ฝนเริ่มตกใน่สายตอนแรกเป็เพียงละอองบางเบาเหมือนมีใครโปรยหมอกลงมาจากท้องฟ้าแต่ไม่ถึงสิบนาทีเม็ดฝนก็ใหญ่ขึ้นหนักขึ้น เสียงหยดน้ำกระทบหลังคาโกดังไม้ดังถี่รัว ลมพัดผ่านสวนแอปเปิลจนกิ่งไม้เอนตัวใบไม้สีเขียวสั่นไหวไปพร้อมกัน คนงานรีบช่วยกันคลุมลังผลไม้เสียงะโสั่งงานดังแข่งกับสายฝน
“รีบเอาผ้าใบมา!”
“ฝั่งโน้นด้วย!”
“อย่าให้ลังเปียก!”
มาซาอากิคว้าผ้าใบผืนใหญ่ตามที่เคนจิส่งมาให้ทั้งตัวเปียกั้แ่ไม่กี่นาทีแรกน้ำฝนไหลผ่านเส้นผมผ่านใบหน้า ผ่านปลายแขน รองเท้าบูตจมลงในโคลนทุกย่างก้าว
“คุณคุโรคาวะ!” เสียงอาโออิดังมาจากอีกฝั่ง “ตรงนี้!”
หญิงสาวกำลังช่วยคนงานอีกสองคนดึงผ้าใบคลุมรถบรรทุกเสื้อกันฝนสีเหลืองสดของเธอเปียกแนบไปกับแขน ปลายผมหลุดออกมาจากหมวกเปียกจนติดแก้มทั้งที่ฝนตกหนักเธอกลับยังยิ้มเหมือนทุกครั้ง
ยี่สิบนาทีต่อมาฝนไม่มีทีท่าจะหยุดเคนจิตัดสินใจให้ทุกคนพักงาน
“วันนี้พอแค่นี้ ถ้าฝนไม่หยุด ค่อยทำต่อพรุ่งนี้!”
เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกันคนงานทยอยแยกย้ายกลับบ้านโกดังไม้ค่อย ๆเงียบลงเหลือเพียงเสียงฝนกับกลิ่นไม้เปียกน้ำ
“หนาวไหม” เสียงอาโออิดังขึ้น
มาซาอากิหันไปหญิงสาวยืนอยู่ใต้ชายคามือถือผ้าเช็ดตัวสองผืน
“เอา” เธอยื่นให้
“ขอบคุณ” เขารับมาซับผมหยดน้ำร่วงลงบนพื้นไม้ทีละหยด
“คุณดูเหมือนลูกหมาตกน้ำเลย” อาโออิหัวเราะ
“ผมถือว่าเป็คำชมนะ”
“อ้าว”
“เรียนรู้จากคุณ”
หญิงสาวหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิม
“เริ่มใช้กฎอาโออิเป็แล้วนี่”
“อันตรายใช่ไหม”
“นิดหน่อยค่ะ”
ฝนยังคงตกหนักเสียจนมองออกไปนอกโกดังแทบไม่เห็นม่านน้ำสีขาวบดบังูเา ต้นแอปเปิลที่อยู่ไม่ไกลกลับดูพร่าเลือน เหมือนถูกวาดด้วยสีน้ำ
“สวยนะ” มาซาอากิพึมพำ
“อะไร”
“ฝน”
อาโออิเดินมาหยุดข้างเขามองออกไปพร้อมกัน
“อืม ฉันก็ชอบ”
“จริงเหรอ”
“จริงสิ” เธอพยักหน้า “ฝนทำให้ทุกอย่างเงียบ”
มาซาอากิไม่ตอบเพราะมันจริงปกติสวนแห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงคนเสียงรถ เสียงเครื่องมือ แต่ตอนนี้เหลือเพียงเสียงฝนที่ตกสม่ำเสมอดังซ่า... ดังต่อเนื่อง...จนคล้ายเสียงลมหายใจของโลก
อาโออิย่อตัวลงนั่งบนลังไม้ดึงเข่าขึ้นมากอดเธอไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงนั่งฟังเสียงฝน
มาซาอากิเองก็นั่งลงข้างๆ เว้นระยะห่างไว้พอสมควรต่างคนต่างเงียบ ผ่านไปหนึ่งนาที ห้านาที สิบนาที ไม่มีใครรู้สึกว่าต้องหาเื่คุยไม่มีใครรู้สึกอึดอัด มีเพียงเสียงฝนกับลมเย็นที่พัดเอากลิ่นดินเปียกเข้ามา
มาซาอากิหันไปมองหญิงสาวข้างกายอาโออิกำลังหลับตาใบหน้าผ่อนคลายกว่าที่เขาเคยเห็น ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีความพยายามทำตัวร่าเริงไม่มีหน้ากากมีเพียงความสงบ
“คุณรู้ไหม” เธอพูดขึ้นทั้งที่ยังหลับตา
“หือ”
“ฉันชอบเวลาฝนตกเพราะอีกอย่าง”
“อะไร”
หญิงสาวสูดกลิ่นอากาศเข้าไปช้าๆ ก่อนตอบ
“กลิ่น”
“กลิ่นฝน?”
“อืม” เธอลืมตาขึ้นมองม่านฝนตรงหน้า
“กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ กลิ่นไม้เก่า ทุกอย่างจะชัดขึ้น”
เธอยิ้มบางๆ
“เวลามองอะไรไม่ชัด ฉันจะใช้กลิ่นแทน”
หัวใจของมาซาอากิกระตุกประโยคนั้นฟังดูธรรมดาแต่เขารู้ว่ามันไม่ธรรมดาเลย
อาโออิรีบหัวเราะเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป
“อ๊ะ”
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ”
“แบบไหน”
“เหมือนลูกหมาถูกดุ”
“ผมไม่ได้ทำ”
“ทำค่ะ”
เธอใช้นิ้วชี้แตะระหว่างคิ้วของเขาเบาๆ “ขมวดอีกแล้ว”
มาซาอากิสะดุ้งเล็กน้อยไม่ใช่เพราะแรงแต่เพราะมันเป็ครั้งแรกที่เธอแตะตัวเขาเองโดยไม่ได้คิดอะไร ส่วนอาโออิเองก็ชะงักไปเหมือนกันนิ้วเรียวค้างอยู่กลางอากาศเพียงเสี้ยววินาทีก่อนรีบชักกลับ
“เอ่อ........ขอโทษ” เธอเกาศีรษะแก้เขิน
“ไม่เป็ไร”
ทั้งคู่เงียบลงพร้อมกันคราวนี้ความเงียบกลับต่างจากเมื่อครู่ เบาบางและอบอุ่นกว่าเดิม เสียงฝนยังคงตกแต่ดูเหมือนหัวใจของคนสองคนจะเริ่มเปลี่ยนจังหวะไปพร้อมกับมัน
ฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดม่านน้ำสีเทาปกคลุมสวนแอปเปิลจนูเาอีกฝั่งหายไปจากสายตาลมเย็นพัดเอาหยดฝนละเอียดเข้ามาถึงใต้ชายคาแม้จะนั่งหลบอยู่ในโกดังแต่ปลายรองเท้าของทั้งคู่ก็ยังเปียกเสียงฝนดังสม่ำเสมอดังเสียจนไม่จำเป็ต้องหาเื่คุย
อาโออิเอนหลังพิงลังไม้เงยหน้ามองหลังคาสังกะสี
“คุณเคยโดนฝนตอนเด็ก ๆ ไหม” เธอถามขึ้นลอย ๆ
“เคยสิ”
“โดนเพราะตั้งใจ หรือโดนเพราะกลับบ้านไม่ทัน”
“ส่วนใหญ่ไม่ทัน” มาซาอากิหัวเราะ
“โตเกียวฝนชอบตกตอนเลิกเรียน”
“แล้วกลับยังไง”
“วิ่ง”
“แล้ว?”
“ก็เปียก”
“แค่นั้น?”
“แค่นั้น”
อาโออิส่ายหน้า“ไม่มีความโรแมนติกเลย”
“ชีวิตผมไม่ค่อยมี”
หญิงสาวหัวเราะก่อนเอียงหน้าเล็กน้อย“ของฉันมีนะ”
“อะไร”
“ตอนประถม” เธอเลื่อนสายตาออกไปนอกโกดังราวกับกำลังมองย้อนกลับไปในอดีต
“วันหนึ่งฝนตกหนักมาก”
“พ่อมารับช้า”
“ฉันก็เลยนั่งร้องไห้อยู่หน้าประตูโรงเรียน”
“ทำไมร้อง”
“คิดว่าพ่อไม่มาแล้ว”
“ทั้งที่จริง ๆ รถติดเพราะน้ำป่า” เธอหัวเราะกับตัวเอง
“พอพ่อมาถึงแทนที่จะขอโทษกลับยื่นขวดนมอุ่น ๆ มาให้แล้วบอกว่า.......”
อาโออิเลียนเสียงเคนจิได้เหมือนจนน่าใ
“'ร้องไห้ก่อนกิน เดี๋ยวนมเค็มหมด'”
มาซาอากิหลุดหัวเราะทันที“พ่อคุณพูดแบบนั้นจริงเหรอ”
“จริง”
“แล้วคุณหยุดร้องไหม”
“หยุดสิ” เธอยิ้มกว้าง “เพราะมัวแต่งง”
ทั้งคู่หัวเราะพร้อมกันเสียงหัวเราะผสมกับเสียงฝนจนโกดังไม้ที่เมื่อครู่เงียบเหงากลับอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
...
ผ่านไปพักใหญ่ฝนเริ่มซาลงเล็กน้อยแต่ยังตกไม่หยุด อาโออิหยิบกล้องขึ้นมาเปิดดูรูปเก่า ๆ นิ้วค่อยๆ เลื่อนผ่านภาพทีละใบ ภาพสวน ภาพแมว ภาพแม่น้ำ ภาพพ่อกำลังซ่อมรั้ว ภาพแม่กำลังหัวเราะในครัวภาพเด็กในหมู่บ้าน ภาพคุณยายฟูมิ
“คุณถ่ายทุกคนจริง ๆ” มาซาอากิพูด
“อืม เพราะทุกคนสำคัญ” เธอตอบเรียบ ๆ เหมือนเป็เื่ธรรมดา
“ไม่มีรูปตัวเองเลยนะ” เขาสังเกต
อาโออิชะงักก่อนหัวเราะเบาๆ
“ก็ฉันเป็คนถ่าย”
“ตั้งเวลาถ่ายก็ได้”
“ไม่ชอบ”
“ทำไม”
หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่งปลายนิ้วหยุดอยู่บนภาพหนึ่งเป็ภาพเคนจิกับมิซากิกำลังหัวเราะด้วยกันทั้งสองไม่รู้ตัวว่าถูกถ่ายแสงแดดยามเย็นตกกระทบใบหน้าของทั้งคู่พอดี
“ฉันชอบอยู่หลังกล้องมากกว่า” เธอตอบ
“ทำไม”
“เพราะตอนอยู่หลังกล้อง” เธอยกกล้องขึ้นเอาช่องมองภาพมาบังดวงตาข้างหนึ่ง
“ฉันรู้สึกว่า.......โลกยังอยู่ตรงนี้” เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น แชะ
เธอลดกล้องลงยิ้มเขินเล็กๆ “ฟังดูแปลกเนอะ”
“ไม่” เขาตอบทันที “ไม่แปลก”
อาโออิมองเขาดวงตานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มอ่อนเป็รอยยิ้มเล็กๆ ไม่กว้างแต่จริงใจ
“ขอบคุณ” เธอพูดเบา ๆ
“เื่อะไร”
“ที่คุณไม่เคยทำเหมือนฉันเป็คนประหลาด”
คำพูดนั้นทำให้มาซาอากิเงียบเขานึกถึงวันแรกที่เจอกันหญิงสาวที่พูดไม่หยุด หัวเราะไม่หยุด วิ่งไปทั่วหมู่บ้าน เขาเคยคิดว่าเธอเป็คนแปลกจริงๆ แต่ตอนนี้เขากลับคิดว่าคนที่แปลกอาจเป็ตัวเขาเองมากกว่าคนที่ใช้เวลาครึ่งชีวิตวิ่งไล่ตามความสำเร็จจนลืมหยุดมองต้นไม้ลืมฟังเสียงฝน ลืมสังเกตสีของท้องฟ้าและลืมแม้แต่จะถามตัวเองว่ากำลังมีความสุขหรือไม่
“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
“ฉันถามอะไรอย่างหนึ่งได้ไหม”
“ได้สิ”
หญิงสาวใช้นิ้ววาดวงกลมบนฝาลังไม้เบาๆ เหมือนกำลังรวบรวมความกล้า
“ตอนที่คุณลาออกจากโตเกียว คุณเสียใจไหม”
คำถามนั้นทำให้มาซาอากินิ่งไปเขาไม่เคยตอบคำถามนี้กับใครแม้แต่ตัวเองเสียงฝนยังคงตกเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าสุดท้ายเขาจึงตอบ
“วันแรกเสียใจ......วันที่สองก็ยังเสียใจ.......อาทิตย์แรกก็ยังคิดว่าตัวเองบ้า”
อาโออิหัวเราะเบาๆ “แล้วตอนนี้ล่ะ”
มาซาอากิมองออกไปยังสวนแอปเปิลมองสายฝน มองูเาที่ถูกเมฆกลืนหายไปก่อนตอบช้า ๆ
“ตอนนี้...ผมดีใจที่มาที่นี้” เขาเพิ่งรู้ว่าคำตอบนั้นชัดเจนกว่าที่คิด
หญิงสาวไม่พูดอะไรเพียงยิ้มรอยยิ้มเล็กๆ อ่อนโยนเหมือนคนที่เพิ่งได้ยินคำตอบที่ตัวเองหวังไว้โดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นเสียงฟ้าร้องดังสนั่นครืนนน! อาโออิสะดุ้งอย่างเห็นได้ชัด มือคว้าชายแขนเสื้อของมาซาอากิโดยอัตโนมัติทั้งคู่ชะงักพร้อมกันหญิงสาวก้มมองมือตัวเองที่กำผ้าเสื้อเขาแน่น
“อะ!” เธอรีบปล่อยทันที ใบหน้าขาว ๆ ค่อย ๆ แดงขึ้น
“ขอโทษ ฉันใเสียงฟ้า”
มาซาอากิหัวเราะเบาๆ “ผมนึกว่าคุณไม่กลัวอะไรเสียอีก”
“ใครบอก” เธอทำแก้มป่อง “ฉันกลัวหลายอย่าง”
“อย่างเช่น”
หญิงสาวเงียบก่อนตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ “ไว้วันหลังค่อยเล่า”
คำตอบนั้นลอยหายไปพร้อมเสียงฝนแต่มาซาอากิไม่รู้เลยว่าคำว่าฉันกลัวหลายอย่าง จะกลายเป็ประโยคที่เขาจะนึกถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวันที่โลกของอาโออิมืดสนิท
...
ฝนตกต่ออีกเกือบหนึ่งชั่วโมงจากเม็ดใหญ่ค่อยๆ กลายเป็ละอองละเอียดเสียงกระทบหลังคาไม้เบาลง จนในที่สุดเหลือเพียงหยดน้ำที่ไหลจากชายคา
อาโออิลุกขึ้นเป็คนแรกก่อนเดินออกไปยืนตรงปากโกดังเธอยื่นมือออกไปรับฝนที่เหลืออยู่ปลายนิ้วเรียวเปียกเป็ประกาย
“หยุดแล้ว” เธอพูดเบา ๆ
มาซาอากิเดินมาหยุดข้างกันกลิ่นหลังฝนตกหอมกว่าตอนฝนกำลังตกเสียอีกกลิ่นดินชื้น กลิ่นมอสที่เกาะตามโคนต้นไม้ กลิ่นใบแอปเปิลที่เพิ่งผ่านสายฝนทุกอย่างสดใหม่ราวกับโลกเพิ่งถูกล้างสะอาด
อาโออิสูดหายใจลึก“ชอบจังกลิ่นหลังฝน”
“อืม” มาซาอากิพยักหน้า “ผมเพิ่งสังเกตว่ามันหอม”
หญิงสาวหัวเราะ“คุณเริ่มเหมือนคนหมู่บ้านแล้วนะ”
“วัดจากอะไร”
“เริ่มดมอากาศ”
“หือ......”
