กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 156 นักล่าที่กลายเป็นเหยื่อ

            พวกนักฆ่าที่หลงเหลือชีวิตรอดอยู่ต่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว พวกมันไม่คิดเลยว่าพวกมันจะเป็นฝ่ายที่โดนซ้อนแผนเสียเอง  ด้านหนึ่งคือนักเวทระดับอัศวิน ด้านหนึ่งคือสัตว์อสูรประหลาดที่ไล่ฆ่าพวกมันไปแล้วถึงสองคน ส่วนอีกหนึ่งก็คือเด็กหนุ่มที่เป็นเพียงระดับผู้ใช้มนตราที่ดูเหมือนจะอ่อนแอที่สุดในหมู่ศัตรู

             

            “ เอายังไงดีหัวหน้า !?“

             

            “ จับตัวเจ้าเด็กนั่นไว้ หากได้ตัวมันมาฟาร์ฮานกับเจ้าสัตว์อสูรตัวนั้นย่อมไม่กล้าทำอะไรพวกเราแน่ “

             

            เสียงของหัวหน้าที่เริ่มใจเย็นขึ้นสั่งการลูกน้องในทันที  แอเรียสนับเป็นศัตรูที่อ่อนแอที่สุดหรือหากจะเรียกอีกอย่างก็คงเรียกว่าจุดอ่อนของศัตรู และการจับตัวแอเรียสเป็นตัวประกันนั่นสามารถหยุดยั้งได้ทั้งสัตว์อสูรและฟาร์ฮานในเวลาเดียวกัน   ฟาร์ฮานย่อมไม่กล้าเสี่ยงโจมตีแน่หากหลานชายของเขาอยู่ในกำมือของนักฆ่า  และสัตว์อสูรในพันธะสัญญาก็คงจะไม่กล้าทำให้เจ้านายของมันอยู่ในอันตรายเช่นกัน  

             

            หัวหน้านักฆ่าถือดาบสั้นคู่ใจพุ่งเข้าจู่โจมแอเรียสในทันที  เวทวารีก่อตัวเป็นสายลมพัดหวนรอบร่างของนักฆ่าราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย นั่นทำให้การเคลื่อนไหวของหัวหน้านักฆ่ารวดเร็วขึ้นอีกหลายเท่า  นักฆ่าอีกสองคนก็ไม่รอช้าเช่นกัน เมื่อหัวหน้าของมันส่งสัญญาณเริ่มโจมตีพวกมันทั้งคู่ก็โจมตีประกบซ้ายขวาของแอเรียสในทันที  ด้านขวาเป็นนักเวทผู้ใช้ธาตุวารี  ส่วนด้านซ้ายเป็นผู้ที่ใช้ธาตุวายุเหมือนกันกับหัวหน้าของมัน  ส่วนนักฆ่าอีกสองคนที่เหลือก็คอยระมัดระวังไม่ให้ฟาร์ฮานและโกเล็มเข้ามาขัดขวางการจับตัวแอเรียส

             

            แต่น่าแปลกที่ฟาร์ฮานกลับไม่ได้เข้าขัดขวางการโจมตีของพวกมันแต่อย่างใด  เขาเพียงยืนมองอยู่ไกลๆด้วยความสงบเท่านั้น  หากพวกมันมองผ่านความมืดไปได้จะเห็นว่าดวงตาคู่นั้นมีเพียงความสุขุมและเยือกเย็น 

             

            มีเพียงโกเล็มที่พวกมันคิดว่าเป็นสัตว์อสูรเท่านั้นที่พุ่งเข้าโจมตีพวกมันราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือด  นักฆ่าทั้งสองคนรีบร่ายเวทออกมาในทันที วงแหวนเวทสีแดงสองวงส่องประกายขึ้นท่ามกลางราตรีอันมืดมิดราวกับกลุ่มดวงดาวที่ส่องประกาย  ความร้อนระอุของเปลวเพลิงสามารถสัมผัสได้แม้จะยืนห่างไกลกันหลายเมตร  เปลวอัคคีขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นก่อนที่จะผสานกันแล้วพุ่งเข้าโจมตีโกเล็ม  พวกมันคิดจะเผาไหม้ร่างของสัตว์อสูรตัวนี้ให้กลายเป็นจุลซะ  หรืออย่างน้อยสัตว์อสูรตัวนั้นก็ต้องได้รับบาดเจ็บจากเวทอัคคีของพวกมันบ้าง 

             

