เถียนจื่อแต่เดิมเขาไม่ชอบผู้หญิงอย่างหนิงเฟิ่งมากที่สุด หญิงที่เอาแต่แต่งตัวสวยไปวันๆ งานการไม่คิดจะทำ ข้อดีที่สุดของนางคงจะเป็หน้าตาและผิวพรรณที่ดีเท่านั้นแหละ หากให้เคี้ยวชั่วคราวก็พอได้ แต่เสียดายที่หนิงเฟิ่งไม่ได้รับงานอะไรอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นเขาก็คือหนึ่งในลูกค้าของนาง...
ไม่นานมานี้เขาได้ยินข่าวว่าหนิงเฟิ่งสามารถล่าหมูป่าตัวใหญ่ได้ นั่นหมูป่าเลยนะ มันไม่ใช่จะจับกันง่ายๆ เสียหน่อย ดีไม่ดีมันอาจจะหันมาทำร้ายคนล่าอีกต่างหาก
พอข่าวแพร่กระจายไป แต่ละบ้านก็มองหนิงเฟิ่งอย่างกับเนื้อติดมันชิ้นโต บ้านเถียนก็ไม่ต่างกัน พวกเขาหมายมั่นอยากจะให้หนิงเฟิ่งมาเป็สะใภ้
“หากเราได้นังผู้นั้นมาเป็สะใภ้ ก็ให้นางหาเงินมาให้เราสิ” ยายเฒ่าเถียนทำหน้าเพ้อฝัน
“หากง่ายแบบนั้นก็ดีสิ มีเ้าเด็กโก่วเซิ่งคอยขัดขวางอยู่คงทำอะไรไม่สะดวกนัก” เถียนจื่อกล่าวใส่อารมณ์กับมารดา คิดไปแล้วก็อยากจะจับหัวเด็กผู้นั้นกดลงน้ำให้ตายๆ ไปซะ มีอย่างที่ไหน ผู้ใหญ่พูดด้วยดีๆ กลับวิ่งหนีราวกับเขาเป็ผีอย่างนั้นแหละ
“อย่างนั้นจะทำอย่างไรดี?” ยายเฒ่าก็ไม่อยากเอาเด็กเหลือขอผู้นั้นมาเลี้ยงให้เสียข้าวสุกเหมือนกัน เอาแค่ตัวแม่มาหาเงินให้ ส่วนตัวลูกจะไปไหนก็ไปเถอะ
“ตอนแรกก็ทำทีรับมาทั้งแม่ทั้งลูกสิ ให้เถียนจื่อหลอกล่อให้นางเชื่อฟัง หลังจากนั้นก็จับเ้าเด็กโก่วเซิ่งไปขายซะ!” ลูกชายคนโตของตระกูลเถียนกล่าวออกมาอย่างโเี้ ทั้งยายเฒ่าเถียนและเถียนจื่อพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
เพียงแค่สบตากันก็เห็นความชั่วร้ายเกินมนุษย์ออกมาจากสายตาแล้ว
สะใภ้ใหญ่บ้านเถียนกรอกสายตาไปมาอย่างใช้ความคิด นางนึกตงิดๆ อยู่ในใจ รู้สึกว่ามันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่พูด หนิงเฟิ่งที่พูดถึงไม่ใช่คนที่ไปเล่นงานบ้านตะกูลหวังจนร้องโอดโอยกันทั้งบ้านรึไง “แม่ มันดีจริงใช่ไหมที่จะแต่งนางเข้ามา หากนางไม่พอใจแล้วเอาจอบไล่สับเราเหมือนที่จะทำกับยายหวังจะทำยังไงล่ะ?”
พอได้ฟังคำสะใภ้ใหญ่ ยายเถียนก็อดจะสั่นสะท้านไม่ได้ นางกับยายเฒ่าหวังไม่ค่อยลงรอยกัน นังแก่หน้าตายผู้นั้นอาศัยว่าตัวเองมีลูกชายเยอะคอยกดขี่คนอื่นไปทั่ว ตอนที่นังแก่เจอหนิงเฟิ่งเล่นงาน นางเป็คนหนึ่งที่ไปพูดเยาะเย้ยใส่ยายเฒ่าหวังบ่อยๆ
แต่หากเจอกับตัวเองล่ะ?
จู่ๆ ก็รู้สึกลิ้นแข็ง พูดไม่ออก “ระ หรือ เราจะล้มเลิกแผนการดี”
เถียนจื่อรู้สึกไม่เห็นด้วย “ได้อย่างไร! แม่ ท่านไม่อยากกินเนื้อทุกวันรึไง? นางแรงเยอะขนาดนั้นก็ให้นางไปทำนา ส่วนเราก็นอนรอนับเงินอยู่บ้าน!”
สีหน้ายายเฒ่าเถียนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ภาพเนื้อชิ้นใหญ่ในจินตนาการของนางมันยั่วยวนยิ่งนัก สุดท้ายยายผู้เฒ่าก็เลือกจะเชื่อฟังคำบุตรชายคนเล็ก ยายเถียนมองตาขวางใส่สะใภ้ใหญ่ กล่าวตำหนิจนเมียของลูกชายเกือบร้องไห้ “ไร้สมองนัก! หากไม่มีความคิดดีๆ ก็ไม่ต้องเปิดปากหรอก หุบปากเหม็นๆ ของเ้าไปเถอะ!”
เถียนต้าเห็นเมียถูกด่าต่อหน้าก็ไม่ค่อยพอใจนัก เขาชักสีหน้ามองน้องชายตาขวางอย่างลืมตัว พอนึกขึ้นได้ว่าหากน้องชายแต่งหนิงเฟิ่งเข้ามาเขาก็จะมีชีวิตที่สุขสบายตามไปด้วยจึงไม่เอ่ยอันใด ทำเพียงดึงเมียของตนมานั่งข้างๆ
“แล้วจะทำยังไงให้หนิงเฟิ่งแต่งงานกับเถียนจื่อล่ะ” ยายเถียนกล่าวถามความเห็น
“ท่านลองไปคุยกับแม่สื่อสิ ให้นางออกหน้าไปคุยให้” เถียนต้าเสนอ
“คุยกับแม่สื่อก็ต้องใช้เงินน่ะสิ! ไม่มีวิธีอื่นหรือไง!” ยายเฒ่าโก่งลำคอกล่าวเสียงดัง น้ำลายแตกกระเซ็นไปรอบๆ อย่างน่ารังเกียจ หนิงเฟิ่งไม่ใช่สาวน้อยอะไรเสียหน่อย ใยจะต้องมีพิธีรีตองกับนางด้วย
“ถ้างั้นท่านก็คิดเองเถอะ ข้าคิดได้แค่นี้แหละ!”
เถียนจื่อที่นั่งเงียบอยู่ก็รู้สึกเห็นด้วยกับพี่ชาย “แม่ ให้แม่สื่อออกหน้าก็ไม่เลวนะ แม่สื่อมู่นางพูดจาหว่านล้อมเก่ง ไม่แน่ว่าหนิงเฟิ่งจะเอ่ยตกลงั้แ่ทีแรกเลยก็ได้”
ยายเถียนรักบุตรชายคนเล็กของตนอย่างมาก เถียนจื่อเป็คนฉลาด นอกจากล่าสัตว์เก่งกว่าพี่ชายแล้วเขายังเป็ลูกชายที่หน้าตาดีที่สุดของบ้าน พอเถียนจื่อเอ่ย ยายเฒ่าเถียนก็พยักหน้าเชื่อฟังทันที “ได้ๆ ข้าจะไปคุยกับแม่สื่อมู่ดู”
หนิงเฟิ่งไม่ได้รับรู้สถานการณ์ภายนอกเลยสักนิด เธออยู่บ้านซ่อมแซมรั้วและบ้านหลายวันไม่ได้ย่างกรายไปไหน
เ้าหนูเฝ้าแม่แค่ 2 วันแรก พอไม่เห็นเถียนจื่อมาวอแวอะไรเขาก็วางใจวิ่งไปเล่นบ้านของกงต๋า บางวันอาการหวงแม่กลับมาก็จะชวนกงต๋ามาเล่นที่บ้านแทน
ได้เฝ้าแม่ไปด้วย ได้เล่นกับกงต๋าไปด้วย ทำให้เ้าหนูวิ่งเล่นได้อย่างมีความสุข!
รั้วที่หนิงเฟิ่งทำดูค่อนข้างแข็งแรง เธอใช้ทั้งไม้ ทั้งหิน ทั้งดินเหนียวมาเป็ส่วนประกอบ พอเป็อย่างนี้จึงไว้วางใจอยู่ประมาณหนึ่งในการที่จะเข้าป่าไปล่าสัตว์กับกงไห่ โดยให้ลูกชายและกงต๋าวิ่งเล่นอยู่ในลานบ้าน
“แม่ ท่านจะทิ้งข้าอีกแล้วรึไง?” เ้าหนูกล่าวกับมารดา ดวงตากลมโตฉายแววตัดพ้ออย่างปิดไม่มิด
“ทิ้งอะไร แม่แค่จะไปล่าสัตว์เองนะ”
“เห็นข้าพึ่งพาไม่ได้หรือยังไง ข้าสามารถยิงกระต่ายได้หลายตัวแล้วนะ” คำพูดจริงจังพอออกจากปากเล็กๆ ของลูกชายแล้วช่างทำให้คนเป็แม่อดจะอมยิ้มไม่ได้
“ขาสั้นๆ แบบนี้จะวิ่งหนีเสือทันรึ?”
สิ้นเสียงแม่ หนูน้อยก็รู้สึกราวกับมีก้อนหินมากระแทกหัวใจเขาให้แตกสลาย
แม่บอกว่าเขาขาสั้น!
“แม่! ท่านพูดกับลูกชายที่น่ารักของท่านแบบนี้ได้ยังไง!” เขาเ็ปใจยิ่งนัก!
หนิงเฟิ่งเลิกคิ้วมองเ้าหนูที่ใบหน้าบิดเบี้ยว “แล้วอย่างเ้าไม่เรียกขาสั้นรึไง?”
แม้ว่าแขนขาเล็กๆ ของเขาจะสั้นกว่าแม่มาก แต่หนิงโก่วเซิ่งก็รู้สึกยินยอมไม่ได้ “เหอะ! ท่านไปก็ไปเถอะ วันนี้ข้าจะไม่พูดกับท่านหนึ่งวัน!” เ้าหนูกอดอกสะบัดหน้าหนีแม่ของเขา
“วันนี้จะไม่พูดกับแม่แล้ว?”
“ไม่ อุ้บ!!” มือเล็กๆ ยกขึ้นมาปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน ท่าทางของเ้าหนูทำให้หนิงเฟิ่งหลุดหัวเราะออกมา กงไห่พาน้องชายมาหาเ้าหนูโก่วเซิ่งพอดี หนิงเฟิ่งจึงลุกขึ้นยืนพอเดินผ่านก็เอื้อมมือไปจับแก้มลูกชายทีหนึ่งจนได้ค้อนวงโตกลับมา
หนิงเฟิ่งหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยกับเ้าหนู “อยู่บ้านดีๆ ล่ะ ถ้าไม่ใช่แม่เรียกไม่ต้องเปิดประตูหรอกนะ”
เ้าหนูน้อยเม้มปากแน่น ใช่การพยักหน้าสื่อสารกับมารดาแทน “อื้อ!”
พอแม่จากไป เ้าหนูก็หันหน้ามาคุยกับเพื่อนคนเดียวของเขา “บางทีแม่ก็ทำให้ข้าปวดหัวนะ”
“ไหนเ้าบอกว่าชอบที่แม่ใจดีไง?” กงต๋าถามกลับ
“ก็ชอบ แต่ข้าปวดหัวไม่ได้หรือไงล่ะ?”
กงต๋ารู้สึกงุนงงกับความซับซ้อนนี้ เขาไม่ต่อคำอะไรอีก หนิงโก่วเซิ่งรู้ว่ากงต๋าคงไม่เข้าใจความรู้สึกเขา เ้าหนูเลยไม่พูดต่ออีกเหมือนกัน เด็กทั้งสองพากันวิ่งเล่นอยู่ลานบ้าน บางทีก็แวะไปนั่งดูไก่ บางทีก็ไปดูกระต่าย หากเหนื่อยก็จะมานอนแผ่หลาอยู่บนแคร่หน้าบ้าน
ผ่านไปครึ่งวันเ้าหนูที่ไม่รู้จะทำอะไรจึงนั่งเขี่ยดินเล่น
“ตอนไหนแม่จะมาล่ะ” เ้าหนูพึมพำเสียงเบา
แม่ไม่มาแต่มีคนอื่นมาแทน พอมีเสียงเรียกแม่ดังขึ้นอยู่หน้าบ้าน หนิงโก่วเซิ่งจึงเงยหน้า เ้าหนูสบตากงต๋าก่อนจะเอานิ้วชี้ขึ้นมาจุปากเป็สัญญาณให้เงียบๆ
ร้อยวันพันปีไม่มีใครมาหา วันนี้ใครมาอีกล่ะ?
“แม่โก่วเซิ่งอยู่หรือไม่!” แม่สื่อมู่ะโก็แล้ว กระทบห่วงเหล็กหน้าประตูก็แล้วก็ยังไม่มีใครมาเปิด นึกในใจว่าตนคงมาเสียเที่ยว ยายเฒ่าเถียนที่มาด้วยรู้สึกร้อนใจอย่างมาก กลัวว่าหนิงเฟิ่งจะหลบหน้าตน จึงช่วยเอ่ยเรียกอีกแรง “หนิงเฟิ่ง ข้ายายเถียนเอง เ้าอยู่หรือไม่”
หนูน้อย 2 คนเอาหูแนบประตูอยู่ “เอาไงดี” กงต๋าถามเ้าหนูเสียงเบา
“ทำเป็ไม่อยู่ดีไหม?”
“อือ”
“แม่โก่วเซิ่ง อยู่หรือไม่!”
“ไม่อยู่!”