รถม้าคันเล็กโยกคลอนผ่านประตูเมืองหลวงใน่สายของวันที่อากาศหนาวเย็นวันหนึ่ง เสียงฝีเท้าทหารลาดตระเวน เสียงล้อเกวียนและเสียงะโขายสินค้าจากพ่อค้าริมทางดังซ้อนขึ้นมาเป็จังหวะกลมกลืนกันจนกลายเป็เสียงพื้นหลังของเมืองหลวงที่เด็กชายไม่เคยเห็นหรือได้ยินมาก่อน
เหอซือหานเบียดร่างผอมเข้าไปชิดกับขอบหน้าต่างรถม้า เหม่อมองดูความสับสนวุ่นวายที่แตกต่างจากหมู่บ้านเชิงสุ่ยที่เขาจากมาโดยสิ้นเชิง
“เก็บสายตาของเ้าเข้ามา” บุรุษร่างผอมปรายตามองพร้อมเอ่ยเตือน
“เข้าวังไปแล้วต้องรู้จักวางตัว อย่าแสดงความอยากรู้อยากเห็นให้มากเกินไปมันไม่ใช่คุณสมบัติที่คนอย่างพวกเรา..ควรมี”
“ขอบคุณนายท่านที่สั่งสอนขอรับ” เด็กชายตอบรับคำเสียงเบา ทั้งที่ยังไม่เข้าใจนักว่าแค่มองก็เป็ความผิดด้วยหรือ? เขาลอบจดบันทึกความรู้แรกเอาไว้ในใจเงียบๆ
เมื่อถึงจุดหมายปลายทางในเขตพระราชวังอันใหญ่โต แม้จะมีแสงแดดบางเบาแผ่กระจายไปทั่วลานกว้างหน้าวังแต่ก็ไม่อาจทำให้ร่างบางของเด็กชายวัยสิบสองปีอบอุ่นขึ้นมาได้เลยแม้แต่นิด
เขาถูกส่งมาที่ลานแรกรับขันทีพร้อมกับเด็กชายอีกนับร้อย โดยมีเพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่มาจากบ้านเพียงชุดเดียวกับผลพุทราแห้งสิบเม็ดที่ท่านย่ายัดเยียดใส่มือให้ก่อนที่จะขึ้นรถม้ามา
“ชื่ออะไร” ขันทีผู้ดูแลในลานแรกรับถามเสียงเรียบโดยไม่มองแม้กระทั่งใบหน้าของเด็กชาย
“เหอซือหาน..ขอรับ” เสียงของเขาไม่มั่นคงนักด้วยความหวาดหวั่น น้ำเสียงนั้นแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของพวกทหารเวร
“อายุเท่าใดแล้ว?”
“สิบสองขอรับ..จะสิบสามปีนี้”
“ตรวจร่างกายแล้วหรือยัง?”
เด็กชายส่ายหน้างุนงง ขณะที่เขายังไม่ทันได้เข้าใจว่า “ตรวจร่างกาย” หมายถึงสิ่งใดเขาก็ถูกดึงแขนลากเข้าไปด้านในประตูเรือนหลังเล็กด้านข้าง
ภายในเรือนเป็ห้องไม้กว้างๆ ไม่มีห้องหับ มีเพียงเตียงไม้แผ่นเดียวตั้งอยู่ตรงกลางกับขันทีชราผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่ด้านใน
ใบหน้าของขันทีผู้นั้นเต็มไปด้วยรอยตีนกายับย่นปราศจากอารมณ์ใดๆ สายตาคมแต่ไม่ดุดันนักกวาดตามองเหอซือหานเพียงครู่เดียวกล่าวจะกล่าวว่า “ถอดกางเกงเถอะ!”
“ท่านจะทำอะไรขอรับ! ทำไมต้องถอดกางเกงด้วยเล่า?” เหอซือหานเบิกตาโพลงตื่นตระหนกสุดขีด
“จะเป็ขันทีในวังต้องแน่ใจว่าเ้าไม่ใช่สตรีปลอมตัวเข้ามา และยังไม่เติบโตพอที่จะเกิดความกำหนัด เข้าใจหรือไม่!?”
สตรี คือเด็กผู้หญิงแน่นอน แต่กำหนัดคืออะไรเด็กชายไม่เข้าใจนัก แต่ก็พอจะเดาออกได้ว่าเขากำลังจะสูญเสียอะไรบางสิ่งตามที่ท่านพ่อเคยบอกเอาไว้..บางสิ่งที่สำคัญยิ่ง!!
การ “เข้าวัง” สำหรับเด็กชายที่มาจากครอบครัวที่ยากจนนั้นเป็เส้นทางแห่งความอยู่รอดมากกว่าความสมัครใจ แต่แท้จริงแล้วบิดามารดาหลายครอบครัวก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ขันที” ต้องผ่านกรรมวิธีใดบ้าง หรือหากรู้..ก็แสร้งทำเป็ไม่รู้ แต่ไม่ใช่กับเหอกวง..
เหอซือหานยังจำแววตาของบิดาในวันที่เขาพยายามอธิบายขั้นตอนการเป็ขันทีด้วยความห่วงใยได้แจ่มชัด บิดาไม่ได้ร่ำไห้ ไม่ได้อ้อนวอน มีเพียงดวงตาแดงก่ำที่ไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ สองมือทั้งสองข้างกำชายเสื้อตนเองเอาไว้แน่นแล้วค่อยๆ เอ่ยทีละประโยคช้าๆ พลางปลอบโยนเขาไว้ตลอดเวลา
ขันทีชราสั่งให้เหอซือหานที่เปลือยท่อนล่างเรียบร้อยแล้วขึ้นไปนอนบนเตียงไม้ เขาตรวจดูั้แ่ดวงตา จมูก ปากรวมทั้งใบหูอย่างละเอียด ก่อนจะเลื่อนลงมาตรวจดูนิ้วมือและเล็บ และไปจบที่การพลิกส่วนนั้นของเขาไปมาจนเด็กชายต้องหลับตาแน่นด้วยความอับอาย
“เสร็จแล้ว รอในห้องนี้สักพักประเดี๋ยวจะมีคนรับไปที่ห้องเย็บ” ขันทีชราเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึกเช่นเดิม
คำว่าห้องเย็บฟังดูเหมือนห้องปะชุนเสื้อผ้าของสตรีในความคิดของเหอซือหาน แต่แท้จริงแล้วคือสถานที่ที่เด็กชายทั้งหลายจะถูก “เย็บ” ชะตาชีวิตใหม่ลงบนผิวเนื้อของตน..โดยทิ้งชีวิตเก่าทั้งหมดให้เป็เพียงอดีต
……….
กลางดึกในห้องไม้เล็กๆ เสียงร้องครวญครางเบาๆ ดังแว่วผ่านผนังไม้แผ่นบาง กระจายมาจากทั่วทุกทิศทางรอบตัวของเหอซือหาน
แน่นอนว่าเป็เสียงของเด็กชายหลายคนที่เพิ่งถูกตัดเนื้อหนังใต้สะดือออกโดยหมอหลวงซึ่งไม่เคยมีเวลาแม้แต่จะบอกชื่อแซ่ให้พวกเขาได้รับรู้
เหอซือหานนั่งชันเข่าหันหลังพิงข้างฝาใบหน้าซีดเผือด เขากลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ แต่กลั้นความหวาดกลัวและเ็ปเอาไว้ไม่อยู่ มีเด็กชายอีกสามคนนอนอยู่ในห้องเดียวกับเขา สองคนหลับสนิท อีกคนก็ส่งเสียงร้องไห้เบาๆ เืที่ไหลซึมออกจากผ้าพันแผลสีเทาหม่นส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นยาสมุนไพรที่ฉุนจัด
“มันอยู่ไหน..” เหอซือหานพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
“อะไรอยู่ที่ไหน?” เสียงแหบแห้งจากมุมห้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงกลั้นสะอื้นของเ้าของเสียง
เด็กชายนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพึมพำ “..ของที่เขาตัดออกจากตัวพวกเราน่ะ..เขาเอามันไปไว้ที่ไหนหรือ?”
“เขาโยนใส่โอ่งใบใหญ่แล้วใส่เกลือดองไว้” เด็กชายคนนั้นตอบ “ข้าเห็นกับตา..เขาจะเอามันไปต้มแล้วหมักเก็บไว้เหมือนหัวผักกาดเค็ม!” กล่าวจบเ้าของเสียงก็ร้องไห้โฮออกมาอีกครั้ง
เหอซือหานสะดุ้งเฮือก เขาอยากจะะโร้องแต่ไม่มีแรงพอจะเปล่งเสียง และโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้ ั้แ่คืนนั้นเป็ต้นไปเขาก็มักจะฝันถึงโอ่งใบใหญ่ทุกค่ำคืน!
“พวกเ้าสองคนทำให้ข้าตื่น ข้าไม่อยากตื่นเลย..ข้าเจ็บ..” เสียงหนึ่งดังงัวเงียขึ้นมาจากอีกด้าน และปลุกให้คนสุดท้ายที่อยู่ในห้องค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งตาม
“พวกเ้าอย่าเสียงดังกันสิ ถ้าพวกเขาไม่พอใจแล้วตามมาตัดส่วนอื่นของเราเพิ่มจะทำอย่างไร!” เด็กชายที่ตื่นขึ้นมาเป็คนสุดท้ายกล่าว
เงียบกริบ.. ไม่มีผู้ใดกล้าพูดอะไรออกมาอยู่อีกหลายอึดใจ จนกระทั่งเสียงร้องจากห้องข้างๆ เริ่มดังระงมขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาจึงขยับตัวมารวมกลุ่มแล้วเริ่มสนทนากันเบาๆ
“พวกเ้าชื่ออะไรกันบ้าง ข้าหลี่เอินอายุ 13 ปีแล้ว”
“ข้าเสี่ยวผิง 12 ปี”
“พวกเ้าเรียกข้าว่าอาเฟยก็ได้ ข้าก็ 13 แล้วเช่นกัน”
เหอซือหานกะพริบตาอยู่สองสามครั้งอย่างลังเล เพื่อนเล่นของเขาที่หมู่บ้านเชิงสุ่ยมีเพียงน้องชายและน้องสาวเท่านั้น นี่เป็ครั้งแรกที่ได้อยู่รวมกับเด็กชายวัยเดียวกัน ทำให้เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย
“…เหอซือหาน ข้า..อายุ 12 แล้ว”
“เมื่อครู่ข้าได้ยินพวกเ้าคุยกันว่าเขาโยนของของเราทิ้งไปในโอ่งดองผักเช่นนั้นหรือ?” หลี่เอินหันมองไปทางเหอซือหานกับเสี่ยวผิง ไม่มั่นใจนักว่าใครกันแน่ที่เป็ผู้เห็นเหตุการณ์
เหอซือหานสะบัดหน้าพรืดไปทางเสี่ยวผิง เขาก็อยากฟังเื่นี้ต่อเช่นกัน
เด็กชายหน้ากลมปากแหลมหัวเราะแหะๆ พลางยกมือเกาศีรษะ “ข้าจะไปเห็นอะไร ตอนนั้นข้าเป็ลมไปแล้วด้วยซ้ำ”
เหอซือหานถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดองเป็ผักเค็มเขาไม่ว่า แต่ถ้าโยนรวมกันไว้ในโอ่งใบเดียว เวลาไปค้นหา เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าของใครเป็ของใคร!
“มันก็ไม่แน่” อาเฟยลูบคาง “ใครจะมาใส่ใจเก็บของอย่างนั้นบรรจงใส่หีบสลักชื่อเอาไว้กันเล่า เป็ข้า ข้าก็จะโยนลงโอ่ง”
เหอซือหานหน้าซีดเผือดลงไปอีกครั้ง มีคนที่คิดจะโยนลงโอ่งจริงๆ ด้วย!! เขาเหลือบตามองหลี่เอินเด็กชายหน้าตาดีคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้ออกความเห็นใดๆ เลยด้วยประกายตาแห่งความหวัง
หลี่เอินคล้ายจะจับความคิดของเหอซือหานได้ เขากล่าว
“โยนลงโอ่ง สุดท้ายก็ต้องมาเสียเวลาล้างโอ่งให้สะอาดอีก เป็ข้า..ข้าจะโยนให้เป็ดกินไปเสียก็จบ!”
เหอซือหานย้ายมือข้างหนึ่งที่กุมเป้ากางเกงขึ้นมากุมอกด้วยความเ็ป “พวกเ้าช่วยหยุดพูดเื่นี้กันสักพักได้หรือไม่ ข้าเจ็บเหลือเกินแล้ว”
“เ้าถามถึงของสิ่งนั้นทำไมหรือซือหาน มันก็แค่เศษเนื้อชิ้นหนึ่งที่เสียไปแล้ว เอากลับมาก็ใช้งานอะไรไม่ได้อีก เ้าจะอยากได้มันไปเพื่ออะไร?” อาเฟยถามอย่างไม่เข้าใจ
“พวกเ้าทำใจได้อย่างไรกัน! อีกอย่างมันก็ไม่ใช่สิ่งของนะ นั่นมัน..เ้าตัวเล็กของพวกเราต่างหาก”
เด็กชายสามคนหลุดขำพรืด แล้วก็ต้องรีบงอตัวเอามือมากุมเป้ากางเกงเอาไว้ส่งเสียงร้องโอดโอย
“ก็ได้ๆ ต่อไปเราจะเรียกมันว่าเ้าตัวเล็ก และหากข้ารู้ว่ามันอยู่ไหนข้าก็จะมาบอกกับเ้าก็แล้วกัน” เสี่ยวผิงว่า
“มีใครจำทางไปที่โรงเย็บได้บ้าง บางทีหากข้าอาจจะหามันเจอตามพื้นก็ได้..” เหอซือหานเอ่ยเสียงแ่
“ทำอย่างกับเ้าจะจำได้ว่าของใครเป็ของใคร..” หลี่เอินกล่าวเสียงเรียบ “รีบนอนกันเถิด ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้เราต้องเจอกับอะไรกันอีก เราต้องเก็บแรงเอาไว้”
เด็กชายสี่คนพยักหน้าให้กันก่อนจะเคลื่อนตัวช้าๆ อย่างระมัดระวังแยกย้ายกันกลับไปนอนที่เตียงไม้เล็กๆ ของตนคนละมุม