ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 54 คมดาบที่ไม่มีอะไรมาฉุดรั้ง

              นัยน์ตาเลือนแสงของเด็กหนุ่มที่เขาเคยเป็นได้เลือนหายไป


              เรย์จับจ้องศัตรูอย่างเงียบสงัดดาบในมือเปล่งประกายท่ามกลางความสลัว มองภาพชายคนหนึ่ง ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการจับเด็กชายที่บนร่างมีร่องรอยของการถูกทรมานสภาพไร้ลมหายใจใส่ห่อบรรจุใสบริเวณหน้าประตูโกดัง


              หน้าประตูโกดังถูกปกคลุมด้วยความมืดมีเพียงแสงไฟที่ส่องจากโคมไฟริมทางเป็นระยะ ๆ เศษหญ้าและใบไม้เกลื่อนกลาดตามพื้นทางเดินเต็มไปด้วยรอยเท้าที่เกิดจากการสัญจรของผู้คนในค่ายภายในโกดังเต็มไปด้วยลังไม้เก่า ๆ และซากเหล็กที่ถูกทิ้งไว้เป็นระยะทางเข้ามีประตูเหล็กที่ขึ้นสนิมและเปิดอ้าไว้


              เงาหนึ่งปรากฏตัวด้านหลัง


              ชายคนดังกล่าวคล้ายกับสังเกตเห็นความผิดปกติแต่ร่างกายขยับไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มนี้ปรากฏตัวขึ้นเมื่อใดไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีการหายใจ อะไรก็ล้วนไม่มี


              ม้ามเป็นธนาคารเลือดของร่างกายมนุษย์พอมันถูกแรงภายนอกโจมตีจนฉีกขาดผู้ที่ได้รับการโจมตีจะเสียเลือดแล้วตายไปอย่างรวดเร็ว


              ความเร็วเป็นรองเพียงการถูกคนตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอเท่านั้น


              ชายคนดังกล่าวรู้สึกเพียงว่าร่างกายตนเองเย็นลงอย่างรวดเร็วจนขนาดสามารถได้ยินเสียงเลือดของตนเองหยดลงพื้น


              “เดียวคืนนี้นายไปเลือกเด็กผู้ชายหน้าตาดีสักสองคนให้ฉันหน่อยคนนี้ยกให้นายต่อเลยก็แล้วกัน”


              เสียงของคนลอยออกมาจากด้านในประตูโกดังซึ่งดูเหมือนหัวหน้าเอ่ยโดยไม่ได้หันกลับมามองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังตน ขณะตนเองกำลังง่วนอยู่กับการกระทําชําเราเด็กชายคนหนึ่งซึ่งแน่นิ่งเหมือนไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว


              “อ้อ...แกช่วยคัดเอาหน่วยก้านที่มันทนไม้ทนมือหน่อยสิวะผอมกะหร่องเป็นไม้เสียบผีฉันไม่อยากได้อีกแล้ว... หืม เงียบทำไมไม่พอใจของมือสองหรือ—”


              ทว่ากลับต้องเอะใจเมื่อไม่มีเสียงลูกน้องตนเองโต้ตอบกลับ พอหันขวับกลับไปพบว่าลูกน้องซึ่งเดิมควรกำลังห่อศพเด็กชายผู้หนึ่งไว้ตามคำสั่งกำลังนอนจมกองเลือดแทนเสียแล้ว บริเวณเอวด้านหลังอีกฝ่ายเลือดไหลเป็นแม่น้ำเลือดทั้งตัวพุ่งออกมาจากบาดแผลของม้ามที่ฉีกขาด


              กว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นคมดาบสะท้อนแสงวาบวับได้พาดจ่ออยู่บนคอหอยตนเอง


              “นี่มันเรื่องอะไรกันวะ?แกต้องการอะไร!?”


              ชายในสภาพเปลือยเปล่าเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ


              “ชีวิต”


              เป็นเสียงที่แฝงด้วยความคลุ้มคลั่งเฉียบคม และอันตราย


              สิ้นสุดคำตอบ ปลายดาบเสียบทะลุยังลำคออีกฝ่ายได้แต่อ้าปากพะงาบ ไร้ซึ่งเสียงใด ๆ เมื่อหลอดลมถูกแทงจนขาดมือนั้นพยายามเกาะกุมลำคอ ลมหายใจขาดห้วง ดิ้นรนจนสิ้นสุดความทรมาน


              เรย์แสยะยิ้มน้อย ๆ ให้กับชายตรงหน้ามันไม่ใช่การแสยะยิ้มสมน้ำหน้าผู้กดขี่ซึ่งกำลังตกที่นั่งลำบากแต่เป็นการเยาะเย้ยสิ่งมีชีวิตอันน่าสมเพชที่สนใจแต่ประโยชน์เบื้องหน้าปิดกั้นตัวเองจากความเป็นจริง ขังตัวเองไว้ในความสุขเพียงชั่วคราวจนสุดท้ายก็ไม่เหลือแม้แต่วิธีปกป้องตัว


              เขายิ่งพลันรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อการจากไปของเพื่อนๆ มากยิ่งขึ้น ความอาฆาตพยาบาทในใจนิ่งฝังลึก



             

              ภายในห้องส่วนตัวของอาม่อนนั้นเป็นห้องที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราและมีบ ผนังถูกปูด้วยวอลล์เปเปอร์สีเข้มมีลวดลายที่ดูซับซ้อนและเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้เป็นสีทองและสีแดงเข้มซึ่งเสริมให้บรรยากาศดูหรูหราแต่น่ากลัวแสงไฟในห้องสลัว ทำให้เงาของสิ่งของต่าง ๆทอดยาวลงบนพื้นพรมหนาที่ดูเหมือนจะซับความมืดและความเลวร้ายเอาไว้


              อาม่อนกำลังนอนอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ที่ปูด้วยผ้าปูเตียงเนื้อดีขณะที่เขากำลังมีอะไรกับหญิงสาวสองคนพร้อมกันสองมือของเขาจับบั้นเอวของพวกเธอไว้แน่น ขยับสะโพกอย่างไม่หยุดยั้งใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความสุขในขณะที่ปากก็เปล่งเสียงหัวเราะที่ฟังดูไม่น่าไว้วางใจหญิงสาวทั้งสองมีสีหน้าแสดงถึงความหวาดกลัว พวกเธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนอนอยู่ใต้ร่างของเขาอย่างยอมจำนนต่อความต้องการ


              ทันใดนั้นเสียงเอะอะดังมาจากนอกห้อง เสียงที่ไม่คุ้นเคยทำให้อาม่อนรู้สึกหงุดหงิดเขาขมวดคิ้วเมื่อต้องถูกทำลายช่วงเวลาพักผ่อนอันแสนหวานจึงตะเบ็งเสียงถามลงในวิทยุสื่อสารที่วางอยู่ข้างเตียง


              “เห้ย ทางนั้นส่งเสียงเอะอะโวยวายอะไรกันนักหนาดังมาถึงนี่”


              แม้ว่าเขากำลังสนทนาผ่านวิทยุสื่อสารแต่สะโพกของเขายังคงเคลื่อนไหวต่อไป เขาไม่สนใจว่าสถานการณ์ภายนอกจะเป็นอย่างไรในสายตาของอาม่อน ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าหญิงสาวสองคนที่นอนอยู่บนเตียงของเขาตอนนี้


              “…อะไอ้เด็กนั่นครับคุณอาม่อน ไอ้เด็กนั่นมันอยู่ที่นี่ แล้วยังมีหมาป่าสีดำตัวใหญ่ต้องเป็นเจ้าไคโดแน่ ...มันปล่อยตัวเชลยที่ถูกจับมาทั้งหมด อ๊ากกก—”


              คำพูดจากวิทยุสื่อสารถูกตัดขาดลงเพียงเท่านั้น


              เสียงรบกวนรุนแรงดัง เสียงร่างมนุษย์หนึ่งคนล้มลงก่อนจะเงียบไป


              “กล้ามาท้าทายถึงที่นี่เลยงั้นรึ...พวกแกเรียกระดมคนทั้งหมดไปล้อมพวกมันไว้ซะปิดอาคารทางเข้าออกให้หมดจนกว่าฉันจะไปถึง”


              อาม่อนสั่งการอย่างสุขุมจำใจต้องปล่อยหญิงสาวทั้งสองให้เป็นอิสระเพราะดูเหมือนเหตุการณ์จะร้ายแรงกว่าที่คิดไว้


              เขาลุกขึ้นแต่งตัวหยิบดาบประจำกายขึ้นอย่างเยือกเย็นและเริ่มเดินไปยังทางออก


              ‘หึพวกอวดดีต้องได้รู้สำนึกเสียบ้าง ว่ากำลังมีเรื่องอยู่กับใคร’

     


              แสงไฟสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังมีคนโดยสารลิฟต์ขึ้นมายังชั้นนี้


              โดยชั้นนี้มีสภาพเหมือนสำนักงานที่ถูกแปลงโฉมไปโดยสิ้นเชิงเฟอร์นิเจอร์สำนักงานบางส่วนถูกย้ายออก ทำให้พื้นที่ตรงกลางโล่งกว้างผนังออฟฟิศถูกปิดทับด้วยผ้าสีเข้ม โต๊ะทำงานบางตัวถูกกองรวมกันไว้ริมผนังกลายเป็นบังเกอร์ชั่วคราว ส่วนเก้าอี้ก็ถูกนำมาวางเกะกะในลักษณะที่พร้อมใช้เป็นอุปสรรคป้องกันตัวในมุมหนึ่งของห้อง มีถังน้ำมันและอาวุธที่วางเรียงรายอย่างไม่เป็นระเบียบ รอบๆโต๊ะมีเอกสารเก่าๆ กระจายอยู่บนพื้นเหมือนเศษซากที่เหลือจากการใช้งาน

     

              ด้านหน้าประตูลิฟต์มีกองกำลังติดอาวุธครบมือรวมออกันดักรออยู่แต่ละคนมีสีหน้าเครียดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน


              ติ๊ง—


              ทว่าเมื่อสัญญาณลิฟต์ดังประตูเลื่อนเปิด ปรากฏเห็นเป็นสลักระเบิดซึ่งถูกเชือกขึงไว้กับบานประตูทั้งสองด้านผู้ที่เห็นก่อนเป็นคนแรกหน้าถอดสี


              สลักถูกดึงออกเสียงดังแกรก


              “ฉิบหาย! พวกแกรีบออกให้ห่างจากหน้าลิฟต์!”


              ตูม!


              ไม่ทันการเสียแล้วเมื่อศัตรูซึ่งหวังดักอยู่หน้าประตูโดนแรงอัดระเบิด ชิ้นส่วนปลิวว่อนละเลงกำแพงปรากฏเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังชวนคลื่นเหียน


              ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายเรย์ซ้อนแผนด้วยการเปิดประตูทางหนีไฟโผล่มาจากทิศตะวันออกศัตรูคนแรกที่พบเห็นอยู่ในอาการตกใจ ชักปืนขึ้นเล็งอย่างลนลาน กระสุนถูกยิงเปรี้ยง! ออกไป


              ปรากฏว่าฉากถัดมาเป็นสิ่งเหนือความคาดหมายของมือปืน


              เรย์กระโดดเฉียงขึ้นหน้า วิ่งเรียดกำแพงแล่นปราดผ่านหลบวิถีกระสุนอย่างพอดิบพอดียิ่งเมื่อร่างตกถึงพื้น ศัตรูทันได้เห็นแสงหนึ่งวาบผ่านหลังจากนั้นมือที่กุมปืนไว้ล้วนไม่มีอยู่อีกต่อไป


              “อ่ากกก! มะ...มือฉัน! มือฉัน!”


              เรย์มองภาพตรงหน้าอย่างไร้ความรู้สึก ถึงจิตใจจะร้อนรุ่มไปด้วยความแค้นแต่สมองยังต้องเยือกเย็น หากไม่เป็นเช่นนั้น อย่าว่าแต่การแก้แค้นเลยเขาอาจถูกเหยียบย่ำก่อนจะเริ่มแก้แค้นเสียด้วยซ้ำ


              มีสำนวนว่าคมดาบราวน้ำแข็งเพียงชักจากฝักหยดหยาดก็สาดกระจายเป็นคำบรรยายถึงดาบคาตานะที่ลับจนคมกริบ ทอประกายเย็นชาวาววับน่าสยองเรย์ที่สูญสิ้นอารมณ์ความรู้สึกไปด้วยโทสะก็ชวนให้นึกถึงความหมายของถ้อยคำนี้ขึ้นมา


              “แกทำอะไรเพื่อนฉัน!”


              ดาบขนาดใหญ่สับลงมาเหนือหัวเรย์อ่านทิศทางเคลื่อนลำตัวออกข้างอย่างลื่นไหล พลิกคมดาบหงายขึ้นฟันเสยผ่านช่องว่างเปิดโล่งด้านล่าง ตัดมือที่กุมดาบขาดออกจากกัน


              “—อ๊าห์!”


              กระบวนท่าของเขานี้สามารถทะลวงผ่านได้อย่างง่ายดาย


              เรย์เอี้ยวตัวเล็กน้อยหลบต่อเนื่องพ้นจากระยะดาบซึ่งฟันมาจากด้านหน้าเยื้องซ้าย


              ‘ช้า’


              เขาตอบโต้ด้วยการเตะเข้าบริเวณน่องของศัตรูจนบิดผิดรูปเอียงตัวใช้ดาบแทงทะลุกระดูกสันหลังอีกฝ่ายจนปักเสียบคาพื้น


              เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลังเรย์ไม่ได้หยุดหรือถอยกลับ เขากระชากดาบออก และหันไปฟันในแนวขวางเฉือนคอศัตรูผ่านระยะสามช่องตัว


            ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินสามัญสำนึก อีกฝ่ายซึ่งกำลังหวังลอบโจมตีได้แต่เอามือกุมคอหอยตัวเองไว้หายใจหอบหืดหาด จะตายช้าตายเร็วขึ้นอยู่กับเวลา


              เรย์ใช้ดาบเสียบทะลวงหน้าอกของชายอีกคนหนึ่งจนมิดด้ามก้มหัวดึงอีกฝ่ายแนบเข้าหาตัว เสียบดาบค้างไว้แล้วซ่อนตัวอยู่หลังศพโผล่ออกมาแค่ใบหน้าครึ่งหนึ่ง สายตาเหลือบสอดส่องไปรอบด้านจดจำตำแหน่งของศัตรูไว้ในหัวแล้วคำนวณลำดับการเคลื่อนไหวถัดไปของตัวเอง


              ผู้ที่มีปืนในมือไม่มั่นใจว่าจะยิงปืนเข้าเป้าในสถานการณ์เช่นนี้


              คมดาบแดงชาดไปด้วยเลือดซึ่งทะลุหน้าอกนั้นถูกชักกลับออกมาร่างผู้ซึ่งถูกใช้เป็นโล่มนุษย์ล้มลงกับพื้น ด้านหลังเรย์ถูกชายสามคนล้อมปิดทาง


              เพียงแต่คนพวกนี้ไม่ใช่ยอดฝีมืออะไรทั้งสามที่กำลังพุ่งตัวมา ถูกคมดาบอันรวดเร็วตวัดฟันไปแล้วสอง


              ‘เหลืออีกหนึ่ง’


              ตามติดอีกสองสามกระบวนท่าด้วยความเร็วสูงก็ถูกฟันตามขวางใส่ใบหน้า ตัดศีรษะครึ่งท่อนกระเด็นไปด้านหลัง


              เขากระโจนเหยียบเท้าซ้ายขวาไปตามผนังและโต๊ะของสำนักงานที่วางอย่างไร้ระเบียบทิ้งระยะออกจากวงล้อมศัตรู


              การที่บัดนี้เริ่มเข้าใจในสัมผัสของกระแสพลังซึ่งไหลเวียนอยู่ในกายทำให้เขาใช้มันเสริมพละกำลังอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเข้าใกล้การเคลื่อนไหวอันเหนือมนุษย์เหมือนที่คุราเบะเคยทำได้


              เรย์พลิกดาบในมือฟันไปยังถังดับเพลิงจนสารเคมีกระจายฟุ้งเกิดม่านควันโขมง แล้วหมุนตัวออกด้านข้างเสียบดาบตรงเข้ายังตำแหน่งศัตรู ซึ่งแนบตัวหลบอยู่อีกฟากของกำแพงห้อง สัมผัสดาบแทงทะลุเนื้อส่งผ่านมาถึงมือไม่สามารถหลบซ่อนจากเนตรมารของเขาได้เขาจ้องศัตรูที่เหลือด้วยใบหน้าเย็นยะเยือกไร้อารมณ์  ดุจสัตว์ร้ายไร้หัวใจ ไม่รับรู้ความรู้สึกใด


              แม้อารมณ์จะเดือดดาลแต่ระบบความคิดในหัวยังสงบเยือกเย็นเป็นปกติ


              อาจจะเหมือนพุ่งเข้าใส่กระสุนปืนและคมดาบโดยไม่คิดหน้าคิดหลังแต่รับรู้แรงดึงดูดที่กระทำต่อร่างกายตนโดยตลอด ภูมิต้านทานต่อความตายเพิ่มขึ้นความเจ็บปวดกลายเป็นความด้านชาซึ่งไม่ใช่กับร่างกาย แต่เป็นความสำนึกรู้ ความรู้สึกนั้นทรงพลังมากจนเลยขั้นเดือดดาลเปลี่ยนความตั้งใจของเขาให้กลายเป็นอะไรที่โหดเหี้ยมเฉพาะเจาะจงยิ่งกว่าเดิมจนความเป็นมนุษย์ทุกอย่างแหว่งวิ่น


              ทั้งความสับ กลัดกลุ้ม เจ็บปวดและเศร้าโศกความคิดและความรู้สึกอันไม่จำเป็นสำหรับการต่อสู้ทั้งหมดมวลถูกแช่แข็งไว้ในก้นบึ้งของจิตสำนึกและถูกลืมเลือนชั่วขณะ


              เรย์ถอนดาบออกจากลำคอชายผู้โชคร้ายอีกฟากของหลังกำแพง


              อาศัยม่านควันเคลื่อนผ่านแนวยิงระหว่างช่วงกระสุนขาดตอนกลับหลังหัน ไม่ผงะ ไม่งกเงิ่นแม้แต่น้อย เพียงเก็บดาบเข้าฝักชักขาขวาถอยหลังเล็กน้อย ตั้งท่าเตรียมพร้อมในลักษณะหันเฉียงแล้วชักดาบออกมาอย่างเร็วลิบด้วยท่าอิไอ


              ปลดปล่อยคลื่นเกลียวแสงคมดาบใส่กลุ่มกองกำลังศัตรูซึ่งกรูกันเข้ามาเสริมพุ่งตัดผ่านทุกสิ่งที่ขวางอยู่เบื้องหน้าราวกับผ่าเนย


              บางส่วนทะเล่อทะล่าเข้ามาใบหน้าฉีกขาดจนเหลือแต่ซีกซ้าย


              สภาพจิตใจของทุกคนเริ่มเปลี่ยนไปนับจากนี้เรย์ยังคงดุดันคมกล้า แต่ทางฝั่งศัตรูกลับส่ออาการติด ๆ ขัด ๆความขลาดกลัวสะท้อนผ่านดวงตา


              การต่อสู้เป็นไปอย่างที่เรย์คาดการณ์ไว้ทั้งการเข้าไปในดงศัตรูและต่อสู้กันแบบชุลมุนเพราะการฆ่าเป็นสิ่งที่เขาหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด เมื่อไม่มีอะไรมาฉุดรั้งคมดาบของเขานั้นจึงเฉือนเลือดเนื้อของศัตรูอย่างไหลลื่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน