ร่างบอบบางที่นอนหลับตานิ่งอยู่บนเตียงมาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น ภาพเบื้องหน้าดูไม่แจ่มชัดจนหญิงสาวต้องหลับตาลงอีกครั้งแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่อีกรอบจนเห็นภาพเบื้องหน้าได้ชัดเจนขึ้น
“โอ๊ย...”เสียงหวานใสที่เปล่งออกมาปลุกให้คนที่นั่งฟุบหน้าหลับกับโต๊ะอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นในทันที
“ฮูหยิน! ท่านฟื้นแล้ว ขอบคุณ์ที่เมตตา”
ฮูหยินอะไร ใครชื่อฮูหยินอย่างนั้นเหรอโอ๊ย...ปวดหัวจังเลย
หยางซูจิงยกมือข้างหนึ่งขึ้นทุบที่ศีรษะตัวเองแล้วก็ต้องร้องครางออกมาด้วยความเจ็บจนน้ำตาแทบไหล
“โอ๊ย! เจ็บ...”
“ฮูหยิน! ท่านทุบแผลที่ศีรษะทำไมกันเ้าคะ”
เสียงร้องถามพร้อมกับมีมือมาคว้าข้อมือของเธอไว้ทำให้ซูจิงต้องหันหน้าไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตามึนงง
“คุณเป็ใคร”
“ฮูหยิน...ท่านจำบ่าวไม่ได้หรือเ้าคะ”
ซูจิงมองผู้หญิงแปลกหน้าที่กำลังทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ใส่เธออย่างงุนงงหญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บตรงบริเวณศีรษะก่อนจะพยายามนึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอกันแน่
ใช่แล้ว! เธอเกิดอุบัติเหตุถูกท่อนไม้หล่นใส่ตัวจนสลบไปถ้าเช่นนั้นที่นี่ก็คงเป็โรงพยาบาล แล้วผู้หญิงคนนี้ก็น่าจะเป็นางพยาบาลกระมัง
ซูจิงคิดสรุปเอาเอง แม้ว่าสภาพแวดล้อมกับการแต่งกายของผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้จะดูไม่ค่อยเข้ากับสิ่งที่คิดสักเท่าไรนักก็ตาม
“คุณเป็นางพยาบาลใช่ไหมคะที่นี่คือโรงพยาบาลอะไรเหรอ ทำไมการตกแต่งห้องถึงดูเหมือนในหนังสมัยโบราณที่ฉันเคยดูเลยล่ะคะ”
“ท่านพูดอะไรเ้าคะฮูหยิน บ่าวฟังไม่เข้าใจเลย”
“โอ๊ย...ปวดหัวจัง” เธอยกมือขึ้นกุมหัวตัวเองก่อนเอ่ยร้องขออีกฝ่ายว่า “ฉันขอใช้โทรศัพท์หน่อยได้ไหมคะ ฉันจะโทรหาสามีให้...” ซูจิงหยุดพูดทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่าได้หย่าขาดจากเจียงเล่อไปแล้วหญิงสาวกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอเอาไว้ แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า“ไม่ต้องแล้วค่ะ ฉัน...ไม่มีสามี...”
“นี่ฮูหยินสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือเ้าคะถึงได้ลืมว่าท่านแต่งงานกับท่านรองแม่ทัพโจวแล้ว”
น้ำตาที่เกือบจะหยดพลันเหือดแห้งไปในทันทีเมื่ออารมณ์โศกเศร้าถูกขัดจังหวะด้วยคำพูดอันน่าใเช่นนี้หยางซูจิงจ้องหน้าคนพูดเหมือนเห็นตัวประหลาด ก่อนจะแกล้งหัวเราะแห้งๆออกมาพร้อมกล่าวว่า
“คุณพยาบาลมีอารมณ์ขันดีนะคะแต่อย่าล้อเล่นแบบนี้เลย ฉันไม่ขำด้วยหรอกค่ะ”
“นี่ฮูหยินก็จำบ่าวไม่ได้อีกคนแล้วหรือเ้าคะข้าน้อยไป๋ลู่...เป็บ่าวรับใช้คนสนิทของฮูหยินอย่างไรเล่าเ้าคะ”สาวใช้หน้าตาหมดจดบอกด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
“ไป๋ลู่?” ซูจิงชี้นิ้วไปที่อีกฝ่ายแล้วหันปลายนิ้วกลับมาชี้ที่ตัวเองต่อ “ฮูหยิน?”
“เ้าค่ะ”
“นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย ฉันชื่อหยางซูจิงไม่ใช่ฮูเหยินฮูหยินบ้าอะไรทั้งนั้นแล้วนี่ที่ไหนกันแน่ ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่แปลกๆ แบบนี้แทนที่จะเป็โรงพยาบาลกันฮะ”หญิงสาวโวยวายพลางลุกออกจากเตียง ทว่าร่างกายที่ยังอ่อนแออยู่ทำให้เกิดอาการเซจนเกือบล้มแต่โชคดีที่สาวใช้นามว่าไป๋ลู่เดินปรี่เข้ามาช่วยประคองเอาไว้ได้ทันเสียก่อน
“ฮูหยิน! ท่านอย่าเพิ่งลุกเลยเ้าค่ะ ท่านเพิ่งฟื้นขึ้นมาหลังจากที่หลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆร่างกายจึงยังอ่อนแออยู่มากนัก”
“ปล่อย...” ซูจิงผลักอีกฝ่ายออกห่างด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเธอยืนหอบหายใจแรง หน้านิ่วด้วยความเจ็บเพราะะเืาแที่ศีรษะซึ่งมีผ้าสีขาวพันรอบหัวของเธอเอาไว้อยู่หญิงสาวกวาดตามองไปรอบกายด้วยความรู้สึกหวาดกลัว เนื่องจากไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอกันแน่
“ฮูหยิน...” ไป๋ลู่พยายามจะเข้าหา แต่ซูจิงก้าวเท้าถอยหนี
“อย่ามาจับฉันนะ! เลิกล้อเล่นบ้าๆ แบบนี้กับฉันเสียที บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ใครพาฉันมา หรือว่า...ที่นี่คือโรงพยาบาลบ้า”เธอเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนกกับสิ่งที่คิด “นี่...นี่ฉันเสียใจมากจนเป็บ้าไปเลยเหรอถึงได้ถูกส่งตัวมาที่แบบนี้”
อาการคลุ้มคลั่งของนายสาวสร้างความใให้แก่สาวใช้เป็อย่างมากไป๋ลู่หน้าซีดและยืนอึ้งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะได้สติว่าควรทำเช่นไร
“ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องรีบไปตามนายหญิงมาดูอาการของฮูหยินโดยเร็วนายหญิงจะได้สั่งให้คนไปตามท่านหมอมา”
หยางซูจิงหยุดชะงักเมื่อได้ยินคำว่าหมอจากอีกฝ่ายหญิงสาวคิดเพ้อไปเองว่าไป๋ลู่จะไปตามหมอมาฉีดยานอนหลับให้เธอเหมือนที่เคยดูในหนังเธอจึงตัดสินใจวิ่งหนีออกจากห้องไปทันที
“ฮูหยิน! อย่าออกไปเ้าค่ะ”สาวใช้เห็นเข้าก็ใรีบวิ่งตามออกไปเช่นกัน
หยางซูจิงวิ่งหนีเตลิดออกจากห้องนอนผ่านห้องโถงใหญ่ออกไปสู่ลานดินกว้างที่หน้าพำนักร่างบางหยุดชะงักยืนอยู่กับที่พลางยกมือขึ้นบังแสงแดดอันแรงกล้า
หญิงสาวกวาดตามองไปรอบตัวด้วยความสงสัยบรรยากาศและสถานที่เบื้องหน้าให้ความรู้สึกเหมือนเธอกำลังอยู่ในบ้านแบบสมัยโบราณไม่มีผิด
“ฮูหยิน”
“บ้าจริง! จะตามมาทำไมเนี่ย” ซูจิงสบถอย่างหัวเสียก่อนจะออกวิ่งอีกครั้งไปตามทางที่เห็นในครั้งแรก
“พวกเ้า! ช่วยกันจับตัวฮูหยินเอาไว้เร็วเข้า” ไป๋ลู่ะโบอกบ่าวไพร่ที่เดินผ่านมารวมถึงพวกที่ทำงานอยู่ตรงบริเวณนั้นพอดี
“อย่านะ! อย่าเข้ามานะ” ซูจิงวิ่งหลบหลีกจากการวิ่งไล่ต้อนจับของบรรดาบ่าวไพร่พัลวันหญิงสาวทั้งผลักและถีบคนที่เข้ามาจับตัวเธออย่างเอาเป็เอาตาย แต่เรี่ยวแรงของคนที่เพิ่งฟื้นจากอาการาเ็นั้นมีน้อยเพียงครู่เดียวเธอก็ถูกสาวใช้สองนางจับแขนเอาไว้คนละข้างได้สำเร็จ
“ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ฉันไม่ได้บ้านะไม่ได้บ้าเข้าใจไหม” ซูจิงกรีดร้องพลางทรุดตัวลงนั่งที่พื้นอย่างหมดแรงลมหายใจหอบถี่ด้วยความเหนื่อยจัด
“เกิดเื่อันใดขึ้น”เสียงทรงอำนาจเสียงหนึ่งดังขึ้น ทำเอาทุกคนต่างนิ่งสงบและยืนในท่าสำรวมส่วนสาวใช้สองนางที่จับตัวซูจิงไว้นั้นก็รีบปล่อยแล้วก้าวถอยหลังไปยืนรวมกับบ่าวไพร่คนอื่นๆ
หยางซูจิงที่ยังนั่งเหนื่อยหอบอยู่ที่พื้นเหลือบตาขึ้นมองไปยังทิศทางของเสียงภาพเบื้องหน้าที่เห็นทำเอาหญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงอีกครั้งเมื่อเห็นหญิงวัยกลางคนสองคนเดินตรงมาหาเธอด้วยเครื่องแต่งกายสมัยโบราณ
ซูจิงกะพริบตาปริบๆ แล้วหันหน้ามองไปรอบตัวอย่างสับสนเพราะทุกคนที่ยืนรายล้อมรอบตัวเธออยู่นั้นล้วนแต่งกายด้วยชุดสมัยโบราณแทบทั้งสิ้น
นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ยทำไมทุกคนต้องแต่งตัวแบบนี้ แล้วสถานที่แห่งนี้อีกมันคือที่ไหนกันแน่มันอยู่ตรงส่วนไหนของปักกิ่งอย่างนั้นเหรอ ใครพอจะบอกเธอได้บ้าง
หญิงสาวคิดอยู่ในใจด้วยความท้อแท้เธอมองหญิงสูงวัยในชุดสีเทาเข้มที่เดินนำหน้าบ่าวรับใช้มาเขม็ง ผู้หญิงคนนี้หน้าตาดูอิ่มเอิบแววตาดูใจดี เส้นผมสีดำแซมสีขาวของท่านถูกมวยขึ้นสูงแล้วเสียบด้วยปิ่นปักผมที่ทำจากหยกชั้นดีบนลำคอและข้อมือมีเครื่องประดับอันมีค่าสวมใส่อยู่ ท่าทางดูภูมิฐานซึ่งเดาได้ในทันทีว่าคงเป็เ้านายของคนเหล่านี้เป็แน่
“จินเอ๋อร์...เหตุใดเ้าถึงมานั่งอยู่ตรงนี้กันเล่า”เสียงทรงอำนาจที่แฝงแววเอื้อเอ็นดูกล่าวขึ้นด้วยความสงสัยที่เห็นลูกสะใภ้คนโปรดของตนมานั่งหมดสภาพอยู่ตรงนี้ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ตอบ มิหนำซ้ำยังเอาแต่จ้องหน้าท่านเหมือนไม่เคยเห็นกันมาก่อนอีกทำให้นายหญิงเฒ่าแห่งสกุลโจวต้องหันไปถามเอากับบ่าวรับใช้คนสนิทของลูกสะใภ้แทน“ไป๋ลู่...เกิดอะไรขึ้น”
ไป๋ลู่เดินมาหยุดยืนที่เบื้องหน้าของนายหญิงเฒ่าด้วยท่าทีที่สำรวมแล้วกล่าวรายงานตามความจริงว่า
“ฮูหยินฟื้นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้เลยเ้าค่ะ แถมยังพูดจาแปลกประหลาดอีกด้วยจนเกิดอาการคลุ้มคลั่งจึงวิ่งหนีออกมาจากเรือน บ่าวเลยให้พวกบ่าวไพร่ช่วยกันจับตัวฮูหยินเอาไว้เ้าค่ะ”
“จำอะไรไม่ได้เลยงั้นรึ”
“เ้าค่ะ จำไม่ได้แม้กระทั่ง...เอ่อ...แต่งงานกับนายท่านตงจวินแล้ว”สาวใช้ตอบเสียงอ้อมแอ้ม
“โธ่...จินเอ๋อร์ของข้า” นายหญิงเฒ่ามองลูกสะใภ้ด้วยความสงสารก่อนจะเดินเข้าไปหาแล้วประคองร่างบางให้ลุกขึ้นยืน และกล่าวปลอบอย่างเห็นใจว่า“เ้าคงเสียใจมากจนอยากลืมสิ้นทุกสิ่งสินะ ข้าสงสารเ้าเหลือเกิน แต่วาสนาคนเรามิอาจกำหนดได้ถึงแม้ตอนนี้อนุหลี่จะตั้งท้องก่อนเ้า แต่ในภายภาคหน้าเ้าก็มีสิทธิ์ตั้งท้องได้เช่นกันฉะนั้นเ้าอย่าได้เสียใจไปเลย”
หยางซูจิงนิ่งฟังไม่พูดอะไรเพราะสมองของเธอตอนนี้มันตื้อไปหมดแล้ว เธอสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งผู้คนและสภาพแวดล้อมที่แปลกประหลาดจนตอนนี้หญิงสาวอยากอยู่คนเดียวเพื่อมีเวลาคิดทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
“ฉันอยากอยู่คนเดียว” เธอพูดพึมพำออกไป
“ได้” นายหญิงเฒ่าตอบก่อนจะหันไปสั่งกับไป๋ลู่ว่า “ไป๋ลู่...เ้าพาฮูหยินของเ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด แล้วข้าจะให้คนไปตามท่านหมอมาดูอาการของนางในภายหลังแล้วก็...เื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ห้ามใครพูดอีกเด็ดขาด ถ้าข้ารู้ว่ามีใครพูดให้ฮูหยินเสียหายละก็ข้าจะสั่งโบยมันทันที” นายหญิงเฒ่าสั่งเสียงกร้าว เหล่าบ่าวไพร่จึงรีบตอบรับคำสั่งของท่านในทันที
ซูจิงเดินตามสาวใช้คนสนิทที่เข้ามาประคองพาเดินออกไปโดยดีก่อนไปหญิงสาวสบตากับหญิงชราอยู่ครู่หนึ่ง สายตาห่วงใยของท่านทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้นอย่างประหลาดเพราะรู้สึกได้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เธอก็จะสามารถพึ่งพาท่านได้อย่างแน่นอน
หยางซูจิงถอนหายใจยาว แล้วมองไปทางเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่หวาดหวั่นใจยิ่งนัก