“ฮัลโหล ได้ยินเสียงผมไหมครับ”
สถานะของพี่ชายอาร์คแสดงว่ากำลังออนไลน์อยู่ แต่กลับไม่ได้เปิดกล้องหรือเปิดไมค์ จางเหวินเซินยังไม่ยอมแพ้จึงพิมพ์ถามกลับไป
“ทำไมพี่ชายอาร์คไม่เปิดกล้องล่ะคะ”
พี่ชายอาร์คพิมพ์ข้อความตอบกลับมา
“ผมไม่ค่อยชินกับการเปิดหน้าตัวเองเท่าไหร่น่ะครับ ต้องขอโทษด้วยนะ”
จางเหวินเซินแสร้งทำเป็สาวน้อยน่าสงสารพลางเอ่ย
“อย่างนั้นเหรอคะ จริงๆ แล้วหนูอยากรู้มากเลยว่าพี่ชายอาร์คหน้าตาเป็ยังไง”
“ทำไมล่ะครับ”
จางเหวินเซินถึงกับสะอึกไปกับคำย้อนถามนี้ เขาจึงรีบแสร้งทำเป็เขินอายแล้วตอบไป
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็ั้แ่หนูเริ่มเปิดสตรีม พี่ชายอาร์คก็คอยสนับสนุนหนูมาตลอดเลยนี่นา นะ...หนูแค่อยากรู้ว่าทำไมพี่ชายอาร์คถึงได้ดีกับหนูจัง”
“เพราะคุณเล่นเกมเก่งมาก แถมยังเป็เด็กผู้หญิงที่น่ารักขนาดนี้ด้วย พูดตามตรง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่าควรจะให้กำลังใจคุณน่ะครับ เพราะผู้หญิงที่ทำสตรีมเกมมันมีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่”
ตัวอักษรที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจแบบนี้ ทำเอาจางเหวินเซินที่ได้อ่านรู้สึกเขินขึ้นมาจริงๆ เขาเกาหัวพลางแสร้งทำเสียงน่ารักตอบกลับไป
“ก็เพราะว่าหนูขาดแคลนเงินสดนี่นา แถมหนูก็เก่งอยู่แค่เื่เล่นเกมซะด้วย เื่อื่นหนูทำไม่เป็เลยสักอย่างค่ะ” จางเหวินเซินแลบลิ้นปลิ้นตาใส่กล้อง
เพราะจางเหวินเซินเป็ผู้ชาย หน้าอกหน้าใจอะไรก็ไม่มี รูปร่างส่วนเว้าส่วนโค้งก็ไม่ได้เื่ จะเอาอะไรไปสู้กับสตรีมเมอร์หญิงคนอื่นเขาได้ การจะดึงคนให้มาดูสตรีมมันต้องมีจุดขายที่เด่นชัด แล้วจะมีอะไรน่าสนใจไปกว่าสาวน้อยโมเอะสุดน่ารัก ที่ใช้เวลาแค่วันเดียวก็สามารถเคลียร์เกมตระกูลโซลได้
แต่ว่าเป้าหมายอันดับแรกในตอนนี้คือ ต้องยืนยันให้ได้ว่าพี่ชายอาร์คคือต้วนเค่อจุนหรือไม่
ทั้งคู่คุยแก้เก้อกันไปได้สักพัก จางเหวินเซินก็พบว่าอีกฝ่ายมีความระแวดระวังตัวสูงกว่าที่คิดเอาไว้มาก
จางเหวินเซินขยับเปลี่ยนท่านั่ง โดยระวังให้กล้องจับภาพแค่่บนของร่างกายเท่านั้น วันนี้เขาอุตส่าห์ใส่คอนแทคเลนส์สีเทามาเชียวนะ เขาเอียงคอพลางกะพริบตาโตคู่สวยที่มีประกายฉ่ำน้ำแบบที่พวกโอตาคุโปรดปรานที่สุด แล้วยิงคำถามต่อ
“หนูคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการคบเพื่อนคือการเปิดอกเปิดใจค่ะ หนูยินดีจะรอพี่ชายอาร์คนะคะ รอจนกว่าพี่ชายจะอยากเจอหนู”
ฝั่งนั้นเงียบหายไป ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงสถานะที่ขึ้นว่ากำลังพิมพ์ข้อความอยู่ แล้วก็หายไปสลับกันไปมาอยู่อย่างนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่ พี่ชายอาร์คถึงได้ตอบข้อความกลับมา
“จริงๆ แล้ว ผมเองก็กลัวการผูกมิตรกับคนอื่นเหมือนกันครับ”
จางเหวินเซินฝืนยิ้มพิมพ์ตอบไป
“หนูก็เหมือนกันค่ะ ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาลองพยายามไปด้วยกันดีไหมคะ”
“ตกลงครับ”
จางเหวินเซินเบิกตาโต จ้องเขม็งไปที่คำว่า ‘ตกลงครับ’ สองคำนั้น
จากนั้น หน้าจอสตรีมวิดีโอคอลของอีกฝ่ายก็เปิดออก เริ่มแรกมันมืดสนิท ก่อนจะค่อยๆ สว่างขึ้นทีละน้อย ใบหน้าหล่อเหลาของต้วนเค่อจุนถูกส่งสัญญาณผ่านระยะทางอันห่างไกลมาปรากฏอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของจางเหวินเซิน
จางเหวินเซินรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ ใกลัวจนแทบจะทรุดลงไปกับพื้น เขารีบกดตัดสายวิดีโอคอลทิ้งในทันที
วันรุ่งขึ้นตอนมาทำงาน จางเหวินเซินจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ถึงขนาดพิมพ์งานแล้วลืมเปลี่ยนภาษาจนข้อความกลายเป็ภาษาอังกฤษพิลึกพิลั่น เขาก็ยังไม่รู้ตัวเลยสักนิด
พี่ชายอาร์คก็คือต้วนเค่อจุน
โลกนี้แม่งกลายเป็เค้กไปหมดแล้ว!
"เหวินเซิน เฮ้ย เหวินเซิน" เสี่ยวไป๋เอ่ยเรียกด้วยความร้อนใจอยู่ข้างๆ "เหวินเซิน เลิกเหม่อได้แล้ว บอสเรียกนายแน่ะ"
“ฮะ...”
จางเหวินเซินได้สติ พอเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าพี่ชายอาร์คไม่ใช่สิ ต้วนเค่อจุนต่างหาก ชายหนุ่มยืนกอดอกอยู่ตรงประตูห้องทำงาน จ้องเขม็งมาที่เขาด้วยท่าทางราวกับยมทูต
สีหน้าของต้วนเค่อจุนย่ำแย่ถึงขีดสุด นิ้วเรียวยาวหนีบเอกสารแผนงานที่จางเหวินเซินเพิ่งยื่นไปเมื่อวานเอาไว้แน่น ท่าทางพร้อมจะหักคอใครสักคนเพื่อระบายอารมณ์โกรธเต็มแก่
เ้าของแผนงานรีบเดินเข้าไปหาพร้อมกับส่งยิ้มประจบ แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ก็ถูกต้วนเค่อจุนะเิอารมณ์ด่าทอใส่เสียงดังลั่น คนทั้งออฟฟิศเงียบกริบจนแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจ มีเพียงเสียงตักเตือนดุด่าของต้วนเค่อจุนที่ดังลั่นไปทั้งชั้น จางเหวินเซินใบหน้าซีดเผือด เกิดมาเขาไม่เคยถูกใครฉีกหน้าประจานต่อหน้าประชาชีขนาดนี้มาก่อนเลย
ในแผนงานขาดหัวข้อสำคัญที่ต้วนเค่อจุนเคยย้ำนักย้ำหนาไปข้อหนึ่ง ถึงแม้เสี่ยวไป๋จะช่วยตรวจดูเนื้อหาให้แล้ว แต่ก็ไม่เห็นจุดผิดพลาดตรงนี้ มันเป็เพราะความสะเพร่าประมาทเลินเล่อของจางเหวินเซินเองล้วนๆ แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ วิธีการตำหนิของต้วนเค่อจุนช่างตรงไปตรงมาเสียเหลือเกิน แถมวันนี้ไม่รู้ว่าเขาไปกินรังแตนมาจากไหนถึงได้ดุด่าอย่างไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด
หลังจากพ่นไฟเสร็จ ต้วนเค่อจุนก็สะบัดหน้าเดินจากไป ทิ้งให้จางเหวินเซินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเองตามลำพัง
เสี่ยวไป๋ตบไหล่เขาเบาๆ ก่อนจะกระซิบปลอบใจข้างหู
“บอสด่าก็จริง แต่เขาก็หวังดีกับนายนะ วันนี้อารมณ์เขาคงจะบ่จอยจริงๆ นั่นแหละ นายเลยต้องมารับเคราะห์ไปเต็มๆ อย่าไปถือสาเขาเลย อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา นายยังเรียนรู้อะไรได้อีกเยอะ คนหนุ่มคนแน่นอย่าเพิ่งใช้อารมณ์วู่วามลาออกล่ะ”
ใบหน้าของจางเหวินเซินมืดครึ้มลง ต้วนเค่อจุนโกรธเพราะเื่อะไร จริงๆ แล้วเขาพอจะเดาออกอยู่หรอก
ไอ้ผู้ชายใจแคบเอ๊ย!
จางเหวินเซินโกรธจัดจนขยำเอกสารแผนงานในมือจนยับยู่ยี่
แล้วจะได้เห็นดีกัน ต้วนเค่อจุน!
คืนนี้ไม่ใช่่เวลาไลฟ์สตรีมตามตารางปกติ แต่จางเหวินเซินก็แต่งหน้าจัดเต็มและสวมชุดที่เตรียมไว้เพื่อเปิดไลฟ์ สถานะในรายชื่อเพื่อนของพี่ชายอาร์คแสดงว่าออฟไลน์อยู่ จางเหวินเซินจึงตัดสินใจพิมพ์ข้อความทิ้งเอาไว้ให้เขา
“พี่ชายอาร์คโกรธหนูหรือเปล่าคะ”
“พี่ชายอาร์ควีวี่ทำตัวแบบนั้นใส่พี่เมื่อวาน พี่ต้องโกรธหนูแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ”
“หนู...จริงๆ แล้วหนูยังกลัวการเข้าใกล้เพศตรงข้ามอยู่เลยค่ะ พี่เชื่อไหมคะ หนูเป็โรคกลัวผู้ชายมาั้แ่เด็กๆ แล้ว นอกจากคุณพ่อแล้ว หนูก็แทบไม่เคยได้ใช้เวลาร่วมกับผู้ชายคนอื่นเลย เมื่อวานพอเห็นพี่ชายอาร์คปุ๊บ หนูเลยใมากจริงๆ ค่ะ”
“หลังจากปรับความรู้สึกในวันนี้แล้ว ตอนนี้อารมณ์ของวีวี่ดีขึ้นมากแล้วค่ะ”
“หนูต้องทำเื่ที่ทำร้ายจิตใจพี่ชายอาร์คไปแน่ๆ ใช่ไหมคะ พี่จะยกโทษให้หนูไหมคะ”
หลังจากส่งข้อความยาวเหยียดเป็พืดไปแล้ว พี่ชายอาร์คก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับใดๆ
ในขณะที่จางเหวินเซินกำลังคิดว่าควรจะเก็บแรงไว้พยายามต่อในวันพรุ่งนี้ดีไหม กล่องข้อความแชทก็เด้งข้อความตอบกลับจากอีกฝ่ายขึ้นมา
“ผมไม่ได้โกรธครับ”
“ตอแหล” จางเหวินเซินสบถกับตัวเอง โกรธจนฟันแทบหัก
ไอ้สารเลวต้วนเค่อจุน ไม่ได้โกรธก็ผีหลอกแล้ว ไม่อย่างนั้นแกจะมาด่าฉันแก้เครียดหรือไงฮะ!
แต่ถึงแม้ในใจจะด่าทอต้วนเค่อจุนอย่างไร จางเหวินเซินก็ไม่กล้าแสดงออกมาให้เห็นเลยสักนิด
จางเหวินเซินยังคงพิมพ์ข้อความเสแสร้งไม่ตรงกับใจต่อไป
“พี่ชายอาร์คหนูขอโทษนะคะ เมื่อวานหนูกังวลมากจริงๆ อยากจะอธิบายให้พี่ฟัง แต่หนูก็กลัวเหลือเกินค่ะ”
“ตอนนั้นก็ในิดหน่อยครับ แต่ผมไม่ได้โกรธหรอก เพราะคุณเป็ผู้หญิง การที่จะรู้สึกกลัวมันก็เป็เื่ธรรมดาอยู่แล้ว”
“โล่งอกไปที พี่ชายอาร์คไม่ได้โกรธหนู ดีจายจังเลย”
ดีใจกับผีน่ะสิ!
จางเหวินเซินแอบด่าในใจ ก่อนจะแสร้งทำเป็พิมพ์ถามไป
“พี่ชายอาร์คดูไม่เหมือนคนที่ชอบเล่นเกมเลยนะคะ ทำไมถึงอยากมาดูไลฟ์สตรีมของหนูล่ะคะ”
เป้าหมายหลักของจางเหวินเซินในรอบนี้คือการหลอกล่อเอาข้อมูล เพื่อขุดคุ้ยความลับที่ไม่มีใครรู้ของต้วนเค่อจุนมาใช้เป็ข้อต่อรอง
ถึงแม้การทำแบบนี้มันจะค่อนข้างร้ายกาจไปหน่อย แต่พอนึกถึงตอนที่ตัวเองโดนด่าประจานต่อหน้าคนอื่นแล้ว การได้กุมความลับเล็กๆ น้อยๆ ของบอสหน้าเืไว้มันจะไปเสียหายอะไรล่ะ
“จริงๆ แล้วผมชอบเล่นเกมมากเลยล่ะครับ”
จริงเหรอเนี่ย?
จางเหวินเซินจ้องมองข้อความบนหน้าจอด้วยความประหลาดใจ ก่อนพิมพ์ตอบไป
“ดูไม่ออกเลยนะคะเนี่ย”
“คุณเพิ่งเห็นผมแค่สองวินาทีเอง ดูไม่ออกก็เป็เื่ปกติครับ”
นี่แกแอบย้อนฉันเหรอ?
มุมปากของจางเหวินเซินกระตุกยิกๆ ขณะพิมพ์ตอบโต้ไป
“หนูแค่อยากรู้ว่าทำไมพี่ชายอาร์คถึงชอบเล่นเกมเหรอคะ”
“ตอนเด็กๆ เห็นเพื่อนเล่นแล้วรู้สึกอิจฉาน่ะครับ พอโตมากลับไม่มีเวลาเล่น พอมีเวลาจะเล่นขึ้นมาจริงๆ ก็ดันเล่นไม่เป็ซะแล้ว”
“แล้วทำไมถึงมาดูไลฟ์สตรีมล่ะคะ”
“อันที่จริง ผมแค่ตั้งใจจะเข้ามาหาบทสรุปเกมน่ะครับ”
จางเหวินเซินหลุดขำพรืดออกมา
คุณพระช่วย มันจะตลกเกินไปแล้วไหมเนี่ย ผู้ชายที่ทำตัวเป็มืออาชีพอยู่ตลอดเวลาในเวลาทำงาน แท้จริงแล้วกลับแอบอู้งานมาหาบทสรุปเกมงั้นเหรอ จะว่ายังไงดีล่ะ ภาพลักษณ์ที่แสดงออกผ่านบทสนทนาเหล่านี้มันช่างแตกต่างจากต้วนเค่อจุนยามปกติที่เขาเจอราวฟ้ากับเหว จนแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าพี่ชายอาร์คกับต้วนเค่อจุนจะเป็คนเดียวกันได้
จางเหวินเซินไม่ลืมภารกิจของตัวเอง รีบหลอกถามต่อ
“นอกจากเล่นเกมแล้ว ปกติพี่ชายอาร์คมีงานอดิเรกอย่างอื่นอีกไหมคะ”
“ไม่มีครับ”
“อย่างนั้นหรอกเหรอคะ หนูเองก็เหมือนกันเลยค่ะ หนูก็ชอบเล่นเกมอย่างเดียวเหมือนกัน”
ถามคำตอบคำกันไปมาอยู่หลายรอบ ซึ่งล้วนเป็บทสนทนาที่ตื้นเขินและน่าเบื่อสิ้นดี พูดกันตามตรงต้วนเค่อจุนนี่เป็คนที่คุยด้วยยากจริงๆ นิสัยช่างจืดชืดเ็าเหมือนกับตัวจริงไม่มีผิด จางเหวินเซินเค้นสมองจนปวดหัวก็ยังหาหัวข้อสนทนาดีๆ ไม่เจอ เขาเริ่มกังวลว่าหากเป็เช่นนี้ต่อไป ต้วนเค่อจุนจะต้องรู้สึกว่าวีวี่เป็คนที่น่าเบื่อมากแน่ๆ
หลังจากคิดทบทวนไปมา ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจอัดยาแรงลงไป
“พี่ชายอาร์ค...วีวี่ขอร้องให้พวกเราลองวิดีโอคอลกันอีกสักครั้งได้ไหมคะ”
กล่องข้อความเงียบสงบไปเป็เวลานาน สถานะของพี่ชายอาร์คขึ้นว่ากำลังพิมพ์ข้อความอยู่ตลอด แต่กลับไม่มีประโยคถัดไปส่งมาเสียที จางเหวินเซินคิดในใจว่าตัวเองคงจะใจร้อนเกินไปแล้วล่ะมั้ง จนกระทั่งพี่ชายอาร์คพิมพ์ตอบมา
“ตอนนี้สภาพของผมค่อนข้างจะดูโทรมหน่อยนะครับ”
เข้าทางฉันเลยน่ะสิ
จางเหวินเซินยิ้มเหยียดในใจ เขาอยากจะเห็นนักว่าต้วนเค่อจุนในยามที่เป็โอตาคุเนิร์ดๆ ซอมบี้ๆ หลังหน้ากากชายหนุ่มผู้นอบน้อมสวมแว่นตาจะมีสภาพเป็แบบไหน
เขากดปุ่มส่งคำขอวิดีโอคอลไปในทันที หน้าต่างวิดีโอสว่างวาบขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าของต้วนเค่อจุน
จางเหวินเซินสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายผงะถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ
คุณพระช่วย...ใช่ ใช่ต้วนเค่อจุนจริงๆ ด้วย!
จางเหวินเซินแทบจะสติแตก เขาใช้ชายเสื้อเชิ้ตปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง เอนตัวท่อนบนถอยห่างจากหน้ากล้องให้มากที่สุด หวังเพียงแค่ไม่ให้ต้วนเค่อจุนจำเขาได้
ให้ตายเถอะ ทำไมต้วนเค่อจุนต้องมาดูไลฟ์สตรีมของเขาด้วยเนี่ย!
ต้วนเค่อจุนที่อยู่บนหน้าจอมีเส้นผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย สวมเสื้อยืดผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดาๆ แตกต่างจากภาพลักษณ์ที่แสนเ็าและน่าหมั่นไส้ในยามปกติอย่างสิ้นเชิง ในเวลานี้แววตาของเขาดูประหม่าและตื่นตระหนกอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ
"ผม..." ต้วนเค่อจุนกระแอมไอออกมาคราหนึ่ง สายตาหลุกหลิกไปมา ไม่กล้าจ้องมองตรงมายังหน้าจอเลยสักนิด "ผมทำให้คุณใอีกแล้วหรือเปล่าครับ"
มันยิ่งกว่านั้นอีกเฟ้ย! เดชะบุญที่ได้เครื่องสำอางหนาเตอะช่วยชีวิตไว้ ไม่อย่างนั้นต้วนเค่อจุนคงได้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดเพราะความกลัวของเขาไปแล้วแน่ๆ พูดกันตามตรง แรงกดดันทางจิตใจเป็สิ่งที่ไม่สามารถเอาชนะได้ในเวลาอันสั้นจริงๆ แค่เขาเห็นหน้าต้วนเค่อจุน ความรู้สึกหวาดกลัวมันก็ผุดขึ้นมาเองตามธรรมชาติเสียแล้ว
จางเหวินเซินพลันนึกถึงจุดประสงค์หลักของตัวเองขึ้นมาได้ ก็รีบกวาดสายตามองสิ่งของรอบตัวต้วนเค่อจุนอย่างรวดเร็ว ผนังด้านหลังเป็ชั้นหนังสือขนาดใหญ่ดูท่าทางน่าจะเป็ห้องหนังสือ ภายในห้องจัดวางสิ่งของอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน ไม่มีอะไรที่พอจะเอามาใช้เป็ข้อต่อรองแบล็กเมลได้เลยสักอย่าง
แต่ถึงอย่างนั้น จางเหวินเซินก็ยังคงหวาดกลัวเกินกว่าจะขยับเข้าไปใกล้หน้ากล้อง เขากลัวว่าต้วนเค่อจุนจะจำเขาได้
ต้วนเค่อจุนสายตาหลุกหลิก รู้สึกขัดเขินกับการที่ต้องสบตากันตรงๆ เขาประสานมือเข้าด้วยกันตรงหน้ากล้อง หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมา
"ดูเหมือนคุณจะกลัวมากจริงๆ ให้ผมปิดกล้องก่อนไหมครับ"
จางเหวินเซินได้สติรวบรวมจิตใจ ดัดจริตส่งยิ้มพลางส่ายหน้าปฏิเสธ เพราะกลัวว่าจะถูกจับโป๊ะได้ เขาจึงยังคงใช้ชายเสื้อปิดปากแล้วบีบเสียงดัดแหลมถามไปว่า
“พี่ชายอาร์คเคยเปิดกล้องคุยกับคนอื่นมาก่อนไหมคะ”
"ไม่เคยครับ" สายตาของต้วนเค่อจุนยังคงไม่ยอมมองตรงมาข้างหน้า เขาเอียงศีรษะหลบพลางขึ้นสีแดงระเรื่อบนใบหน้าเล็กน้อย "นี่เป็ครั้งแรก..."
จางเหวินเซินถึงเพิ่งจะตระหนักได้ในตอนนั้นเองว่า ต้วนเค่อจุนกำลังเขินอยู่ชัวร์ๆ!