“เมื่อก่อนคุณเอาแต่มองนาฬิกา”
คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งไปแปลกตรงที่มันเป็ความจริงเมื่อครั้งยังอยู่โตเกียวทุกอย่างในชีวิตถูกแบ่งเป็เวลา เจ็ดโมงต้องออกจากบ้าน แปดโมงเริ่มประชุมเที่ยงกินข้าว บ่ายประชุมอีก สองทุ่มเลิกงาน สี่ทุ่มกลับถึงห้อง เขาเคยมองนาฬิกามากกว่ามองท้องฟ้าเสียอีกแต่ตอนนี้เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านาฬิกาบอกเวลากี่โมงและกลับไม่รู้สึกว่ามันสำคัญ
ทั้งสองเดินออกจากโกดังพื้นดินนุ่มกว่าเดิมรองเท้าบูตจมลงในโคลนบาง่อาโออิเดินนำหน้าไปสองก้าวก่อนหยุดกะทันหัน
“ฟังสิ” เธอพูดโดยไม่หันกลับมา
“อะไร”
“เงียบก่อน”
มาซาอากิหยุดเดินเสียงแรกที่ได้ยินคือหยดน้ำที่ตกจากใบไม้ลงสู่พื้นติ๋ง...ติ๋ง จากนั้นเสียงน้ำไหลในลำธารเล็กหลังสวน เสียงนกตัวหนึ่งร้องตอบอีกตัว เสียงลมพัดผ่านยอดไม้และเสียงแมลงที่เริ่มออกหากินหลังฝนเสียงเหล่านี้เคยมีอยู่เสมอแต่เขาไม่เคยฟัง
“ได้ยินไหม” อาโออิถาม
“ได้ยิน”
“ธรรมชาติคุยกันอยู่” เธอยิ้มก่อนเดินต่อ
มาซาอากิมองแผ่นหลังของหญิงสาวแล้วอดคิดไม่ได้ว่าบางทีอาโออิอาจไม่ได้เป็คนที่เห็นโลกสวยกว่าคนอื่นแต่เธอแค่ตั้งใจมองมันมากกว่าคนอื่น
เมื่อเดินมาถึงปลายสวนรุ้งกินน้ำเส้นหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นพาดผ่านระหว่างูเาสองลูก สีสันไม่ชัดนักแต่สวยจนทั้งคู่หยุดเดินพร้อมกัน
“รุ้ง...” อาโออิพึมพำ
ก่อนรีบคว้ากล้องแต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ยกขึ้นถ่ายทันทีกลับยืนนิ่งมองมันอยู่เฉย ๆ นานกว่าที่เคย
มาซาอากิสังเกตเห็น“ไม่ถ่ายเหรอ”
หญิงสาวส่ายหน้า“เดี๋ยวค่อยถ่าย”
“ทำไม”
เธอยิ้มบางๆ “บางอย่าง...” สายตายังคงจับจ้องรุ้งเส้นนั้น “ฉันอยากมองด้วยตาตัวเองก่อน”
คำตอบทำให้เขาเงียบเขารู้ว่าสำหรับคนทั่วไปมันเป็เพียงประโยคธรรมดาแต่สำหรับอาโออิทุกครั้งที่เธอพูดคำว่ามองด้วยตาตัวเอง มันเหมือนคำอธิษฐานที่ไม่มีใครได้ยิน
รุ้งค่อยๆ จางลง อาโออิจึงยกกล้องขึ้นเสียงชัตเตอร์ดังเพียงครั้งเดียว แชะ
“แค่นี้?” มาซาอากิถาม
“อืม”
“ปกติคุณถ่ายสิบรูปไม่ใช่เหรอ”
หญิงสาวหัวเราะ“บางครั้ง.........”
เธอก้มดูภาพบนหน้าจอ“ถ้าดูพอแล้ว รูปเดียวก็พอ”
...
ระหว่างเดินกลับท้องฟ้าค่อยๆ เปิดแสงแดดอ่อนส่องผ่านเมฆเกิดประกายบนหยดน้ำที่เกาะตามกิ่งไม้ อาโออิเดินช้าลงเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
“ฉันถามอีกข้อได้ไหม”
“ได้”
เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อยเป็นิสัยที่เขาเพิ่งสังเกตเวลาจะถามเื่สำคัญ
“คุณเคยรู้สึกไหมว่าคนคนหนึ่ง........” เธอเว้น่
“เข้ามาในชีวิตเรา ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ”
มาซาอากิหันไปมองหญิงสาวยังคงมองทางเดินไม่ได้มองเขา
“เคย” เขาตอบ
“แล้วเป็ยังไง”
“ตอนแรกก็คิดว่าเป็เื่บังเอิญ” เขาหัวเราะเบา ๆ
“แต่พอนานเข้ากลับรู้สึกเหมือนเขาควรอยู่ตรงนั้นมาั้แ่แรก”
อาโออิหยุดเดินช้าๆ สายลมพัดชายเสื้อของเธอไหวเบา ๆ เธอหันมาสบตาเขา ดวงตาคู่นั้นนิ่ง ใสและอ่อนโยน ก่อนจะยิ้มเป็รอยยิ้มที่ไม่กว้างแต่สวยที่สุดั้แ่เขารู้จักเธอ
“ฉันก็คิดแบบนั้น”
เธอตอบเพียงเท่านั้นแล้วเดินนำต่อทิ้งให้มาซาอากิยืนอยู่กับหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ
ไกลออกไปเหนือแนวูเาเมฆก้อนสุดท้ายกำลังลอยผ่านแสงอาทิตย์และไม่มีใครรู้เลยว่าฤดูร้อนปีนี้กำลังพาทั้งสองคนเดินเข้าใกล้ความรักทีละก้าวอย่างเงียบงัน