บทที่ 7 ทำลายสถิติสำนักเมฆาเคลื่อน
เป็ไปได้อย่างไร?
สามวัน
เวลาเพียงแค่สามวัน คนผู้นี้ก็สามารถบรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้แล้ว? แน่นอนว่านี่ต้องเป็ความฝัน
สวีตงถูตาอย่างแรงและหยิกแขนตัวเอง พยายามทำให้ตัวเองตื่นตัวขึ้น แล้วเพ่งพินิจซูฝานอีกครั้ง
พลังบำเพ็ญของเขายังคงอยู่ในขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางเช่นเดิม! ในใจของเขาพลันเกิดคลื่นลมปั่นป่วนอย่างรุนแรง
‘คนผู้นี้ เป็ร่างิญญาไร้ค่าจริงหรือ?’
ศิษย์อัจฉริยะของสำนักมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ผู้ที่ทะลวงขอบเขตหลอมกายาจากกายเนื้อได้เร็วที่สุดก็ยังต้องใช้เวลาถึงห้าวัน
อีกนัยหนึ่ง ความเร็วของบุรุษผู้นี้ได้ทำลายสถิติที่เร็วที่สุด กลายเป็คนแรกของสำนัก
“ศิษย์พี่สวี เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“เป็เพราะความเร็วในการฝึกฝนของข้าช้าเกินไปหรือ?” หากเป็ในกาลก่อน การมองรอยยิ้มของซูฝานในยามนี้ เขาคงจะรู้สึกว่ามันช่างโง่เขลาเหลือเกิน ทว่าบัดนี้กลับทำให้เขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งศีรษะ
ในใจเขารู้สึกหวาดกลัว
‘ช้าเกินไปหรือ? ข้าอยากตบหน้าเ้าสักฉาด’
‘ความเร็วเช่นนี้ยังถือว่าช้าอยู่หรือ แล้วใครเล่าจะมีความเร็วที่ถือว่าเร็ว?’
‘ไอ้หนูเ้าเล่ห์ เ้าคิดจะทำให้ผู้ใดโมโหตายกันแน่?’
สวีตงพาความรู้สึกหงุดหงิดติดตัวไปด้วย หมุนตัวจากไปอย่างรีบร้อน
ซูฝานมองดูเงาร่างด้านหลังของสวีตง รู้สึกกลัดกลุ้มอยู่บ้าง “ข้ามิได้ซ่อนพลังลมปราณไว้แล้วหรอกหรือ เหตุใดเขาจึงยังสามารถมองทะลุพลังบำเพ็ญของข้าได้ในชั่วพริบตา”
“เพราะว่าพลังของเขาแข็งแกร่งกว่าเ้า”
“การซ่อนพลังลมปราณนั้นใช้ได้ผลเฉพาะกับผู้ที่มีพลังบำเพ็ญด้อยกว่าเ้าเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีพลังบำเพ็ญเหนือกว่า ย่อมสามารถมองทะลุเห็นระดับพลังบำเพ็ญของเ้าได้อยู่ดี”
ต้าเฮยโก่วกล่าว
“เช่นนั้นแล้ว ข้าจะต้องทำเยี่ยงไร จึงจะสามารถซ่อนพลังบำเพ็ญได้อย่างสมบูรณ์?” ข้าเป็เพียงร่างิญญาไร้ค่า หากก้าวะโเร็วเกินไป ย่อมจะนำมาซึ่งความสงสัยอย่างแน่นอน
เตาหลอมราชันมารและไข่มุกปราณโลหิตมิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ได้
“มีวิชาลับพิเศษบางอย่างที่สามารถซ่อนพลังบำเพ็ญได้” ต้าเฮยโก่วยกอุ้งเท้าขึ้น แล้วกดลงบนหว่างคิ้วของซูฝาน
ทันใดนั้น ซูฝานรู้สึกได้ถึงกระแสข้อมูลมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขา
เคล็ดพรางกาย!
เป็เคล็ดจิติญญา ไร้พลังทำลายล้างใด ๆ ผลลัพธ์เดียวคือการซ่อนเร้นพลังบำเพ็ญ
“เป็อย่างไรบ้าง?”
“การติดตามพี่ชายไม่เลวเลยใช่หรือไม่!”
ต้าเฮยโก่วแยกเขี้ยวยิงฟัน ท่าทางภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
“ไม่เลว ไม่เลว” ซูฝานพยักหน้าติด ๆ กัน
อยากได้อะไร เขาก็ให้สิ่งนั้น ช่างมีน้ำใจจริง ๆ
“ไม่ดีแน่”
ต้าเฮยโก่วหูตั้งชันขึ้นทั้งสองข้าง กล่าวเสียงต่ำว่า “สวี่ซานอินมาแล้ว รีบซ่อนเตาหลอมราชันมารเร็ว ระวังเดี๋ยวจะถูกตรวจค้นตัว”
ซูฝานรีบถอดเตาหลอมราชันมารออก กวาดตามองไปรอบถ้ำ หากเกิดสวี่ซานอินจะค้นถ้ำด้วยล่ะ?
“อมไว้” ในยามคับขัน ซูฝานยัดของเข้าไปในปากของต้าเฮยโก่ว
ในชั่วขณะถัดมา สวี่ซานอินก็มาถึงถ้ำอย่างร้อนรนและเร่งรีบ
สวีตงตามมาติด ๆ
“ขอคารวะผู้าุโ” ซูฝานโค้งคำนับ
ส่วนต้าเฮยโก่วนั้นก็นอนราบกับพื้นเช่นเคย หูห้อยลู่ทำท่าทางไม่เป็ที่สะดุดตาแต่อย่างใด “ปล่อยพลังบำเพ็ญของเ้าออกมา”
สวี่ซานอินรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าอย่างมาก
เมื่อได้ยินรายงานจากสวีตง เขาแทบไม่อยากเชื่อ จึงรีบวิ่งมาตรวจสอบด้วยตนเอง
“ขอรับ” พลังบำเพ็ญในขอบเขตหลอมกายาจากร่างเก่าะเิออกมา
แม้ว่าต้าเฮยโก่วจะถ่ายทอดเคล็ดพรางกายให้แก่ซูฝาน แต่ก็ยังต้องฝึกฝนอีก ดังนั้นในยามนี้จึงยังไม่สามารถซ่อนพลังบำเพ็ญได้
อีกทั้งสวีตงรู้แล้วว่าเขาได้ทะลวงขีดจำกัด หากยังคงปิดบังพลังบำเพ็ญต่อไป อาจจะก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็ขึ้นได้
“ท่านอาจารย์ ท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่ ข้ามิได้หลอกลวงท่านเลย”
สวีตงกล่าว สวี่ซานอินมองดูซูฝานด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขาล้วงดวงแก้วเผยิญญาออกมาจากถุงเก็บของ แล้วกล่าวด้วยลมหายใจที่เร่งรีบว่า “ข้าจะทดสอบร่างิญญาของเ้าอีกครั้ง”
ซูฝานเชื่อฟังยิ่ง เขายื่นมือไปแตะที่ดวงแก้วเผยิญญา
เมื่อมองดูดวงแก้วเผยิญญาที่เปล่งแสงริบหรี่ สวี่ซานอินก็ขมวดคิ้วแน่น ‘เป็ร่างิญญาไร้ค่าจริง ๆ’
‘แต่ร่างิญญาไร้ค่าจะสามารถบรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้อย่างไรภายในเวลาเพียงสามวัน?’
สวีตงกล่าวเสียงต่ำว่า “ท่านอาจารย์ เขาน่าจะซ่อนของล้ำค่าอะไรไว้กับตัว”
“ไอ้สุนัขชั่ว คิดจะทำร้ายข้า!”
ซูฝานรู้สึกตึงเครียดทั้งกายและใจ มองไปที่สวี่ซานอินแล้วยิ้มประจบว่า “ท่านผู้าุโ ข้าเป็แค่คนจนคนหนึ่ง จะมีของล้ำค่าอะไรได้ หากไม่เชื่อ ท่านค้นตัวข้าได้”
เขายืนอยู่ตรงนั้น กางแขนทั้งสองข้างออก ท่าทางเปิดเผยตรงไปตรงมา
สวี่ซานอินมองไปที่สวีตงแวบหนึ่ง
สวีตงรีบก้าวเข้าไปข้างหน้าทันที ค้นตัวอีกฝ่ายอย่างละเอียดั้แ่หัวจรดเท้า แต่ก็ไม่พบสิ่งใด “ศิษย์พี่สวี ต้องค้นให้ละเอียดนะ”
ในดวงตาของซูฝานซ่อนแววเยาะหยันเอาไว้เล็กน้อย โชคดีที่มีต้าเฮยโก่วอยู่ ไม่เช่นนั้นเตาหลอมราชันมารคงถูกค้นพบอย่างแน่นอน
สวีตงขมวดคิ้ว เงยหน้ามองซูฝาน
ซูฝานอ้าปาก ในปากของเขาก็ไม่มีเช่นกัน
สวีตงผู้ไม่ยอมแพ้เริ่มค้นหาในถ้ำอีกครั้ง
ครู่ต่อมา เขากลับมาหาสวีซานอินด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน พลางส่ายหน้าอย่างผิดหวัง กล่าวว่า “ไม่มีขอรับ”
สวี่ซานอินกวาดสายตามองไปทั่วถ้ำ สุดท้ายก็หยุดลงที่ต้าเฮยโก่ว
ซูฝานรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ทว่าภายนอกยังคงดูสงบนิ่งเช่นเดิม
‘อย่าตื่นตระหนก ต้องไม่ตื่นตระหนกเด็ดขาด มิเช่นนั้นก็จะเผยจุดอ่อนออกมา’
ในที่สุด สวี่ซานอินก็มิได้เกิดความสงสัย เขาละสายตากลับมามองที่ซูฝาน แล้วถามว่า “เ้าฝึกวิชาอย่างไร?”
ซูฝานแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก กล่าวว่า “ก็แค่ฝึกฝนตามปกติเท่านั้น ศิษย์ก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ช่างประหลาดจริง ๆ”
“ร่างิญญาไร้ค่าอย่างเ้า กลับทำลายสถิติที่เร็วที่สุดของสำนักเมฆาเคลื่อนของพวกข้าได้” สวี่ซานอินพึมพำ แล้วถามว่า “ศิลาิญญาที่ข้าให้เ้าไป ใช้หมดแล้วหรือไม่”
“ขอรับ” ซูฝานพยักหน้า
สวี่ซานอินมอบศิลาิญญาให้ซูฝานอีกห้าสิบก้อน
“จงพยายามต่อไป” เขากล่าว “นอกจากนี้ พลังบำเพ็ญของเ้า อย่าได้บอกผู้อื่น รอจนถึงเวลาประลองกับสวีเจียวเจียว แล้วค่อยให้เป็เื่น่าประหลาดใจแก่เซวียฉางซาน”
ทันใดนั้น สวี่ซานอินเริ่มรู้สึกตื่นเต้นกับการประลองครั้งนี้ขึ้นมา