ความมืดสนิท...
ไม่มีเสียง ไม่มีแสง ไม่มีความเ็ปใดๆ มีเพียงความว่างเปล่าอันไร้ก้นบึ้งที่กดทับอยู่เหนือห้วงสำนึก ราวกับน้ำหนักของมหาสมุทรทั้งใบที่ทับถมลงมา
ข้า... ตายแล้วอย่างนั้นรบหรือ
ความคิดนั้นลอยเด่นขึ้นมาอย่างเงียบงัน ไม่มีความตื่นตระหนก ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความยอมรับอันเ็าดุจใบมีดผ่าตัด
กู่ฉางเซิงจำเหตุการณ์ทึ่อยู่ในความทรงจำได้ดี ห้องผ่าตัดฉุกเฉินในเวลาตีสาม คืนที่เขาต้องตรากตรำทำงานติดต่อกันยาวนานกว่าสามสิบชั่วโมง มือที่สั่นเทาจากความเหนื่อยล้าเกินขีดจำกัดของมนุษย์ และเสียงสัญญาณชีพจรของเครื่องวัดการเต้นของหัวใจที่ดังแ่ลงเรื่อยๆ จนกลายเป็เส้นตรงยาว... ทว่าเสียงสุดท้ายนั้นจะเป็ของคนไข้บนเตียง หรือเป็เสียงจากร่างของตัวเขาเองกันแน่ เขาก็ไม่อาจแยกแยะได้อีกต่อไป
แพทย์หนุ่มวัยสามสิบสองปี ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและเภสัชชีวโมเลกุลแห่งโรงพยาบาลชั้นนำในนครเซี่ยงไฮ้ ได้จบชีวิตลงอย่างเงียบงันบนพื้นกระเบื้องอันเย็นเยียบเพียงลำพัง
ถ้าเช่นนั้น... เหตุใดข้าจึงยังคงมีความรู้สึกนึกคิดอยู่เล่า
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาตามรอยแตกของฝาผนังดินดิบ
กู่ฉางเซิงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานฟางเก่าคร่ำคร่าที่มีรอยรั่วเป็จุดๆ แสงอรุณรอนลอดผ่านลงมาเป็ลำแสงสีทองเห็นละอองฝุ่นม้วนตัว กลิ่นอายดินชื้นและควันฟืนลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เขาพยายามหยัดกายลุกขึ้นนั่ง
และสิ่งทึ่เกิดขึ้นต่อมาก็ทำให้เขาต้องแข็งทื่อไปทั้งร่าง
ข้อมือที่ยกขึ้นมาตรงหน้ากลับกลายเป็ข้อมือของชายชรา เส้นเอ็นปูดโปนขึ้นมาราวกับรากไม้แห้ง ิัเหี่ยวย่นซ้อนทับกันเป็ชั้นๆ จุดกระสีน้ำตาลแห่งความชรากระจายอยู่ทั่วหลังมือ เส้นเืดำขอดเป็ปมหนาพาดยาวไปจนถึงข้อศอก
กู่ฉางเซิงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ขยับนิ้วมือเพื่อทดสอบการตอบสนองของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
ช้ามาก... แรงบีบแทบไม่มี อาการเช่นนี้คือภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบจากการขาดโปรตีนและสารอาหารเป็เวลานาน ประกอบกับวัยที่ชราภาพ
สัญชาตญาณของหมอผู้เชี่ยวชาญปลุกตัวเขาให้ตื่นขึ้นทันทีโดยไม่ต้องมีใครสั่ง เขาเริ่มสำรวจร่างกายใหม่อย่างเป็ระบบและละเอียดถี่ถ้วน ราวกับกำลังตรวจคนไข้ในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU)
การลุกขึ้นนั่งเป็ไปด้วยความยากลำบาก แผ่นหลังแข็งทื่อ กระดูกสันหลังส่งเสียงลั่นกร็อบแกร็บติดต่อกันหลายครั้ง กู่ฉางเซิงกัดฟันฝืนทนต่อความเ็ป พยุงร่างขึ้นมาจนนั่งได้สำเร็จ เขากวาดสายตามองไปรอบกระท่อมดินหลังเล็กที่เรียกได้ว่าขาดแคลนไปเสียทุกสิ่ง มีเพียงเสื่อฟางผุๆ โอ่งน้ำดินเผาขนาดเล็กที่แห้งขอดจนเกือบว่างเปล่า กระถางดินสองสามใบ และผ้าห่มขาดวิ่นที่ผ่านการซักจนเนื้อผ้าเปื่อยยุ่ย
ที่มุมห้องอันมืดสลัว มีเศษกระจกแตกแผ่นเล็กถูกผูกติดกับเสาไม้ด้วยเชือกฟาง
เขาค่อยๆ คืบคลานเข้าไปหามัน
ใบหน้าที่สะท้อนออกมาจากรอยร้าวของกระจกทำเอากู่ฉางเซิงถึงกับชะงักงันและหยุดหายใจไปชั่วขณะ
นั่นคือชายชราที่มีอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบปี ผิวพรรณหยาบกร้านแห้งผากราวกับเปลือกไม้ผุ เส้นผมสีขาวโพลนยุ่งเหยิงไม่เป็ทรง โหนกแก้มสูงแหลมเพราะความผอมโซ แก้มสองข้างตอบลึก ริมฝีปากแห้งแตกจนเป็ขุย ดวงตาสีดำสนิทที่ถูกหนังตาหย่อนยานบดบังไปกึ่งหนึ่ง ทว่าภายในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น กลับมีประกายแสงบางอย่างที่เจิดจ้าและแน่วแน่ แสงแห่งสติปัญญาที่ร่างกายอันทรุดโทรมนี้ไม่ควรจะมี
หกสิบปี... ร่างนี้มีสภาพเสื่อมโทรมถึงเพียงนี้เชียวหรือ ดีไม่ดีอายุขัยจริงอาจมากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ
กู่ฉางเซิงขยับกายถอยหลัง นั่งขัดสมาธิ และเริ่มกระบวนการที่เขาเชี่ยวชาญที่สุดในชีวิต
นั่นคือ... การวินิจฉัยโรค
เขาหลับตาลงและรวบรวมสมาธิให้แน่วแน่
เขารับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในร่างกายใหม่นี้ มีกระแสพลังงานชนิดหนึ่งไหลเวียนอยู่ในเส้นทางที่วิชากายวิภาคศาสตร์ของโลกเก่าไม่เคยบันทึกไว้ มันไม่ใช่กระแสเื ไม่ใช่กระแสประสาท หากแต่มันมีอยู่จริง เป็ความอบอุ่นสายเล็กๆ ที่โคจรอยู่ตามจุดชีพจรลึกภายในร่าง
ลมปราณ... อย่างนั้นรึ
ฉับพลันนั้น ความทรงจำของร่างเดิมก็ค่อยๆ ไหลซึมเข้ามาในหัวทีละน้อย ประหนึ่งน้ำที่ซึมผ่านผ้าเก่าขาด ชายชราผู้นี้มีนามว่า "กู่ฉางเซิง" เป็เพียงชาวบ้านยากไร้ในหมู่บ้านชิงหยาน ครั้งหนึ่งเคยมีภรรยาและบุตรสาวตัวน้อย ทว่าทั้งสองกลับต้องจบชีวิตลงด้วยโรคระบาดเมื่อสิบปีก่อน นับั้แ่นั้นมา ชายชราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง รับจ้างทำไร่ไถนาบ้าง ออกไปเก็บสมุนไพรป่ามาประทังชีวิตบ้าง แทบไม่มีวันใดที่ได้อิ่มท้อง
และที่ย่ำแย่ไปกว่านั้น ชายแก่ผู้นี้มีพร์ในการฝึกปรือลมปราณเป็ศูนย์ หากกล่าวตามภาษาของโลกนี้ก็คือ "ผู้มีเส้นลมปราณตื้นเขินจนแทบจะนับเป็คนธรรมดาที่ต่ำต้อยที่สุด"
ย่ำแย่เสียจริง กู่ฉางเซิงคิดในใจ แต่ใบหน้ากลับไม่มีแววตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
เขาเริ่มวิเคราะห์อย่างเป็ระบบ นำความรู้ทางการแพทย์ที่ฝังลึกอยู่ในหัวสมองนับสิบปีมาแปรผลจากความรู้สึกของร่างกายชรานี้
ประการที่หนึ่ง — ระบบหัวใจและหลอดเืเขาวางนิ้วชี้และนิ้วกลางลงบนชีพจรที่ข้อมือ ตรวจสอบการเต้นของหัวใจชีพจรเต้นแ่เบา ความเร็วเพียง 58 ครั้งต่อนาที ทั้งยังขาดความสม่ำเสมอ มีการหยุดชะงักเป็จังหวะในทุกๆ สิบห้าถึงยี่สิบครั้ง นี่คืออาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) ในระยะเริ่มต้น ประกอบกับผนังหลอดเืแดงที่แข็งตัวและขาดความยืดหยุ่น (Atherosclerosis) ในระดับปานกลาง
ประการที่สอง — ระบบทางเดินหายใจเขา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วตั้งใจฟังเสียงภายในทรวงอกมีเสียงหวีดแ่เบาที่ปอดข้างซ้าย คาดว่าน่าจะเป็การสะสมของพังผืดจากการตรากตรำทำงานกลางแจ้งท่ามกลางฝุ่นควันมานานหลายสิบปี กำลังการทำงานของปอดลดลงไปราวสี่สิบเปอร์เซ็นต์จากค่ามาตรฐาน
ประการที่สาม — ระบบกล้ามเนื้อและกระดูกเขาลองยันกายยืนขึ้นพ้นจากพื้นข้อเข่าทั้งสองข้างส่งสัญญาณความเ็ปขึ้นมาทันที มันคืออาการที่เขาคุ้นเคยดี กระดูกอ่อนในข้อเข่าสึกหรอจนบางเฉียบ ทำให้กระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งเสียดสีกันโดยตรง ส่วนแผ่นหลัง่ล่างยึดเกร็งเนื่องจากหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมสภาพหากเป็ในโลกเก่า ร่างกายสภาพนี้คือผู้ป่วยที่ต้องนอนพักฟื้นในสถานพยาบาลอย่างน้อยสามเดือน
ประการที่สี่ — ระบบภูมิคุ้มกันกู่ฉางเซิงก้มมองท่อนแขนของตน าแเก่าและรอยขีดข่วนจากการทำงานในอดีตยังมีบางจุดที่ไม่ประสานตัว ซึ่งถือว่าหายช้ากว่าปกติมากนี่คือภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ระดับโปรตีนในเืต่ำ ขาดวิตามินซี ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เพียงในระดับต่ำสุดเพื่อประคองชีวิต
เขานิ่งงันอยู่กับผลวินิจฉัยทั้งหมดนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ทว่าในวินาทีต่อมา มุมปากของชายชรากลับยกขึ้นเป็รอยยิ้มบาง
ห้าโรค สิบอาการ ร่างกายพังทลายถึงเพียงนี้... แต่ก็ยังไม่ถึงแก่ความตาย
ในโลกก่อน กู่ฉางเซิงเคยพบเจอผู้ป่วยที่แพทย์คนอื่นส่ายหน้าและตราหน้าว่าหมดทางเยียวยามานับไม่ถ้วน แต่เขาก็ยังสามารถฉุดพวกเขากลับมาจากประตูนรกได้ แม้จะไม่ใช่ทุกคน แต่ก็มากพอที่จะทำให้เขาตระหนักว่า ร่างกายของมนุษย์มีกลไกในการฟื้นฟูตัวเองที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่ง ขอเพียงได้รับสิ่งที่้าอย่างถูกต้องและแม่นยำ
และในตอนนี้ เขามีสิ่งพิเศษที่โลกเก่าไม่มี
นั่นคือ... ลมปราณ
เขาพยายามรวบรวมพลังงานอันแ่บางที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง ดึงรั้งพวกมันให้มาประจบกันที่ฝ่ามือ
มันน้อยนิดเหลือเกิน... น้อยจนดูน่าเวทนา ประหนึ่งน้ำที่เหลือติดก้นขวด ทว่ามันกลับตอบสนองและเคลื่อนไหวไปตามเจตนารมณ์ของเขา
มีเท่านี้ก็ยังดีกว่าไม่มีสิ่งใดเลย
กู่ฉางเซิงนึกถึงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เขาคุ้นเคยที่สุด ทฤษฎีเซลล์ชีวภาพ (Cell Biology) ร่างกายของมนุษย์ประกอบขึ้นจากเซลล์ประมาณสามสิบเจ็ดล้านล้านเซลล์ ซึ่งแต่ละเซลล์ล้วนมีอายุขัยของตนเอง ตับจะสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนในทุกๆ หนึ่งร้อยห้าสิบวัน กระดูกจะรีเซ็ตตัวเองทุกสิบปี เซลล์ิัจะผลัดเปลี่ยนทุกสองถึงสี่สัปดาห์
ปัญหาหลักคือเมื่ออายุมากขึ้น กระบวนการจำลองตัวเองของดีเอ็นเอในเซลล์จะเริ่มเกิดความผิดพลาด "เทโลเมียร์" (Telomere) ที่อยู่ตรงปลายของโครโมโซมจะสั้นลงเรื่อยๆ เปรียบเสมือนปลอกพลาสติกที่ปลายเชือกรองเท้าที่หลุดออก เมื่อเทโลเมียร์หมดลง เซลล์จะหยุดการแบ่งตัวและเข้าสู่สภาวะเสื่อมสลาย
ทว่าหากมีสิ่งใดที่สามารถยืดความยาวของเทโลเมียร์ได้เล่า...
สมุนไพริญญาบางชนิดในโลกนี้ อาจมีโครงสร้างโมเลกุลที่ทำหน้าที่นั้นได้
กู่ฉางเซิงระงับความคิดนั้นไว้ก่อน ขั้นตอนนั้นยังอยู่อีกไกลนัก ในเวลานี้มีสิ่งเร่งด่วนกว่าที่ต้องจัดการ
เสียงท้องร้องโครกคราวดังขึ้นเตือนสติ
เขาค่อยๆ พยุงร่างเดินออกจากกระท่อมดินอย่างเชื่องช้า ขาแต่ละก้าวต้องใช้สมาธิอย่างสูงในการควบคุมเพื่อไม่ให้ข้อเข่าทรุดฮวบลงไป
บรรยากาศของหมู่บ้านชิงหยานในยามอรุณรุ่ง เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำค้างบนยอดหญ้า ควันไฟลอยโขมงจากเตาหุงหาอาหารของบ้านใกล้เรือนเคียง เสียงไก่ขันประสานเสียง และเสียงเด็กๆ วิ่งเล่น ชาวบ้านบางส่วนเริ่มออกไปทำไร่ไถนาแต่เช้าตรู่ เมื่อเดินผ่านกระท่อมร้างต่างก็พากันเมินเฉย ไม่มีใครให้ความสนใจกับ "ตาแก่กู่" ผู้ไร้ค่าเลยแม้แต่น้อย
ความทรงจำของร่างเดิมบ่งบอกว่านี่คือเื่ปกติธรรมดา เพราะกู่ฉางเซิงในอดีตคือบุคคลที่คนในหมู่บ้านพากันลืมเลือนไปนานแล้ว
ทว่ากู่ฉางเซิงในิญญาดวงใหม่กลับเฝ้ามองภาพเ่าั้ด้วยความสงบ
บ้านเรือนสร้างจากดินผสมไม้ไผ่ ถนนดินลูกรังสีแดง บ่อน้ำเก่าแก่ใจกลางหมู่บ้าน ต้นไม้ใหญ่ที่ผู้คนมักมานั่งพักผ่อนหลบแดด และตลาดเช้าขนาดเล็กที่มีเพียงแผงขายผักป่ากับปลาแห้ง...
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาในยามนี้กลับไม่ใช่สิ่งเ่าั้
หากแต่เป็กลุ่มชาวบ้านสิบกว่าคนที่ยืนรวมตัวกันอยู่ที่ปากตรอก ล้อมรอบบ้านหลังหนึ่งที่มีผ้าขาวผูกไว้ที่บานประตู เสียงร้องไห้คร่ำครวญปานจะขาดใจแว่วลอยมาตามสายลม
มีคนกำลังจะตาย
กู่ฉางเซิงก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้
"ช้าก่อน อย่าได้เข้ามาวุ่นวาย"
ชายหนุ่มร่างกำยำผู้หนึ่งกางแขนออกขวางทางเอาไว้ พลางมองมาที่กู่ฉางเซิงด้วยสายตาไม่เป็มิตร "ตาแก่กู่ มามุงดูสิ่งใด บ้านของเขากำลังมีทุกข์หนัก"
"ผู้ใดป่วย" กู่ฉางเซิงเอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือตามสภาพของร่างชรา ซึ่งเป็เสียงที่เขาเองก็ยังไม่คุ้นชิน ทว่าแววตากลับนิ่งสงบ "อาการเป็อย่างไรบ้าง"
"ท่านหมอประจำหมู่บ้านอยู่ด้านในแล้ว ไม่้าให้คนแก่อย่างเ้าเข้าไปรบกวนหรอก"
กู่ฉางเซิงเงยหน้าขึ้นมองเข้าไปในตัวบ้าน จากภายนอกนี้เขาได้ยินเสียงครวญครางอย่างทรมานของคนป่วย มันแหบแห้งและไร้เรี่ยวแรง ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือกลิ่นที่โชยออกมา
มันคือกลิ่นอ่อนๆ ที่คนธรรมดาไม่มีวันสังเกตเห็น แต่สำหรับแพทย์ที่ผ่านสมรภูมิห้องฉุกเฉินมานับพันครั้งย่อมรู้ดี
กลิ่นคล้ายดอกไม้เน่าจางๆ เจือปนกับกลิ่นเหงื่อและของเสีย นั่นคือสัญญาณเตือนของภาวะโลหิตเป็พิษ หรือการติดเชื้อในกระแสเื (Sepsis)
"เด็กหรือผู้ใหญ่" เขาถามย้ำ เสียงเข้มขึ้น
"เด็กน้อยอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น ไม่ใช่เื่ของเ้า—"
กู่ฉางเซิงไม่รอให้ชายผู้นั้นกล่าวจบ เขาเดินเบี่ยงตัวแหวกผ่านร่างกำยำเข้าไปด้านในโดยไม่สนใจเสียงทัดทาน
ภายในตัวบ้านมีกลิ่นยาสมุนไพรตลบอบอวล ท่านหมอประจำหมู่บ้านวัยกลางคนกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้างกายเด็กชายตัวน้อยที่นอนหมดสติอยู่บนเสื่อฟาง ใบหน้าของเด็กน้อยแดงก่ำด้วยพิษไข้ ริมฝีปากแห้งผากจนเืซึม จังหวะการหายใจถี่รัวและสั้นกระชั้น
"มีคนเข้ามาอีกแล้วรึ" ท่านหมอผู้นั้นกล่าวโดยไม่หันมามอง มือยังคงทำหน้าที่บดยาสมุนไพรในโกร่งดิน "ออกไปเสียเถิด บ้านนี้ไม่้า—"
ทว่าเมื่อเขาหันกลับมาและเห็นว่าเป็ผู้ใด คำพูดทั้งหมดก็พลันหยุดชะงักลง
กู่ฉางเซิงก้าวเข้าไปทรุดกายลงคุกเข่าข้างร่างของเด็กน้อยโดยไม่สนใจสายตาผู้ใด มือเหี่ยวย่นทาบลงบนหน้าผากเพื่อวัดอุณหภูมิอยู่สองวินาที ก่อนจะเลื่อนลงมาจับที่ข้อมือ นิ้วทั้งสองกดลงตรงตำแหน่งชีพจรอย่างแม่นยำประหนึ่งเครื่องจักรที่ผ่านการฝึกฝนมานับหมื่นครั้ง
ไข้สูงขั้นวิกฤต อย่างน้อยต้องมี 40 องศาเซลเซียส อัตราการเต้นของชีพจรเร็วเกินไป ประมาณ 130 ครั้งต่อนาที ิัร้อนจัดและแห้งผาก
เขาเชยคางเด็กน้อยขึ้นมองดูบริเวณลำคอ — ต่อมน้ำเหลืองโตทั้งสองข้าง
เมื่อกวาดสายตามองตามิั — มีจุดเืออกขนาดเล็ก (Petechiae) กระจายอยู่ตามท่อนแขนและแผ่นอก
เมื่อเปิดเปลือกตาขึ้นดูตาขาว — เริ่มมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง (Jaundice) บ่งบอกว่าตับเริ่มสูญเสียการทำงาน
สามวัน... ไม่เกินสามวัน หากมิได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เด็กคนนี้ต้องเสียชีวิตแน่
"เ้ากำลังทำบ้าอะไร" ท่านหมอประจำหมู่บ้านลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธจัด "นี่ไม่ใช่สถานที่ที่คนอย่างเ้าจะมาล้อเล่น ออกไปเสีย"
"เด็กคนนี้มีภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำทว่าทรงพลัง โดยไม่หันไปสบตา "สมุนไพรที่ท่านกำลังบดอยู่นั้นเป็เพียงยาลดไข้ธรรมดา มันอาจช่วยบรรเทาความร้อนชราได้เพียงชั่วครู่ แต่ไม่อาจกำจัดตัวตนของโรคที่รากเหง้าได้"
"เ้า... เ้าเป็เพียงตาแก่ยากไร้ จะมารู้วิชาแพทย์ได้อย่างไรกัน"
"ในหมู่บ้านนี้ มีบ้านใดปลูกต้นกระเทียมป่าไว้บ้างหรือไม่" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัดจังหวะพลางหันไปถามไถ่ "รวมถึงใบฝรั่ง รากขิงแดง และน้ำผึ้งป่าด้วย"
ภายในห้องโถงพลันเงียบกริบลงทันตา
มารดาของเด็กน้อยที่นั่งสะอื้นไห้อยู่ที่มุมห้อง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองชายชราด้วยความหวังอันริบหรี่
"...มี" นางตอบกลับเสียงแ่ "ที่บ้านของข้ามีสิ่งเ่าั้ครบถ้วน แต่เหตุใดท่านถึง—"
"นำมาทั้งหมด" กู่ฉางเซิงหยัดกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ กระดูกสันหลังส่งเสียงลั่นประท้วง ทว่าสีหน้าของเขากลับเรียบเฉยไม่แสดงความเ็ปออกมา "และข้า้าน้ำสะอาดที่ต้มจนเดือดพล่าน หม้อต้มที่สะอาดที่สุดในเรือน และผ้าขาวสะอาดอีกผืนหนึ่ง"
"ตาแก่กู่ เ้าวิปลาสไปแล้วรึ" ท่านหมอประจำหมู่บ้านก้าวเข้ามาขวาง "กระเทียมป่ากับใบฝรั่งจะนำมาปรุงเป็ยาได้อย่างไรกัน"
กู่ฉางเซิงหันกลับมาสบตากับท่านหมอผู้นั้นเป็ครั้งแรก
ดวงตาสีดำขลับภายใต้ใบหน้าอันเหี่ยวย่นนั้น นิ่งสงบ ล้ำลึก และเปี่ยมด้วยความอัปสรณ์จนน่าเกรงขามอย่างที่ร่างกายอันเสื่อมโทรมนี้ไม่ควรจะมี
"กระเทียมป่ามีสารอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งและทำลายเชื้อแบคทีเรียประเภทแกรมบวกได้อย่างดีเยี่ยม" เขาอธิบายด้วยถ้อยคำที่เด็ดเดี่ยว "ส่วนใบฝรั่งมีสารเควอซิทิน (Quercetin) ช่วยลดการอักเสบของเซลล์และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน รากขิงแดงมีสารจินเจอรอล (Gingerol) ช่วยเร่งระบบไหลเวียนโลหิตและขับพิษไข้ออกจากร่างกาย ส่วนน้ำผึ้งป่าคือสารตัวนำที่จะช่วยนำพาตัวยาเข้าสู่กระแสโลหิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น"
ท่านหมอประจำหมู่บ้านถึงกับอ้าปากค้าง ตกตะลึงกับถ้อยคำและหลักการอันลึกซึ้งที่เขาไม่เคยได้ยินจากตำราเล่มใดในชีวิต
"หากนำมาผสมผสานในอัตราส่วนที่แม่นยำ และเคี่ยวด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม จะได้ตัวยาที่สามารถเข้าไปทำลายต้นตอของโรคได้โดยตรง" กู่ฉางเซิงหันไปกล่าวกำชับมารดาของเด็ก "รีบไปนำมาเถิด เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้"
หญิงผู้นั้นรีบพยุงกายลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปทันที โดยที่นางเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงยอมเชื่อฟังคำสั่งของชายชราผู้ไร้ค่าคนนี้
ทว่าแววตาอันเฉียบคมคู่นั้น... มันทำให้นางปฏิเสธไม่ได้
กู่ฉางเซิงใช้เวลานั่งปรุงยาอยู่ภายในห้องนั้นนานถึงสองชั่วโมง
เขาลงมือบดสกัดสมุนไพร แยกแยะเฉพาะส่วนที่้า คอยควบคุมอุณหภูมิในการเคี่ยวเค้นตัวยา โดยการวางฝ่ามือลงบนก้นหม้อดินแล้วใช้กระแสลมปราณอันน้อยนิดภายในร่างทำหน้าที่เป็ตัวเร่งและควบคุมความร้อนให้คงที่ — แม้มันจะมีเพียงน้อยนิด ทว่าก็เพียงพอสำหรับงานละเอียดอ่อนเช่นนี้
ท่านหมอประจำหมู่บ้านทำได้เพียงยืนเฝ้ามองอยู่ห่างๆ จากสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจในคราแรก ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความสับสน งุนงง และลงท้ายด้วยความเงียบงันอันทึ่งตระหนก
ตัวยาเสร็จสิ้นลงในชั่วโมงที่สอง
กู่ฉางเซิงค่อยๆ ป้อนน้ำยาสมุนไพรให้แก่เด็กน้อยอย่างระมัดระวัง เขาคำนวณปริมาณยาตามน้ำหนักตัวโดยประมาณ แบ่งตัวยาออกเป็สี่ส่วนและป้อนส่วนแรกเข้าไป จากนั้นจึงนั่งเฝ้าดูอาการอย่างสงบ
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป...
พิษไข้เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เข้าสู่ชั่วโมงที่สอง...
เด็กชายตัวน้อยค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานบ้านของตนเอง และใบหน้าของมารดาที่นั่งหลั่งน้ำตาอยู่ข้างกาย
"ท่านแม่..." เด็กน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ทว่าแววตากลับคืนสู่ความสดใส
ผู้เป็มารดารีบดึงบุตรชายเข้ามาโอบกอดไว้ แแ่ด้วยความตื้นตันใจจนร่างสั่นเทา
กู่ฉางเซิงหยัดกายลุกขึ้นยืนโดยไม่คิดจะอยู่รอรับคำสรรเสริญหรือคำขอบคุณใดๆ ข้อเข่าของเขายังคงส่งความเ็ปมาตามปกติ แผ่นหลังยังคงแข็งเกร็งเช่นเดิม ชายชราก้าวเท้าออกไปนอกประตูบ้าน แสงตะวันทึ่เริ่มลอยสูงสาดส่องลงบนร่างอันผอมบางที่เดินโอนเอนไปมา
"ท่านตา... รอก่อน"
น้ำเสียงใสแ่เบาดังขึ้นจากทางด้านหลัง
กู่ฉางเซิงชะงักเท้าแล้วหันกลับไปมอง
เด็กสาวแรกรุ่นวัยราวสิบห้าสิบหกปีผู้หนึ่งยืนอยู่ที่หน้าบานประตู เส้นผมสีดำขลับถูกรวบไว้อย่างง่ายๆ ใบหน้าหมดจดงดงามตามแบบฉบับสาวชาวบ้าน ทว่าดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังจ้องมองมายังเขากลับมีประกายบางอย่างที่ยากจะอธิบาย มันไม่ใช่ความเวทนาหรือความยำเกรงเหมือนทึ่คนทั่วไปมักใช้มองชายชรา หากแต่เป็ความเลื่อมใสและความอยากรู้อยากเห็นอย่างแท้จริง
ในมือของนางถือถาดไม้เก่าๆ ซึ่งมีหมั่นโถวข้าวเหนียววางอยู่สองสามก้อน พร้อมด้วยถ้วยน้ำชาร้อนๆ ที่ส่งควันกรุ่น
"ท่านตายังมิได้ทานสิ่งใดเลยั้แ่เช้า" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "รับสิ่งนี้ไปก่อนเถิด"
กู่ฉางเซิงนิ่งมองเด็กสาวตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะก้มลงมองหมั่นโถวในถาดไม้ ประจวบเหมาะกับทึ่ท้องของตนส่งเสียงประท้วงขึ้นมาอีกครา
เขาจึงยื่นมืออันเหี่ยวย่นออกไปรับถาดไม้นั้นมาอย่างเงียบงัน
"ขอบใจเ้ามาก"
เด็กสาวส่งยิ้มให้เขา ยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและบริสุทธิ์ใจ โดยปราศจากเล่ห์เหลี่ยมใดๆ ในโลกหล้า
"ตัวข้ามีนามว่าหลินชิงเสวีย ท่านพ่อของข้าเป็หมอยาอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้" นางกล่าวแนะนำตัว "ข้ามิเคยเห็นผู้ใดปรุงโอสถด้วยวิธีการเช่นนั้นมาก่อน วิธีการของท่านตา... ช่างแปลกแยกและอัศจรรย์ยิ่งนัก"
กู่ฉางเซิงกัดหมั่นโถวเข้าปากคำหนึ่ง ค่อยๆ เคี้ยวอย่างเชื่องช้า
แปลกแยกอย่างนั้นรึ เขาคิดในใจด้วยความสงบ
ใช่... มันย่อมต้องแปลกแยกอยู่แล้ว
เพราะภายในร่างชราภาพที่ผู้คนพากันละทิ้งและลืมเลือนคนนี้ มีมันสมองของมหาบุรุษผู้คุ้นเคยกับตำราแพทย์สมัยใหม่นับพันเล่ม ผ่านการผ่าตัดช่วยชีวิตคนมานับพันครั้ง และวินิจฉัยโรคมานับหมื่นเคส
และนี่... เป็เพียงแค่วันแรกเท่านั้น
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองออกไปทึ่เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น ทิวเขาสีเขียวขจีทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ท้องนภาช่างกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าโลกใบเก่าที่เขาจากมาหลายเท่านัก
ร่างกายพังทลาย ลมปราณแทบสูญสิ้น ยากจนข้นแค้นจนไม่มีสิ่งใดติดตัว
มุมปากของชายชรายกขึ้นเป็รอยยิ้มลึกล้ำ
ทว่าข้ากลับมีสิ่งทึ่ผู้คนในใต้หล้าแห่งนี้ไม่มีวันมี
และสิ่งนั้น... มันก็เพียงพอแล้วที่จะพลิกชะตาฟ้าดิน