นายท่านผู้เฒ่าเองก็เหนื่อยหน่ายที่ภรรยาของตนมักจะเป็ฝ่ายหาเื่แต่ก็มักจะเสียเปรียบทุกครั้ง จึงได้เอ่ยปากห้าม
“เอาล่ะอย่ามัวมาทะเลาะกัน เข้าเื่กันเถอะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าจึงถอนหายใจห้วนอย่างไม่พอใจแต่เมื่อถูกสายตาของคู่ชีวิตตำหนิมา นางจึงเชิดหน้าขึ้น แล้วเอ่ย
“วันนี้ข้ามีเื่สำคัญจะแจ้งแก่พวกเ้า…”
ว่าพลางหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาเป่าเล็กน้อยก่อนจะวางกระทบถาดเบา ๆ
การวางท่าของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้หม่าชิงอีพัดขึ้นมาปิดปากที่ยิ้มออกมาด้วยความขบขันเอาไว้
ปากก็กำลังพูดยังจะหยิบน้ำชาขึ้นมาจิบอยู่อีก
ใครเขาทำเช่นนั้นกัน
ก็เหมือนกับตอนกินข้าวเมื่อหยิบตะเกียบแล้ว ใครจะยังอ้าปากคุยได้อีก
อ้อ...ลืมไป แม่สามีผู้นี้อย่างไรเล่า
ถึงแม้ว่าซ่งเหวินจะให้อดีตนางกำนัลาุโมาชี้แนะมารยาทของสตรีชั้นสูงแก่มารดาของเขาแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไร้ผลเพราะฮูหยินผู้เฒ่าทะนงตนว่าเป็มารดาของบัณฑิตที่โอรส์โปรดปรานจึงไม่ยอมที่จะเรียนรู้สิ่งใด และนางเป็คนที่ไม่มีความอดทนมากพอจึงทำให้แม้จะเปลี่ยนผู้สอนไปถึงห้าคน หากแต่นางก็ไม่อาจนำไปปฏิบัติได้เลย
ดังนั้นการวางท่าทีของฮูหยินผู้เฒ่าจึงเป็เพียงการเลียนแบบหม่าชิงอีเท่านั้น
“อีกครึ่งเดือนจะถึงวันฤกษ์มงคล ข้าตั้งใจจะจัดพิธีปักปิ่นให้แก่เหยียนเอ๋อร์จึงจะปรึกษาพวกเ้าทุกคนเื่การจัดงาน”
ได้ยินดังนั้นอนุเหยาและซิงเหยียนถึงกับยิ้มแก้มปริ
อย่างไรเสียท่านย่าก็รักนางเอกที่สุดฮิฮิ
จบประโยคของฮูหยินผู้เฒ่าหม่าชิงอีก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบที่แฝงไปด้วยความเ็า “พิธีปักปิ่นนั้นเป็ธรรมเนียมของบุตรีภรรยาเอกในตระกูลใหญ่หากจวนเสนาบดีจัดงานปักปิ่นอย่างเอิกเกริกให้แก่บุตรอนุจะไม่เป็ที่ขบขันในวงน้ำชาของชาวเมืองหรอกหรือเ้าคะ”
เมื่อมารดากล่าวจบแล้วซ่งซูหลินก็หัวเราะขึ้นมา
ฮูหยินผู้เฒ่าจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แข็ง“ฮึ..แม้ว่าเหยียนเอ๋อร์จะเป็บุตรอนุ แต่นางก็ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี กิริยาสง่างามมีความรู้ความสามารถ มิได้ด้อยกว่าบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกของผู้ใด ที่สำคัญนางเป็ถึงคู่หมั้นของคุณชายจวนโหว จะให้น้อยหน้าคนอื่นได้อย่างไร”
ไม่พูดเปล่ายังเหน็บแนมมาหาซ่งซูหลินอีกด้วย
ในเมืองหลวงใครบ้างที่ไม่รู้ว่าซ่งซูหลินนั้น มีดีเพียงแค่หน้าตาที่งดงามแต่อย่างอื่นล้วนไม่ได้เื่
แต่นั่นไม่ได้ทำให้สองแม่ลูกรู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด
หม่าชิงอีส่งเสียงหัวเราะเบาๆ “หึหึ หากจวนซ่งจัดงานปักปิ่นให้กับบุตรอนุอย่างใหญ่โต วันหน้าเกรงว่าธรรมเนียมของบุตรภรรยาเอกกับอนุคงจะถูกทำลายโดยมีจวนเสนาบดีเป็แบบอย่าง”
พูดพลางหรี่ตาไปที่ผูู้เป็สามีซ่งเหวินเพียงถอนหายใจยาวออกมา เขารู้อยู่แล้วว่าหม่าชิงอีไม่ยินยอมแต่มารดาของเขาก็ดื้อแพ่งยิ่งนัก
ซึ่งเื่นี้เขาเองก็ไม่อาจที่จะเข้าข้างมารดาของตนได้
นายท่านผู้เฒ่าเพียงนั่งฟังเพียงอย่างเดียวแม้เขาจะมาจากตระกูลชาวนา แต่พอบุตรชายสามารถสอบผ่านจนได้เป็ถึงจอหงวนเขาย่อมต้องเรียนรู้ธรรมเนียมเอาไว้ เพื่อไม่ให้บุตรชายขายหน้าและคอยปรามไม่ให้ภรรยาสร้างความวุ่นวายแก่หม่าชิงอี
ซิงเหยียนยืนอยู่ด้านหลังราวกับเงาแผ่นหลังของนางตั้งตรง ดวงตาคู่งามมีความไม่พอใจ นางมิได้กล่าวสิ่งใด แต่ในใจกลับคิดถึงความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้น
คนที่นี่เป็อะไรกันนะเอะอะก็บุตรอนุ เอะอะก็แบ่งแยกชนชั้น ก็คนเหมือนกันไม่ใช่หรือไง
“แต่อย่างไรเหยียนเอ๋อร์ก็เป็ถึงคู่หมั้นของคุณชายจากจวนโหวภายหน้าย่อมต้องเป็ภรรยาเอก จะให้นางน้อยหน้าผู้อื่นได้อย่างไร” เป็อนุเหยาที่กล่าวออกมาเพราะทนไม่ได้ที่บุตรสาวของนางถูกกดไว้ด้วยคำว่า บุตรอนุ
บุตรอนุแล้วอย่างไรไม่ใช่บุตรีของเสนาบดีเหมือนกับหรอกหรือหากไม่ใช่เพราะหม่าชิงอีได้รับสมรสพระราชทาน คนที่จะอยู่ในตำแหน่งภรรยาเอกก็ต้องเป็ตัวนางเองต่างหาก
หม่าชิงอีเลิกคิ้วแล้วมองอนุตรงหน้าด้วยสายตาที่ดูแคลน“ภรรยาเอก? อนุเหยาเ้าอย่าได้สำคัญตัวเองขนาดนั้น จวนโหวยังมิได้เอ่ยสักคำว่าจะให้นางเป็ภรรยาเอกเ้ากล่าวออกมาเช่นนี้ หากจวนโหวรู้เข้าจะไม่พอใจนะ”
“จะไม่ใช่ได้อย่างไรในเมื่อในสัญญาหมั้นหมายก็เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงไม่ยินยอม
“ท่านแม่ไม่มีธรรมเนียมใดที่บุตรอนุจะแต่งเป็ภรรยาเอกยกเว้นนางจะเกิดมาเป็ธิดาของเชื้อพระวงศ์ เฮ้อ...ทุกคนคงลืมไปกระมังว่าสะใภ้ที่จวนโหว้าคือ หลินเอ๋อร์ แต่เพราะว่าข้าเองก็รับปากกับฮองเฮาเอาไว้ก่อนแล้ว แต่ก็ไม่อาจทำลายสัมพันธ์อันดีของสองตระกูลจึงต้องขอรับน้ำใจเอาไว้ แล้วส่งต่อให้กับบุตรอนุ มิเช่นนั้นลำพังเพียงบุตรอนุพื้นเพเช่นนี้ จะแต่งเข้าจวนโหวได้เช่นนั้นหรือ”
ยิ่งพูดซ่งซูหลินก็ยิ่งรู้สึกขบขัน จนนางอดที่จะหัวเราะออกมาอีกครั้งไม่ได้
ซ่งซิงเหยียนได้ยินเต็มสองหูที่พี่สาวต่างมารดาพึมพำออกมา
“ช่างไม่เจียม”
นางได้แต่นับหนึ่งถึงสิบในใจตอนนี้นางรู้สึกเกลียดมารดาของนางร้ายมากกว่าตอนที่อ่านในนิยายเสียอีกเพราะนอกจากจะปากคอเราะร้ายแล้ว หม่าชิงอียังทำทุกวิถีทางเพื่อกดให้นางเอกและอนุเหยาไม่มีโอกาสได้ยืนอย่างสง่างามเลย
ฮึ..วางใจเถอะซ่งซิงเหยียน ต่อไป ฉัน...ข้าคือเ้า ข้าจะทำให้ซ่งซิงเหยียนกลายเป็คนที่ถูกอิจฉามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของนิยายเล่มนี้เลยทีเดียว
แม้ใบหน้าของซ่งซิงเหยียนจะสงบนิ่งแต่ปลายนิ้วมือของนางกลับจิกชายผ้าอย่างแรง เพื่อระบายอารมณ์
หลังจากที่ปรับอารมณ์ตัวเองได้ซ่งซิงเหยียนก็ยื่นมือไปเกาะกุมมือเหี่ยวย่นของผู้เป็ย่าเอาไว้ แล้วบอก
“ท่านย่าอย่างที่แม่ใหญ่กล่าวมา ถูกต้องแล้วเ้าค่ะ ข้าเป็เพียงบุตรอนุมิอาจจัดงานใหญ่โตเทียบเท่าบุตรของภรรยาเอกได้งานปักปิ่นนี้ก็จัดกันเพียงในจวนก็พอเ้าค่ะ”
แม้ปากจะเอ่ยออกไปเช่นนั้นแต่ในหัวของนางกลับมีแผนการบางอย่างผุดขึ้น
หากว่าองค์ชายสามและคู่หมั้นของนางมาร่วมงานปักปิ่นเล็ก ๆ นี้ได้ จะเป็เช่นไรกันนะ
นางร้ายอย่างซ่งซูหลินจะทำยังไงกันล่ะทีนี้หึหึ