้นมีการสื่อสารข้ามพรมแดนผ่านช่องทางที่ไม่ปกติมันจะถูกล็อกเป้าหมายในทันที]
ลู่เหยียนชูรู้สึกเหมือนถูกบีบที่หน้าอกอย่างกะทันหันเขาเผลอกลั้นหายใจจนได้ยินเพียงเสียงจังหวะหัวใจที่ดังรัวก้องอยู่ในหู
ความหมายของคำพูดนี้...เพื่อนคนนั้น... หมายถึงตัวจี้ทิงเองหรอกหรือ?
เมื่อจี้ทิงเห็นอีกฝ่ายจ้องมองตนเองนิ่งโดยไม่พูดไม่จาก็คิดว่าเขาคงไม่มั่นใจ “สำหรับเพื่อนผมแล้วเรื่องนี้ไม่ยากเลยคุณไม่ต้องกังวลไปครับ”
ลู่เหยียนชูดึงสติกลับมาจากความตกตะลึงและใช้ทักษะการแสดงที่สั่งสมมานานปรับเปลี่ยนสีหน้าได้ทันควัน“อืม ในเมื่อนายพูดแบบนั้น ฉันก็วางใจ”
เพื่อให้ดูสมเหตุสมผลและไม่ให้มีพิรุธจี้ทิงจึงลุกขึ้นยืน “งั้นผมขอตัวไปโทรศัพท์หาเพื่อนก่อนนะครับ”
“ได้ครับ”
จี้ทิงพูดจบก็กวาดสายตามองหาโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทว่ามองหาอยู่นานก็ยังไม่เจอ
ลู่เหยียนชูเห็นดังนั้นจึงช่วยมองไปรอบๆ“ลืมไว้ในรถของฉันหรือเปล่า?”
พอเขาพูดขึ้นมาจี้ทิงก็นึกออก “อ้อ ผมใส่ไว้ในถุงยาน่ะครับ”
ยา?ความทรงจำเรื่องอาการป่วยของจี้ทิงผุดขึ้นมาในใจของลู่เหยียนชูอย่างเลี่ยงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนในอกอย่างบอกไม่ถูก เขาค่อยๆกำนิ้วเข้าหากันพลางเอ่ยเสียงนุ่ม “เดี๋ยวฉันไปหยิบให้เอง”
“ไม่ต้องหรอกครับ คุณส่งกุญแจรถให้ผมก็พอ”
ลู่เหยียนชูเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะหยิบกุญแจส่งให้ จี้ทิงรับมาแล้วก็เดินออกไปทันที
เมื่อไปถึงรถเขาก็เปิดประตูฝั่งผู้โดยสารและโน้มตัวลงไปหยิบถุงที่ติดอยู่ระหว่างเบาะที่นั่งออกมา
จี้ทิงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากถุงทันทีที่หน้าจอสว่างวาบขึ้น เขาก็พบว่ามีสายที่ไม่ได้รับจากจี้เยี่ยนจื๋อหนึ่งสายเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดโทรกลับไป
ตื้ด...เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงครั้งเดียว จากนั้นสายก็ถูกตัดทิ้งไปต่อหน้าต่อตา
เชิงอรรถ
[1]โปรแกรมดักฟังโทรจัน คือมัลแวร์ชนิดหนึ่งที่ปลอมตัวเป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์หรือไฟล์ปกติเพื่อหลอกลวงให้ผู้ใช้ติดตั้งเมื่อติดตั้งสำเร็จ มันจะแอบทำงานอย่างลับๆ ในพื้นหลังเพื่อสอดแนม ขโมยข้อมูลหรือเปิดช่องทางให้แฮกเกอร์เข้าควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล