'หน้าตาถือว่าหล่อเหลาคมคาย ถึงแม้จะดูน้อยกว่านายหน้าเสือ แต่สายตาดูอบอุ่นเป็มิตรกว่า'ฟางหลินประเมิน
"ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ขออภัยด้วยนะเ้าคะ?"
พูดพร้อมกับยิ้มทำตาบ่องแบ้วสดใส มีรอยบุ๋มของลักยิ้มเล็กๆตรงแก้มฝั่งขวา ทำให้คนเห็น มองไม่รู้เบื่อ รู้สึกนึกรักและเอ็นดู
"คุณหนูมาคนเดียวหรือขอรับ บ่าวไปไหน"
"ข้าหนีออกมาคนเดียวหน่ะเ้าค่ะ"
"เป็เด็กเป็เล็กมาเดินอยู่คนเดียวได้ยังไง เดี๋ยวพวกข้าไปส่ง"
"ข้าไม่กลับนะเ้าค่ะ พวกท่านพาข้าไปทานอาหารได้ไหมเ้าค่ะ ข้าหิวกินยังไม่อิ่มท้องเลย"
"ได้" หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ไปอยู่ที่ร้านหนึ่ง พร้อมสั่งอาหารมา4-5 อย่าง กินไปคุยกันไปเริ่มสนิทคุ้นเคยกัน
"ข้าชื่อฟางหลิน แล้วพวกท่านล่ะ" ฟางหลินเริ่มไม่แสดงกิริยาอ่อนหวาน พูดมีหางเสียงบ้าง ไม่มีหางเสียงบ้างทั้งสองก็ไม่ได้ว่าอะไร
"ข้าอี้จง"
"ข้าเหวินฉิง"
"พวกท่านอายุมากกว่าข้า ข้าเรียกพวกท่านพี่ดีกว่านะเ้าคะ"
"ได้/ได้ พวกข้าก็อยากมีน้องสาว"
"พวกพี่เป็คนที่ไหน มาทำอะไรที่นี่เ้าคะ"
"พวกพี่เป็ทหารอยู่ในเมืองหลวง มาสำรวจป่า เพื่อรองรับเทศกาลล่าสัตว์อีก14วันข้างหน้า"
"แล้วพบความผิดปกติหรือไม่เ้าคะ"
"ไม่มี แต่ว่ายังสำรวจไม่ครบ "
"ต้องสำรวจทั้งหมดเลยหรือเ้าคะ"
"ใช่ ต้องสำรวจทั้งหมด"
"พื้นที่ป่าแห่งนั้น หวงห้ามหรือเ้าคะ?"
"ไม่ห้ามล่าสัตว์ เก็บสมุนไพร เก็บของป่า แต่ห้ามปลูกเรือนอาศัย และจะต้องงดขึ้นเขา่เทศกาลล่าสัตว์ของเหล่าราชวงศ์ ทำไมเ้าสนใจถามจัง"
"ข้าก็แค่อยากเรียนรู้เื่ทั่วๆไปบ้างเ้าค่ะ"
ฟางหลินแทบทรุด เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ชายทั้งสอง แต่ก็ยังดีที่รู้ก่อนที่จะเริ่มปรับปรุงเป็เรือนอยู่ถาวร ซื้อข้าวของเครื่องใช้ไปเก็บไว้ ต้องเริ่มหาที่อยู่ใหม่ซะแล้ว 'อยู่อีกสัก2-3คืนค่อยย้ายออกแล้วกัน"
"ข้าอิ่มแล้วข้าขอตัวก่อนแล้วกันนะเ้าคะ"
"พวกพี่ไปส่ง"
"เ้าค่ะ"พร้อมออกจากร้านมุ่งไปที่โรงเตี๊ยมเซี๊ยะ ทั้งสองส่งแค่บริเวณด้านหน้าโรงเตี๊ยมเท่านั้น
เช้าของวันใหม่ในเมืองเจียงเป่ย
"เป่าจง เ้าบอกมาซิ กระท่อมที่เราอยู่เป็ของใครอยู่มานานรึยัง"ฟางหลินถามเป็ชุด
"ข้าก็ไม่รู้พึ่งอยู่ได้หนึ่งเดือนก่อนเจอพี่นี่แหละ ข้าไปหาของป่าไปเจอเข้าไม่เห็นคนอยู่ข้าเลยพาน้องมาอยู่ด้วย"
" " ฟางหลินหมดคำจะกล่าวใด เหมือนโดนน็อคกลางอากาศ 'โชคดีที่โจรไม่ย้อนกลับมา'พลางครุ่นคิดแต่ก้อไม่ได้บอกน้องไป
จากที่จะซื้อผ้าห่มคนละผืนเหลือเพียง2ผืน(ไว้ห่ม1ผืน+ไว้ปูนอนอีก1ผืน)ฟางหลินเริ่มจดรายการที่จะซื้อเข้ากระท่อมเพื่ออาศัยต่อซักสองสามคืน
'แล้วจะขนไปยังไงหมด'
"เป่าจงปกติเขาขนของกันยังไง ไม่เห็นมีใครขนของพะรุงพะรังเลย"สังเกต่เดินสำรวจตลาด
เป่าจงเริ่มอธิบายเกี่ยวกับการใช้ถุงมิติกับแหวนมิติ พอรู้แล้วก็ไม่มีเงินซื้ออยู่ดี
"ถุงมิติกับแหวนมิติไว้เก็บของจะได้เคลื่อนย้ายได้สะดวก ผู้เป็เ้าของต้องทำสัญญาโดยหยดเืลงไป1หยด จะไม่สามารถยกให้ใครได้สิ่งของที่ใช้เก็บต้องไม่ใช่สิ่งมีชีวิตหรือศพของคน"
"ถุงมิติมีขนาดครึ่งหมู่(300ตารางเมตร) ราคา10ตำลึงทอง"
"แหวนมิติมีสองขนาด ,ขนาดหนึ่งหมู่(600ตารางเมตร) ราคา100ตำลึงทอง"
"แหวนไม่จำกัดขนาด ใส่ของได้ไม่จำกัด ราคา1000ตำลึงทอง"
มองถุงเงินตัวเอง'จ่ายค่าเรียนได้2คน ถุงมิติใบเดียว' คิดได้แต่ตัดใจ
"ม้าตัวเท่าไหร่?"
"พี่ขี่เป็หรือ แล้วเราจะขึ้นยังไง หัวเรายังไม่พ้นท้องม้าเลย ตัวล่ะ2ตำลึงเงินขอรับ"
ฟางหลินตกลงเลือกม้าเพื่อขนสัมภาระ และย่นระยะทางด้วย พอซื้อของที่จำเป็เสร็จแล้วมุ่งไปยังร้านขายม้า "ข้า้าม้า1ตัว" คนขายมองสำรวจหน้าทั้งสาม
"แล้วญาติพวกเ้าอยู่ไหนล่ะทำไมไม่มาด้วยกัน"
"พวกเขาเลือกของอยู่ด้านโน้น เขาให้ข้าเลือกเอง เพื่อสอนข้าขี่ม้า นี่เงิน2ตำลึง ท่านช่วยปรับที่บังคับม้าให้ด้วยนะเ้าคะและช่วยขนของและอุ้มน้องข้าไว้้าด้วยเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจูงไปหาท่านพ่อท่านแม่เ้าค่ะ"
หลังจากนั้นฟางหลินก็จูงม้ามายังต้นไม้ใหญ่ แล้วทำการปีนต้นไม้เพื่อลงมายังหลังม้า เลือกนั่งตรงกลางระหว่างจงหลินกับเป่าจงให้จงหลินอยู่ด้านหน้า เป่าจงอยู่ด้านหลังกอดเอวไว้ ให้จงหลินหันข้างกอดเอวเช่นกัน ก่อนจะควบม้าไปยังกระท่อมกลางป่า
พอมาถึงแทบทรุด เหลือไว้แต่รอยเผาไหม้
"ฮือ ฮือๆ ! กระท่อมอยู่ไหน ฮือๆ" จงหลินร้องไห้โฮ ,ส่วนเป่าจงน้ำตาไหลรินยกหนังมือขึ้นปาดน้ำตาโดยไม่ให้มีเสียง
ฟางหลิงอึ้งนิ่งไปพัก ก่อนจะตั้งสติได้ ปลอบน้องๆ แล้วพามายังโรงเตี๊ยมเดิม
บริเวณป่า ของวันก่อน
เหล่าองครักษ์เงาหลังจาก ได้รับคำสั่งจากท่านอ๋องหลงไท่หยาง ให้สำรวจพื้นที่บริเวณอื่นๆ นอกเหนือจากที่สำรวจไปแล้ว
ตอนเช้าหลังจากท่านอ๋องออกจากป่าก็เริ่มปฏิบัติการสำรวจไปทั่ว จนไปเจอกลับกระท่อมกลางป่า เข้าไปสำรวจเจอแต่ของใช้จำเป็ยามฉุกเฉิน เหมือนว่าเพิ่งออกไปได้ไม่นาน เข้าใจว่าพวกโจรอาศัยอยู่ ซุ่มอยู่จนยามซวี (19.00-20.59น.) คิดว่าพวกโจรคงหนีไปแล้ว จึงทำการเผาทำลายไม่เหลือแม้แต่ซาก ก่อนจะแยกย้ายกันออกจากบริเวณนั้นเพื่อรายงานท่านอ๋อง
ณ โรงเตี๊ยมเซี๊ยะ
ปลอบน้องอยู่พักใหญ่ จนหลับไป ฟางหลินยังคงนั่งอยู่โต๊ะกลางห้องพร้อมสมุดดินสอเพื่อวางแผนชีวิตต่อ
ถ้าเป็เหมือนตอนเป็สายลับอยู่ คงทิ้งทั้งสองไว้ไม่ดูดำดูดีแบบไร้ใจ
*ย้อนไปอดีตข้าวฟ่างอยู่กับตายายที่เมืองไทยจนอายุ3ขวบ ก็ย้ายไปอยู่อังกฤษมีชื่อว่าโซเฟีย ฝึกและเรียนหนักั้แ่อายุ3-12ปีได้ใบปริญญาหลายสาขาวิชา ,เริ่มทำงานอายุ13-15ปี หลังจากนั้นเริ่มเบื่อกับชีวิตที่เป็ อยากใช้ชีวิตปกติตามเกณฑ์ทั่วไป จึงขอพ่อมาอยู่กับตายาย ที่เปิดร้านอาหารอยู่เมืองไทย แต่ก้อทำงานให้พ่อด้วยเมื่อเป้าหมายอยู่แถบเอเชียเริ่มใช้ชีวิตมัธยมปลายและสอบเข้ามหาลัยเรียนคหกรรมศาสตร์ รู้สึกสนุกและมีความสุขเมื่อได้ร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนๆโดยไม่มีใครระแคะระคายเกี่ยวกับประวัติของเธอ้ เป็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งนั่นคือสิ่งที่เธอ้า*
ในเมื่อมาอยู่ในยุคนี้แล้ว ก็อยากละทิ้งอดีตใช้ชีวิตให้มีความสุขถ้าไม่จำเป็ก็ไม่อยากให้ใครรับรู้ความสามารถที่มี ฟางหลินเลือกที่จะใช้ชีวิตปกติธรรมดา
ฟางหลินตัดสินใจใช้เงิน10ตำลึงทองส่งน้องๆเข้าสถานศึกษาก่อนอันดับแรกแล้วค่อยหาซื้อที่ดินเพื่อตั้งถิ่นฐานยื้อเวลาอีกคงไม่ได้ ถ้าให้อยู่ด้วยคงไม่สามารถทำอะไรได้ถนัด....
"ไปส่งวันนี้เลยแล้วกันน่าจะถึงก่อนค่ำ"
"เป่าจง, จิงหลิน ตื่นเราต้องไปกันแล้ว"
***จากนั้นฟางหลินก้อได้ขี่ม้าไปส่งน้องๆที่สำนักศึกษาเขาหลิงซานและกอดร่ำลากันสักพัก***
กลับมาถึงโรงเตี๊ยมก็ยามเซิน(15.00-16.59น.) อาบน้ำเพื่อเดินหาของกินตลาดยามเย็นเพื่อผ่อนคลาย ก่อนจะเริ่มต้นอย่างจริงจังสักที
ฟางหลินเดินดูโน่นดูนี่ เข้าร้านโน้นออกร้านนี้ได้ขนมมาหลายอย่าง เสร็จแล้วไปนั่งใต้ต้นไม้ริมสระบัวห่างจากชุมชน ระยะหนึ่ง นั่งกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่คำนึงถึงภัยเงียบ
"ไง กระต่ายน้อย"ทักทายเสร็จพร้อมยักคิ้วหลิ่วตา ฟางหลินไม่ได้รับรู้ถึงฝีเท้าเลยแสดงว่าเขาอันตรายกว่าที่คิดเยอะ
"ในที่สุด เปิ่นหวางก็เจอเ้าจนได้ อย่าได้คิดหนี!!" เขาจงใจใช้คำว่าเปิ่นหวางแทนตัวเองเพื่อข่มขู่ แต่เขาไม่รู้ว่าฟางหลินจงใจไม่รู้ความหมาย
"คือข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะเ้าคะ"พูดพร้อมกับหาลู่ทางหนี ขณะที่หลงไท่หยาง ย่างเท้าก้าวเข้ามาเรื่อยๆ
'เขาคงไม่ทำอะไรเด็กหรอกมั้ง'พลางคิดในแง่ดีเพื่อหาหนทางรอด