            “ รีบสกัดการเคลื่อนไหวของมันเอาไว้ “

             

            “ ไปตายซะเจ้าสัตว์ประหลาด !! “

     

            เวทอัคคีผสานกันจนกลายเป็นอสรพิษเพลิงขนาดใหญ่ที่บีบรัดไปรอบๆร่างของโกเล็ม  นักฆ่าทั้งสองพากันแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย  ถึงอย่างไรสัตว์อสูรก็คือสัตว์อสูร  มันต้องมีความรู้สึกเจ็บปวดกันบ้างแหละ  ถึงจะไม่ตายแต่มันก็คงจะบาดเจ็บจนเคลื่อนไหวไม่ได้ไปอีกนาน นี่เป็นเปลวไฟที่พวกมันใช้พลังเกือบทั้งหมดที่มีสร้างขึ้นมาเชียวนะ

             

            ร่างโลหะของโกเล็มสะท้อนกับแสงเพลิงจนทำให้เหล่านักฆ่าทั้งสองคนต้องพากันแปลกใจ พวกมันไม่เคยเห็นสัตว์อสูรตัวใดที่มีร่างกายเป็นโลหะมาก่อน ไม่มีแม้เสียงกรีดร้องที่พวกมันหวังจะได้ยินจากโกเล็ม  แม้จะหยุดการเคลื่อนไหวของโกเล็มเอาไว้ได้แต่นั่นก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น เปลวเพลิงกลับไม่สามารถสร้างรอยบุบสลายให้กับร่างของโกเล็มได้เลยแม้แต่น้อย 

             

            “ ทำไมมันไม่เป็นอะไรเลย! “

             

            เสียงนักฆ่าพูดออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นโกเล็มพุ่งเข้ามาหาพวกมันด้วยความเกรี้ยวกราด  ดวงตาสีแดงเพลิงคู่นั้นทำให้พวกมันรู้สึกถึงความอันตรายจากโกเล็ม 

             

            พวกนักฆ่ารีบกระโจนหนีจากระยะโจมตีของโกเล็มอย่างรวดเร็ว  หมัดของโกเล็มที่เหวี่ยงพลาดเป้ากระแทกเข้ากับต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งจนหักโค่นลงมา  นั่นทำให้พวกนักฆ่าถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก  หากที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นพวกมันไม่ใช่ต้นไม้  ร่างของพวกมันต้องแหลกกลายเป็นศพอีกหนึ่งศพแน่  นี่มันตัวอะไรกันทำไมแรงของมันถึงได้มหาศาลถึงเพียงนี้  นี่มันเกินกว่าระดับของสัตว์อสูรธรรมดาไปแล้วนะ

             

            เมื่อปะทะตรงๆไม่ได้พวกนักฆ่าจึงใช้การต่อสู้ประสานโดยเว้นระยะห่างจากโกเล็มเอาไว้ การเคลื่อนไหวของโกเล็มดูเหมือนจะช้ากว่าพวกมันอยู่เล็กน้อย พวกมันจึงอาศัยข้อได้เปรียบในการเคลื่อนไหวแล้วร่ายทักษะเวทโจมตีจากระยะไกลแทน  แม้จะถูกรุมโจมตีจากเวทอัคคีทั้งสองด้านแต่โกเล็มก็กลับไม่ได้บาดเจ็บหนักแต่อย่างใด โลหะที่แอเรียสเลือกใช้ในการสร้างโกเล็มนั้นล้วนแต่เป็นโลหะที่แข็งแกร่ง หนำซ้ำเมื่อไม่กี่วันก่อนแอเรียสยังใช้แร่มิธริวผสมกับโลหะอีกหลายชนิดสร้างเป็นเกราะป้องกันให้กับโกเล็มอีกชั้นหนึ่งด้วย นี่ทำให้โกเล็มตัวนี้กลายเป็นอสูรกายที่ต่อให้นักเวทระดับอัศวินก็ยังยากจะทำลาย 

             

            “ อ๊ากกก แขนข้า !“

             

            เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังมาจากอีกด้านหนึ่งของการต่อสู้ พวกนักฆ่าที่กำลังต่อสู้กับโกเล็มอยู่ถึงกับผวากับเสียงที่ได้ยิน พวกมันจำได้ว่านี่คือเสียงของหัวหน้าของพวกมันเอง  ‘ ไม่มีทางหรอกน่าที่หัวหน้าจะแพ้เจ้าเด็กนั่น  เขาเป็นถึงระดับนักรบขั้นที่แปดเชียวนะ’ พวกนักฆ่าได้แต่ค้านสิ่งที่ได้ยินอยู่ในใจ

             

            และแล้วเมื่อพวกมันหันไปมองก็พบกับภาพความจริงที่มันไม่คิดฝันว่าจะมีวันได้เห็น พรรคพวกของมันสองคนนอนกลายเป็นศพพร้อมกับรูโหว่ขนาดใหญ่ที่เป็นรอยไหม้ดำจากการโจมตีของเวทอัสนี  บนร่างของศพยังคงมีควันจางๆโชยออกมาอยู่เลย ส่วนหัวหน้าของมันยืนอยู่ในสภาพสะบักสะบอมโดยที่แขนข้างหนึ่งถูกตัดขาดไปเรียบร้อยแล้ว  เนื้อตัวของชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มนักฆ่าดูราวกับขอทาน  เสื้อผ้าขาดวิ่น  เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล  แม้แต่ตอนที่พวกมันเคยปะทะกับนักเวทระดับอัศวินขั้นต้นคนหนึ่ง พวกมันก็ไม่เคยเห็นหัวหน้าของพวกมันตกอยู่ในสภาพนี้

             

            ในจังหวะที่พวกนักฆ่าเสียสมาธิกับการต่อสู้นั่นเอง  โกเล็มที่กำลังรอโอกาสอยู่แล้วก็พุ่งเข้าโจมตีต่อในทันที  ร่างของนักฆ่าคนหนึ่งที่อยู่ใกล้กับโกเล็มมากที่สุดถูกหมัดของโกเล็มกระแทกไปเต็มๆจนกระดูกภายในร่างแตกหักไปหลายส่วน ร่างกายของมันรู้สึกทั้งเจ็บปวดและชาด้านไปในเวลาเดียวกัน ราวกับอวัยวะในร่างของมันไม่เชื่อฟังคำสั่งของสมองอีกต่อไป เพียงครู่เดียวมันก็เห็นเงาทะมึนขนาดใหญ่ที่กำลังพุ่งมันทางมันอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นเพียงภาพเบลอแต่มันก็รับรู้ว่าช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตมันได้มาถึงแล้ว เท้าของโกเล็มที่กระทืบไปที่ร่างของนักฆ่าด้วยความหนักหน่วง  ความเจ็บปวดนี้เป็นสิ่งที่มันไม่เคยได้รับรู้มาก่อน  นี่สินะคือความตาย  และแล้วลมหายใจสุดท้ายของมันก็หายไป      

             

            เมื่อการต่อสู้กับโกเล็มกลายเป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว  เพียงไม่นานนักฆ่าอีกคนก็ถูกโกเล็มจับฟาดไปกับก้อนหินขนาดใหญ่จนกระดูกทั่วร่างของมันป่นละเอียด  ไม่ต้องรอให้โกเล็มโจมตีซ้ำเป็นครั้งที่สอง  มันตายตั้งแต่ถูกจับฟาดกับก้อนหินในครั้งแรกแล้ว  แต่เหมือนโกเล็มจะกลัวว่ามันจะฟื้นมาเป็นครั้งที่สอง  เท้าขนาดใหญ่ของโกเล็มจึงกระทืบซ้ำไปที่ร่างของมันอีกครั้ง

             

            โกเล็มตัวนี้แอเรียสใช้แก่นอสูรระดับขุนพลสร้างมันขึ้นมา ที่สำคัญมันเป็นแก่นอสูรระดับขุนพลที่มีพลังแข็งแกร่งมากที่สุดเท่าที่แอเรียสครอบครองอยู่ พลังของโกเล็มตัวนี้จึงทัดเทียมกับนักเวทระดับอัศวินคนหนึ่ง และที่สำคัญไปกว่านั้นคือโกเล็มไม่รู้จักคำว่าเจ็บปวดหรือคำว่ากลัวตาย  ร่างกายของมันยังถูกหลอมสร้างมาจากโลหะที่แข็งแกร่งเสริมสร้างไปด้วยวงจรเวทอีกจำนวนนับไม่ถ้วน จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าเหตุใดนักเวทระดับนักรบเหล่านี้จึงไม่ใช่คู่มือของโกเล็มความจริงแล้วแอเรียสคิดจะใช้แก่นเวทของปีศาจเบเฮโมทเป็นแกนกลางในการสร้างโกเล็ม แต่สุดท้ายเขาก็ล้มเลิกความคิดนี้ไปเพราะกลัวจะควบคุมโกเล็มเอาไว้ไม่ได้

             

            “ นี่กลุ่มนักฆ่าของข้าพ่ายแพ้ให้กับเด็กคนหนึ่งเหรอเนี่ยฮ่าๆๆ “ 

             

            ชายผู้เป็นหัวหน้าของเหล่านักฆ่าหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา  การต่อสู้ในวันนี้ทำให้เขาได้สัมผัสถึงความกลัวที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน  มันเป็นความกลัวที่กัดกินไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ   นี่สินะคือความรู้สึกอันสิ้นหวังของผู้ที่กำลังจะตาย  เขาเคยแต่มอบความตายให้กับผู้อื่น  แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะถึงวันที่เขาต้องถูกยัดเยียดความตายให้เสียเอง  รอยบาดแผลที่แขนนี่ช่างเป็นความอัปยศของชีวิตนักฆ่าอย่างเขา  ต่อให้เขารอดชีวิตไปได้เขาก็ไม่อาจจะมีหน้าไปพบผู้คนได้อีก 

             

            หันมองไปรอบด้านเขามองเห็นเพียงศพของเหล่าลูกน้องที่นอนเรียงรายอยู่ทั่วพื้น มันไม่ใช่ศพของเหยื่ออย่างที่เขาเคยคาดหวัง กลิ่นคาวเลือดที่โชยออกมาในครั้งนี้มันกลับเป็นกลิ่นคาวเลือดของพวกเขาเสียเอง  ทุกครั้งรับภารกิจในการสังหารเขามักได้กลิ่นคาวเลือดจนกลายเป็นความรู้สึกเคยชิน เขาได้ยินเสียงกรีดร้องของชีวิตของเหยื่อจนกลายเป็นเพียงเสียงที่ชาชิน  แต่ความรู้สึกในวันนี้มันต่างออกไป  เขาควรจะสมเพชตัวเองสินะที่พาลูกน้องมาติดกับดักนี้เข้า  สุดท้ายจุดจบของกลุ่มนักฆ่าอย่างพวกเขาก็มาถึงจนได้ 

             

            “ ถ้าเจ้ายอมคายความลับออกมาข้าสัญญาว่าจะไว้ชีวิตเจ้า“

             

            แอเรียสพูดออกมาอย่างเยือกเย็น

             

            “ เจ้าบอกว่าเจ้าจะไว้ชีวิตข้า  ฮ่าๆๆ นี่เป็นเรื่องตลกที่ข้าจะได้ยินก่อนตายของข้ารึยังไง “

             

            เมื่อได้ยินคำของแอเรียสชายผู้เป็นนักฆ่าก็หัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติ นักฆ่าอย่างพวกเขาไม่มีทางเชื่อคำพูดของศัตรูหรอก  แต่ทันใดนั้นเองดวงตาของเขาก็เปลี่ยนไปกลายเป็นดวงตาที่สงบเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว 

             

            “ ลาก่อนเจ้าหนู  ชายผู้นั้นต้องไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่  สักวันเจ้าก็ต้องพบจุดจบเดียวกับพวกข้า “

             

            เสียงนักฆ่าเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความอาฆาต ทันใดนั้นพลังเวททั่วทั้งร่างของมันก็กลายเป็นปั่นป่วน  มันราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุขึ้น  เวทวายุจำนวนมากหมุนวนรอบร่างของเขาราวกับพายุคลั่ง

             

            “ แอเรียสถอยออกมา !!“

             

            เสียงของฟาร์ฮานตะโกนออกมาด้วยความตกใจ เขาไม่คิดว่านักฆ่าจะใช้วิธีระเบิดแก่นเวทเพื่อฆ่าตัวตายพร้อมกับลากศัตรูลงไปสู่ขุมนรกด้วย

             

            “ ชิ ! “

             

            ประกายสายฟ้าจำนวนมากปรากฏขึ้นบนฝ่าเท้าของแอเรียส  ไม่มีประโยชน์ที่จะไปปะทะกับการระเบิดแก่นเวท ทักษะย่างก้าวเหยียบเมฆาถูกเรียกใช้ออกมาพร้อมกับร่างของแอเรียสที่เคลื่อนที่ออกไปไกลนับสิบเมตร ถ้าเขาช้ากว่านี้อีกครู่เดียวร่างเขาคงได้ถูกแรงระเบิดโจมตีเข้าจนบาดเจ็บแน่ 


    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน