นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๑๐ กองโจรตกอับ (2)

             

            หลินหลานหรูแยกกับเสวี่ยเฟิ่งที่ทะเลสาบหลังเขาเอ่ยให้สัญญาประโยคนั้นแล้ว นางกับเขาก็ไม่พูดสิ่งใดกันอีกราวกับต่างคนต่างมีเรื่องให้คิดในใจ รอจนกระทั่งเฉิงอิ้นตามมารับนางถึงได้แยกกันกลับในที่สุด

            ทว่าเมื่อกลับมาถึงจวนหลินหลานหรูก็เอาแต่ยืนมองของบนโต๊ะภายในห้อง สีหน้านางไม่สบอารมณ์อย่างมาก

            ที่ด้านข้างมีเสี่ยวจิงยืนรอรับคำสั่งจากหลินหลานหรูอยู่ก่อนแล้วพอนางเห็นคุณหนูมองขนมเหล่านั้นก็ทราบได้ทันทีถึงอารมณ์ยามนี้ของคุณหนูจึงรีบเอ่ยชี้แจงถึงที่มา

            "เรียนคุณหนูลูกท้อสดหกลูกนี้เป็นนายท่านส่งมาที่เรือนพร้อมกับสั่งให้บ่าวเตรียมขนมและบะหมี่อิ๋นซือ[1] ให้คุณหนูทานในวันเกิดเจ้าค่ะ"

            หลังสาวใช้กล่าวจบประโยคหลินหลานหรูจึงขยับเดินเข้าใกล้โต๊ะยื่นมือผลักจานขนมสีครามลายบุปผาบนนั้นไปด้านหน้าปากก็เอ่ยถามอย่างเฉยชาและเอาแต่ใจว่า "แล้วขนมจานนี้เล่า ท่านพ่อข้าส่งมาหรือเป็นเจ้าสั่งให้คนทำ"

            "จาน...จานนี้เป็นจางหรงส่งมาให้เจ้าค่ะ"เสี่ยวจิงตอบเสียงตะกุกตะกักอยู่บ้าง ด้วยรู้ว่าคุณหนูไม่ชอบจางหรงแต่หากจะทิ้งขนมจานนี้ก็ไม่กล้าคิดแทนคุณหนูอีกเช่นกันอีกทั้งจางหรงแม้ยังไม่มีสถานะ แต่นางกำลังตั้งครรภ์อยู่จะอย่างไรก็เหนือกว่าพวกนางอยู่หนึ่งส่วน

            หลินหลานหรูยิ้มเยาะ"นางก็อยากอวยพรวันเกิดให้ข้าหรือ ไร้สาระสิ้นดี ขนมจานนี้มีปัญหาตอนเจ้าเอามันไปทิ้ง คอยดูอย่าให้ใครในเรือนกินมันเด็ดขาด"

            เสี่ยวจิงอึ้งคราวก่อนก็เพิ่งทิ้งไปไม่ใช่หรือ จางหรงชักกระทำการอุกอาจเกินไปแล้วถึงอย่างนั้นคุณหนูก็ยังใจเย็นอยู่อีก "บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ"

            ภายในห้องยังเหลือสาวใช้อีกสองคนหลินหลานหรูหยิบจานลูกท้อส่งให้พวกนาง "ท้อจานนี้พวกเจ้าเอาไปแบ่งกันกิน" สาวใช้ก้มหน้าเดินมารับไปอย่างไม่ชักช้า

            หลินหลานหรูยังเห็นว่าบนโต๊ะมีบะหมี่เหลืออยู่อีกชาม"เดี๋ยวก่อน เอาบะหมี่นี่ออกไปด้วย"

            "เจ้าค่ะ" สาวใช้รับคำเสียงเบาเมื่อครู่ยังลอบปาดเหงื่อไปด้วยอยู่เลย ทุกครั้งที่ต้องรับใช้หลินหลานหรูเป็นต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำอยู่เสมอ จะให้ผิดพลาดต่อหน้าหลินหลานหรูไม่ได้

            หลังบรรดาสาวใช้ออกไปกันหมดแล้วหลินหลานหรูถึงได้ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ก่อนปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยล้า

            ตั้งแต่จิวซื่อตายหลินหานฉีแม้จะดีต่อหลินหลานหรูเช่นเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำทว่าบิดาของนางไม่ได้มีความสุขอย่างที่แสดงให้เห็น

            ส่วนจางหรงกลับยิ่งแข็งข้อหนักขึ้นทุกวันวันก่อนนางส่งไม้หอมจุดกำยานกับต้นไม้ดอกกระถางเล็กมาให้ทั้งสองมีฤทธิ์ข่มกันและทำให้เกิดพิษต่อคนสูดดมกลิ่นเป็นระยะเวลาหนึ่งโชคยังดีที่หลินหลานหรูเห็นเข้าเสียก่อน หากปล่อยให้สาวใช้ยกเข้ามาวางในห้องกว่านางจะเอะใจคงผ่านไปหลายวันแล้วกระมัง

            พูดไปแล้วจางหรงผู้นี้ไม่ใช่คนโง่ไม่เช่นนั้นคงไม่อยู่ข้างกายจิวซื่อมานานหลายปีนานจนกระทั่งจิวซื่อรักและไว้ใจอีกฝ่ายเหมือนลูกผลสุดท้ายดูการกระทำของคนที่เห็นเหมือนลูกทำ ที่แค้นมากก็คงเป็นเรื่องนี้

            นิสัยหลินหลานหรูที่ว่าร้ายกาจเกินมนุษย์อย่างไรเลวร้ายจนไม่กล้ามีผู้ใดเข้าใกล้ ล้วนแต่เป็นปากจางหรงพูดบิดเบือนเกินจริงทั้งนั้นแม้จิวซื่อจะรู้จักบุตรสาวของตัวเองดี แต่พอได้ยินจางหรงพูดให้ได้ยินอยู่ทุกวันก็เรียกหลินหลานหรูมาตำหนิหลายต่อหลายหนหลินหลานหรูทนไม่ไหวจึงเถียงจิวซื่อกลับเช่นกัน

            เพราะเหตุนี้คำเล่าลือเรื่องนิสัยของหลินหลานหรูจากปากจางหรงทุกคนถึงได้เชื่อตามๆ กัน หลินหลานหรูเองก็คร้านจะใส่ใจจึงยิ่งเย็นชากับบ่าวรับใช้ไปอีก

            ทว่าสุดท้ายแล้วเป็นเช่นไรไม่ใช่จางหรงผู้นี้หรือ ยามที่จิวซื่อถูกหักหลังถึงได้รับไม่ได้อย่างที่สุด

            หลินหลานหรูคิดมาถึงตรงนี้ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวของฝีเท้าเดินวนรอบข้างก่อนเสียงนั้นจะเงียบลงแล้วตามด้วยเสียงรินน้ำบนโต๊ะ ต่อมาจึงเป็นเสียงเสี่ยวจิง

            "คุณหนู เมื่อครู่สาวใช้มาแจ้งว่าท่านอาจารย์ฝูจะลากลับบ้านพรุ่งนี้เช้าเจ้าค่ะ"

            หลินหลานหรูลืมตาขึ้นเหลือบมองเสี่ยวจิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่ชั้นหนังสือบนนั้นมีตำราเล่มหนึ่งที่นางหวงแหนอย่างมาก "เวลานี้ยามใดแล้ว"

            "เพิ่งต้นยามไฮ่เจ้าค่ะ"

            จากนั้นหลินหลานหรูก็เงียบไปเคาะนิ้วบนโต๊ะเป็นจังหวะราวกับกำลังใช้สมองคิดเรื่องสำคัญเคาะไปได้สักพักก็ยกปลายนิ้วขึ้นกัด หัวคิ้วพันกันยุ่ง

            เสี่ยวจิงก็ยืนรออยู่ด้านข้างอย่างเงียบเชียบเช่นกัน

            เรื่องที่หลินหลานหรูยังไม่สามารถหลอกฝูเต้าให้ได้บทเพลงสุดท้ายของวิชาเพลงพิณต้องห้ามมานั้นเป็นเรื่องจริงหากจะรั้งฝูเต้าให้อยู่ต่อคงยากยิ่งกว่าเมื่อหลายเดือนก่อนที่พึ่งเกิดเรื่องขึ้นกับมารดาของนางเห็นทีนางคงต้องใช้การจู่โจมตรงๆ เสี่ยงเอาเนื้อล่อ ดูว่าพยัคฆ์จะชายตามองหรือไม่

            "เจ้าออกไปกับข้า"หลินหลานหรูสั่งแค่นั้น

            สักพักต่อมาสองนายบ่าวก็ลอบออกจากเรือนในมือหลินหลานหรูถือตำราเล่มหนึ่ง โดยให้เสี่ยวจิงถือโคมไฟเดินนำทางใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ถึงที่หมาย

            "เจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้ อย่าให้ใครเข้ามารบกวนข้ากับท่านอาจารย์เป็นอันขาดให้คนส่งเพียงน้ำชากับขนมเข้ามาก็พอ"

            เสี่ยวจิงรับคำทำตามที่สั่งอย่างเคร่งครัด พยักหน้าเน้นหนักเสริมไปอีกด้วย

            หลินหลานหรูเห็นแล้วจึงผละห่างเคาะที่จับประตูเป็นจังหวะ หลังเสียงเอ่ยอนุญาตจากคนด้านในดังขึ้น นางจึงผลักประตูเปิดเดินหายเข้าไปในเรือนพักของฝูเต้าในที่สุด

            เวลาค่อยๆ เดินผ่านไปจากหนึ่งเค่อเป็นหนึ่งก้านธูป เป็นหนึ่งชั่วยาม สองชั่วยาม และสามชั่วยามเสี่ยวจิงยืดคอมองเข้าไปในเรือนเป็นพักๆ แสงเทียนยังจุดสว่างภายในห้องทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา

            ต่อมาเสี่ยวจิงยืนจนเหมื่อยนั่งก็แล้ว เดินวนไปห้าหกรอบก็แล้วสุดท้ายก็จบลงที่การนั่งหลับคอพับไปโดยไม่รู้ตัว

            จวบจนถึงยามอิ๋นแสงเทียนในเรือนอาจารย์ฝูดับลงในที่สุดเสียงเปิดประตูดังปลุกเสี่ยวจิงให้เด้งตัวลุกขึ้นยืนขยี้ตาสองสามทีก็เห็นคุณหนูเดินผ่านไปตรงหน้าพร้อมกับตำราไม้ไผ่สองม้วนในมือ

            "กลับกันเถอะ" หลินหลานหรูเอ่ยเท้าทั้งสองไม่ได้หยุดเดิน

            เสี่ยวจิงจึงรีบคว้าโคมไฟบนพื้นข้างเท้ามาถือก้าวยาวๆ เดินขึ้นหน้าเพื่อนำทางกลับเรือนให้คุณหนู

            ยามนั้นสองนายบ่าวเดินผ่านสวนดอกไม้ด้านหลังจวนความเงียบเชียบแปลกๆ ชวนให้รู้สึกวังเวง และไม่รู้เพราะเหตุใดเดินอีกเพียงนิดเดียวก็ถึงโรงครัวแล้ว ทว่าโคมไฟในมือเสี่ยวจิง จู่ๆดับลงเสียอย่างนั้น ไม่ว่าจะเคาะตบไปแรงแค่ไหนก็ไม่ติดอีกเลย

            หลินหลานหรูกอดม้วนไม้ไผ่มองสาวใช้เคาะโคมไฟกับพื้นไม่หยุด

            นั่นมันตะเกียงเติมน้ำมันเชื้อเพลิงนะเฮ่ยไม่ใช่ไฟฉายถ่านหลวม ที่ให้เจ้าเคาะแล้วจะติด

            ในที่สุดเสี่ยวจิงก็ยอมแพ้"คุณหนู ท่านอย่าวิ่งนะเจ้าคะ เดี๋ยวจะหกล้มเอาได้"

            ฟังสาวใช้เอ่ยไปแล้วมือข้างหนึ่งของหลินหลานหรูก็ถูกเสี่ยวจิงคว้าจับนางยังสัมผัสได้ถึงฝ่ามือชื้นเหงื่อของสาวใช้ได้เป็นอย่างดี

            เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นเงารางๆของสาวใช้ในความมืด จึงเอ่ยไปเล่นๆ ว่า "ไม่ใช่กังวลว่าข้าจะวิ่งหนีแล้วทิ้งให้เจ้ากลัวผีอยู่ตรงนี้คนเดียวหรือ"

            เสี่ยวจิงยิ้มเหยได้ยินแต่เสียงหัวเราะแหะๆ ดังกลบความเงียบ "ท่านรอบ่าวตรงนี้ก่อนนะเจ้าคะด้านหน้าเป็นโรงครัว บ่าวจะรีบไปเติมน้ำมันมาใหม่เจ้าค่ะ"

            หลินหลานหรูไม่ได้ยืนรอนางเดินตามหลังเสี่ยวจิงไปจนถึงโรงครัว พอสาวใช้เติมน้ำมันและจุดโคมเสร็จตอนที่หมุนตัวกลับออกมา หลินหลานหรูได้ยืนขวางทางเข้าประตูเรียบร้อยแล้ว

            ดังนั้นเมื่อแสงโคมไฟปัดผ่านหน้าประตูวูบหนึ่งจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นหลินหลานหรูเป็นเงาดำทะมึนราวกับผีสาง

            "มารดาข้า!"เสี่ยวจิงหวีดร้องอุทานเสียงหลง โคมไฟในมือตกพื้นและดับไปอีกรอบ

            "ตกใจอะไรของเจ้าข้าไม่ใช่ผีเสียหน่อย"

            ไม่ใช่ก็คงเป็นพวกเดียวกันละสาวใช้รีบเก็บโคมไฟกลับขึ้นมา ก่อนที่หลินหลานหรูจะเดินผ่านหน้าเข้ามาในโรงครัว

            รอจนเสี่ยวจิงจุดเทียนภายในโรงครัวจนสว่างทั่วทุกมุมค่อยเอ่ยสั่ง "เจ้าช่วยจุดไฟในเตาให้ข้าที"

            จากนั้นหลินหลานหรูก็วุ่นอยู่กับการหาวัตถุดิบทำขนมนางเดินกลับไปกลับมา เปิดตู้เก็บของไปหลายใบ ในที่สุดก็ได้แป้งข้าวเหนียว น้ำตาลใบมิ้นต์ และส่วนผสมอีกสองสามอย่าง เริ่มลงมือทำขนมหร่วนเซียงอย่างประณีต

            เสี่ยวจิงนั่งคุมไฟอยู่หน้าเตาพลางสัปหงกน้ำลายยืดไปหลายหยด กระทั่งฝันไปว่าคุณหนูเกิดครึ้มใจสิ่งใดขึ้นมาไม่ยอมหลับยอมนอน ลงมือทำขนมมากมายจนกองกันเป็นภูเขาต่อมานางสะดุ้งตื่นเมื่อเห็นว่าตนกำลังจะถูกกองขนมทับในความฝัน

            หลินหลานหรูคีบขนมหร่วนเซียงชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆลงในกล่อง ไม่ได้หันไปให้ความสนใจเสี่ยวจิงที่เพิ่งสะดุ้งตื่นเมื่อจัดเรียงขนมได้สองกล่องแล้ว ก็วางมือลงจากงานทุกอย่างหิ้วกล่องขนมเดินออกจากโรงครัวไปอย่างเงียบๆ

            นางย้อนกลับไปที่เรือนเก็บตำราไม้ไผ่สองม้วนอย่างมิดชิด จากนั้นหยิบของในห้องติดมือมาอีกสองสามอย่างก่อนเรียกหาเฉิงอิ้นเพื่อออกจากจวน

            ตอนที่หลินหลานหรูมาถึงหน้าประตูเมืองฟ้ายังไม่สว่างดี จนถึงตอนนี้ดวงอาทิตย์เพิ่งปรากฏบนขอบฟ้าได้ไม่นาน

            นางยืนหลบมุมอยู่ข้างอาคารมองขบวนรถม้าหลายกลุ่ม และขบวนพ่อค้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากเมืองไปทีละขบวน

            ขบวนแรกเป็นรถม้าของสกุลจ้าวเป็นจ้าวเหออี้และผู้ติดตามราวสิบกว่าคน จากนั้นก็เป็นขบวนพ่อค้าส่วนอีกขบวนเป็นของคุณชายเย่า เขากำลังรอนางอยู่เช่นนั้นหรือ

            "ยามใดแล้ว" หลินหลานหรูเอ่ยใบหน้าไม่ปรากฏอารมณ์ใด

            "เพิ่งพ้นยามเหม่าขอรับ"ใบหน้าเฉิงอิ้นก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าคุณหนู

            ถึงตอนนี้หลินหลานหรูยังอยากยืนยันบางอย่าง"เจ้าแน่ใจใช่หรือไม่ วันที่เจ้าสังหารเย่าเสวี่ยเฟิ่งนอกจากที่เล่าให้ข้าฟัง พวกเจ้าไม่ได้เอ่ยสิ่งใดกันอีก"

            "ไม่มีขอรับ" เป็นจริงดังนั้นหากคุณชายเย่าผู้นี้ยังมีเรื่องอื่นปิดบัง เขาก็สุดจะรู้แล้ว

            หลินหลานหรูละสายตาจากขบวนรถม้าหน้าประตูเมืองเงยหน้าสบตาเฉิงอิ้นที่ซ่อนอยู่ในผ้าโปร่งอย่างค้นหาชั่วเวลาต่อมาจึงยุติความระแวงและความสงสัยทั้งหมดทั้งมวลลง พร้อมปิดตายมันนับจากนั้น"ข้าจะเชื่อเจ้า"

            จากนี้เย่าเสวี่ยเฟิ่งจะห่างจากสายตานางแล้วหากยังมีสิ่งใดค้างคาอยู่ อนาคตอาจเป็นปัญหา

            ส่วนเรื่องต่อจากนี้ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ทุกอย่างล้วนแต่เป็นความผิดของนางหากความไว้ใจที่มอบให้เขาครั้งนี้เป็นความผิดพลาด แม้ตายด้วยน้ำมือเขา นางก็จะไม่โทษเขาแต่อย่างใด

            การตัดสินใจครั้งนี้สำคัญนักดังนั้นแววตาของหลินหลานหรูยามมองเสวี่ยเฟิ่งจากมุมอาคารออกไปจึงเต็มไปด้วยความแน่วแน่ ขณะที่ใจกำลังคิด...คงเป็นความผิดข้าที่เผลอไว้ใจเจ้าจะไม่โทษผู้อื่นแต่อย่างใด

            "คุณหนูคิดดีแล้วหรือขอรับ"

            "ข้าไม่เปลี่ยนใจต่อให้ภายหลังต้องยืนอยู่บนกองไฟ ข้าก็จะไม่ยกเท้ากลับ"นางตัดสินใจไปแล้วจริงๆ

            เฉิงอิ้นมองผ่านผ้าโปร่งที่คาดปิดตาไปทางคุณชายเย่าหากวันข้างหน้าคุณชายผู้นี้ผิดสัญญาที่เคยให้ไว้ คิดหันคมกระบี่มาที่นางต่อให้คุณหนูไม่คิดสังหารคนผู้นี้ เขาก็ไม่ปล่อยไว้เช่นกัน

            "ไปกันเถอะ"หลินหลานหรูเดินนำเฉิงอิ้นออกจากมุมอาคาร

            นางรับกล่องขนมจากมือเฉิงอิ้นมาถือรอจนเดินเข้าใกล้ ค่อยเอ่ยเรียกเด็กหนุ่มด้วยใบหน้ายิ้มแย้มต่างจากก่อนหน้านั้นลิบลับ "คุณชายเย่า"

            เสวี่ยเฟิ่งหันหลังกลับตามเสียงเล็กอันแสนคุ้นหูหลินหลานหรูจึงยื่นกล่องขนมสองกล่องส่งไปให้ เอ่ยกับเขาต่ออีกว่า"ขออภัยที่ข้ามาช้าเจ้าค่ะ ขนมสองกล่องนี้ให้ท่านไว้กินระหว่างทางคงพอไถ่โทษที่ทำให้ท่านเสียเวลาได้กระมัง"

            เสวี่ยเฟิ่งยกมือลูบศีรษะหลินหลานหรูเบาๆก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอย่างที่สุด เป็นยิ้มที่เพียงนางเห็นยังรู้สึกกระตุกวาบในใจช่างงดงามร้ายกาจนัก

            แม้แต่น้ำเสียงยังอ่อนโยนจนหลินหลานหรูเผลอจ้องริมฝีปากของเขาขยับ"เด็กโง่ ข้าจะโทษเจ้าได้อย่างไร เดิมทียังกลัวว่าเจ้าจะไม่มาแค่ได้เห็นหน้าเจ้าก่อนไป ข้าก็ดีใจมากแล้ว"

            เสวี่ยเฟิ่งดีใจจริงๆเมื่อครู่พ้นยามเหม่าไปแล้ว แต่ไม่เห็นหลินหลานหรู ในใจเขาจึงอดเศร้าขึ้นมาไม่ได้

            เขาส่งกล่องขนมในมือให้ฉางหมิงถือ

            "คุณชายเจ้าคะ"หลินหลานหรูล้วงของอีกสิ่งออกจากอกเสื้อ "ป้ายคำสั่งนี้ ข้าคืนให้ท่าน"

            เสวี่ยเฟิ่งชะงักเล็กน้อยก่อนผลักมือนางกลับ "ป้ายคำสั่งนี้ ข้ายกมันให้เจ้า"

            "ข้าไม่ต้องการ"หลินหลานหรูตอบกลับทันควัน ป้ายคำสั่งนี้ใช้การอย่างไรนางยังไม่รู้อยู่กับนางคงเป็นได้แค่เศษเหล็กชิ้นหนึ่ง ทำประโยชน์ใดมิได้สู้ของของนางที่อยู่ในมือเขาก็ยังไม่ได้ "อีกอย่างข้าอยากได้หยกของข้าคืนจากท่าน"

            "หยกนี่หรือ?" เสวี่ยเฟิ่งล้วงหยกสลักดอกไม้ประหลาดสิบสองกลีบออกจากอกเสื้อบ้าง

            หลินหลานหรูยิ้มร่าทันทีทั้งชีวิตของนางขึ้นอยู่กับหยกชิ้นนี้ อำนาจสูงสุดอำนาจเดียวที่จะช่วยให้นางใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใครทว่ามือเล็กเอื้อมไปคว้ามา หยกนั่นกลับลอยสูงขึ้นยิ่งกว่าเดิม

            "เอ๊ะ คืนให้ข้า"หลินหลานหรูเอ่ยทวงของเสียงเครียด ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มบึ้งตึงขึ้นอย่างน่ารักเขย่งปลายเท้าหมายจะเอื้อมให้ถึง แต่กลับเป็นได้แค่ไอ้เตี้ยคิดเทียบเสาเรือน

            เสวี่ยเฟิ่งหัวเราะขบขัน "เหลยเมี่ยวบอกกับข้าว่าหยกชิ้นนี้สำคัญต่อเจ้ามาก"

            จริงแท้แน่นอนหลินหลานหรูพยักหน้าหงึกๆ เร่งให้เขาส่งหยกคืนให้นาง

            "เช่นนั้นก็ให้ข้าเก็บไว้แทนเจ้าดีหรือไม่"

            "จะบ้าหรือ!"หลินหลานหรูพลั้งปากเสียงสูง คนรอบข้างหันมองดังนั้นประโยคต่อมาจึงกดเสียงเอ่ยให้เบายิ่งกว่าเดิม"ท่านคืนหยกให้ข้าเถิดเจ้าค่ะ ข้าจำเป็นต้องใช้มันเลี้ยงชีพ"

            "เอาไว้เจ้ากลับเมืองหลวงเมื่อไรข้าจะคืนให้"

            "เสวี่ยเฟิ่ง!"นางโมโหแล้วจริงๆ

            เสวี่ยเฟิ่งอึ้งแต่อึ้งไปนิดเดียวก็หลุดหัวเราะ "หลานหลันข้าชอบให้เจ้าเรียกชื่อข้าเช่นนี้ยิ่ง"

            นั่นอย่างไร แต่นางไม่ชอบไม่เข้าใจหรือ

            "คุณชาย ท่านอย่าล้อข้าเล่นคืนหยกให้ข้า" หลินหลานหรูแทบอ้อนวอน

            เสวี่ยเฟิ่งขำจนจุกท้องถูกนางมองค้อนให้แล้วจึงหยุดล้อเล่น เอ่ยกับหลินหลานหรูอย่างจริงจังขึ้น"หลานหลัน ข้าให้ป้ายคำสั่งนี้แก่เจ้าเพราะคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่เจ้ามากกว่า ยามเดินทางกลับเมืองหลวงหากเกิดเรื่องใดไม่คาดฝัน เจ้ามีมันอยู่ในมือ ข้าจะได้วางใจ"

            หลินหลานหรูมองป้ายคำสั่งสีดำในมือเรื่องที่เสวี่ยเฟิ่งพูดมาก็ไม่ผิด หยกสลักของนางคงเรียกรวมกำลังคนมีฝีมือไม่ได้"แต่ข้า..."

            เสวี่ยเฟิ่งกล่าวขัด"เพียงหาอาคารที่มีสัญลักษณ์คล้ายเดียวกับป้ายเจ้าจะเรียกองครักษ์เงาของข้าได้ที่นั่น"

            กล่าวจบเขาก็ยิ้มให้นางเดินกลับไปที่รถม้า เลิกม่านหน้าประตูก่อนหิ้วกรงนกพิราบติดมือออกมาด้วย

            หลินหลานหรูมองอย่างฉงนเขาคิดอยากกินนกพิราบตุ๋นน้ำแดงหรือไร

            "ข้าให้เจ้าตัวหนึ่งรอเจ้าให้อาหารจนมันคุ้นชินค่อยปล่อยออกมา หลังข้าส่งข้อความให้เจ้าม้วนแรกจากนี้ทุกสิบวันข้าจะส่งม้วนที่สองไปถึงเจ้าเรื่อยๆ"

            หลินหลานหรูรับมาอย่างว่าง่ายภาพนกพิราบตุ๋นน้ำแดงในมโนแตกเป๊าะอย่างน่าเสียดาย

            "ข้าต้องไปแล้ว หลานหลันรักษาตัวด้วย"

            ชั่วขณะที่ได้ยินประโยคนี้ราวกับนางได้ยินอีกเสียงดังแทรกมาพร้อม เป็นประโยคที่ว่า 'ถิงถิง รักษาตัวด้วย' นั่นเอง

            น้ำเสียงนี้ช่างคุ้นหูนางนักแต่ไม่ว่าจะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ใดกระทั่งเขาขึ้นรถม้าไปแล้วนางยังไม่ทันสังเกต "ประเดี๋ยวเดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ!"

            หลินหลานหรูตะโกนไล่หลังนางวิ่งตามรถม้าไปได้หลายก้าว เสวี่ยเฟิ่งจึงสั่งสารถีให้หยุดรถม้า

            เสวี่ยเฟิ่งโผล่ศีรษะออกมาทางหน้าต่างสีหน้าแฝงไปด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะได้ยินหลินหลานหรูเอ่ยเสียงเหนื่อยหอบเล็กน้อย

            "ครั้งหนึ่งท่านตอบข้าว่า 'เคยพบข้ามาก่อน' หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ"

            เสวี่ยเฟิ่งนึกไปถึงเรื่องที่หลินหลานหรูบังคับให้เขาดื่มยาพูดความจริงจึงยิ้มพูดว่า "ก็หมายความตามที่พูด ข้าเคยเจอเจ้ามาก่อนอืม...ชาติก่อนกระมัง"

            เขากำลังล้อนางเล่น"ข้าจริงจังเจ้าค่ะ"

            "เอาไว้เจ้ากลับเมืองหลวงเมื่อไรข้าจะตอบคำถามเจ้า" ทันทีที่กล่าวจบก็เตรียมหมุนตัวกลับเข้ารถม้า

            "เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ"หลินหลานหรูล้วงขวดยาระงับพิษเย็นออกจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้เขาบนรถม้า"ยานี่ให้ท่าน ในนี้มีสิบสองเม็ด หากใช้หมดเมื่อไรต่อจากนี้อาการจะยิ่งรุนแรงขึ้น"

            นางหมายถึงยาระงับนี้คงใช้ไม่ได้ผลเรียกให้ถูกคือพิษเริ่มดื้อยาแล้วหากเขาคิดนำตัวยาไปวิเคราะห์แล้วทำขึ้นมาอีกหลายเม็ด ก็ไม่มีประโยชน์

            ทว่าเสวี่ยเฟิ่งไม่ได้คิดมากเหมือนนางเขารับมาด้วยรอยยิ้ม "ขอบใจเจ้า"

            ขบวนรถม้าตระกูลเย่าจึงเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองไปนับจากนั้น

            หลินหลานหรูหลุบตามองนกพิราบในกรงทำให้นึกไปถึงหน้าเจ้านายของมันได้ไม่ยาก จากนั้นใบหน้าเล็กก็เผยอมยิ้มออกมา

            เฉิงอิ้นยืนรออยู่ด้านหลัง

            หลินหลานหรูละสายตาจากนกพิราบถอนหายใจก่อนกล่าวกับเฉิงอิ้นว่า "ไปกันเถอะข้ายังต้องเตรียมแผนสำหรับสิบวันข้างหน้า"

            _____________________________

            [1] บะหมี่อิ๋นซือ คือบะหมี่ที่มีเส้นเล็กละเอียดราวกับเส้นใยเงิน

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    [New Life] อิสระของชีวิต

    [New Life] อิสระของชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    140K 171
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367