พรบุหลันจ้องมองใบหน้าของแม่ด้วยความอาลัยอย่างที่สุด ดวงตาบอบช้ำไม่อาจละความร้อนวูบวาบไปได้เลย นิ้วน้อยๆ ไล้ไปบนรอยยิ้มของแม่ ดั่งจะจดจำภาพนี้ให้ขึ้นใจ เพราะเธออยากให้แม่ยิ้มมากที่สุด แม้คนทั่วไปจะรับรู้ว่าครูรัชนีกรเป็คนใจดีและมีความโอบอ้อมอารีกับคนอื่นอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ทุกคนไม่รู้ก็คือ แม่เก็บกักความทุกข์ไว้มากมายแค่ไหน
ั้แ่เธอจำความได้ เธอก็มักจะเห็นแม่นั่งมองทิวไม้เป็เวลานานๆ แม่ทำเหมือนมีอะไรอยู่ในใจตลอดเวลา และมีเพียงเื่ราวของใครบางคนเท่านั้นที่ทำให้แม่ยิ้มได้อย่างมีความสุข ในยามที่แม่พูดถึงเขา สายตาของแม่บ่งบอกบางสิ่งที่เธอไม่กล้าคิดไกลไปถึงคำตอบ รู้แต่แม่มีความสุขก็พอแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกว่าเป็ความสุขที่เศร้ามาก เพราะแววตาของแม่บอกแบบนั้น
“หนูหวังว่าเขาจะมานะคะแม่ แม่จะได้ไม่ติดค้างอะไรกับเขาอีก”
เธอพึมพำกับรูปภาพ ก่อนจะหันกลับไปยังบันไดด้านข้าง เพื่อลงมาเตรียมของชำร่วยสำหรับแจกแขกผู้มาร่วมงานซึ่งมีไม่มาก ทว่าแผงอกกว้างของใครบางคนที่อยู่ในระดับสายตาก็ทำให้พรบุหลันต้องแหงนหน้าขึ้นมอง แขกคนใหม่ที่ทำให้เธอถึงกับตกตะลึงจนลืมแม้กระทั่งเสียงของตัวเอง
ผู้ชายใน่วัยไม่น่าจะเกินสามสิบปี ที่มีเรือนร่างสูงใหญ่จนเธอต้องแหงนหน้าขึ้นมอง เขาสวมชุดสูทสากลเรียบหรูดูดี สมาร์ตอย่างที่สุด ราวกับเขาคนนี้เป็นายแบบที่หลุดออกมาจากแมกาซีนหัวนอกสักเล่ม ใบหน้าหล่อจัดสไตล์หนุ่มลูกครึ่งยุโรปทำให้พรบุหลันหายใจติดขัด
แม้กำลังตื่นตะลึง แต่เธอก็ยังไม่วายจะสำรวจตรวจตราใบหน้านั้น เริ่มจากเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม ไถด้านข้างสั้น แต่้าที่ยาวกว่าถูกหวีเรียบลู่ไปด้านหลัง อีกทั้งแนวคิ้วสีเดียวกับดวงตาที่ทอดมองเธออยู่ก็ทำให้พรบุหลันสะท้านมากขึ้น เพราะระยะที่ใกล้กันขนาดนี้ทำให้เธอเห็นแม้กระทั่งแพขนตาที่หนาและงอนงามดุจสตรี รวมทั้งภาพสะท้อนในลูกแก้วสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น ซึ่งจะเป็อะไรไปไม่ได้นอกจากใบหน้าของเธอ
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอกระตุกวาบมากที่สุดก็คงเป็ จมูกโด่งเป็สันที่ทำท่าราวกับจะโน้มเข้าใกล้ ริมฝีปากเรียบตรงที่้าปกคลุมไปด้วยไรหนวดจางๆ แอบเซ็กซี่เล็กๆ กำลังขยับออก กว่าพรบุหลันจะรู้ตัวว่าไม่สมควรจ้องมองเขาแบบนี้ ก็ตอนที่ดวงตาคมเข้มคู่นั้นทอแสงอ่อนลงอย่างเอื้อเอ็นดู
“สวัสดีค่ะ คุณ... เอ่อ... คุณมางานของแม่ใช่มั้ยคะ”
พรบุหลันพนมมือไหว้และเอ่ยทักออกไปก่อน แม้ว่าจะดูไม่ดีเพราะติดขัด แต่เธอก็พยายามดึงสติกลับมาให้มากที่สุดแล้ว ก็ใบหน้าของเขาทำเอาเธอนึกคำพูดไม่ออก เรียกได้ว่าั้แ่เกิดมาเธอยังไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนหล่อมากขนาดนี้มาก่อน นอกจากดารา นายแบบตามหน้านิตยสาร แต่คนเ่าั้ก็ให้แฟนคลับชื่นชมผ่านจอโทรทัศน์หรือไม่ก็โปสเตอร์สินค้าเท่านั้น ไม่เคยมีคนหล่อที่ไหนมายืนให้เธอชื่นชมได้ใกล้มากขนาดนี้
คนหล่อที่ยืนอยู่ตรงหน้าทำให้อารมณ์เศร้าของเธอชะงักค้างเสียดื้อๆ กลายเป็เืลมวูบวาบอย่างไม่เหมาะกับกาลเทศะ ทั้งที่เวลานี้เธอควรจดจ่ออยู่กับความเศร้าหมองแท้ๆ แต่ใจเธอกลับไขว้เขว และเมื่อปรับสติสตังได้แล้วก็ควรที่จะต้องเอ่ยถามออกไปเพราะเธอเป็เ้าภาพ อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าเขามาผิดงานหรือเปล่า เพราะรอบเมรุนี้ก็มีงานอยู่สี่ศาลาด้วยกัน เขาอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ เพราะเธอมั่นใจว่าไม่รู้จักผู้ชายคนนี้แน่ แต่เขากลับตอบว่า...
“ใช่ครับ ผมมางานของ...พี่เดือน ผมอารัญ”
เขาตอบคำถามก่อนจะหันใบหน้าหล่อเหลามองตรงไปยังรูปภาพของแม่ รอยยิ้มเศร้าฉายขึ้นบนใบหน้า
“ฉันเป็ลูกสาวของท่านค่ะ”
พรบุหลันเอ่ยแนะนำตัวเองทั้งที่หัวใจของเธอกำลังสะท้านไม่ต่างจากร่างกายเมื่อได้ยินเสียงทุ้มนั้นตอบกลับมา เพราะเขาคือ ‘อารัญ’ คนที่ทำให้แม่ยิ้มได้ทุกครั้งยามที่พูดถึง
เขาคือคนที่เธอพยายามส่งข่าวคราวของแม่ ั้แ่ที่คุณหมอบอกว่าแม่จะอยู่ได้อีกไม่นาน จนเธอได้เบอร์โทรศัพท์ของคนทางนั้นมา และก็ได้แจ้งข่าวครั้งสุดท้ายในวันที่แม่จากไปอย่างสงบ เขาคือคนที่เธอคาดหวังว่าจะได้พบตลอดเวลาที่ผ่านมา และเขาก็คือคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
“ฉันดีใจค่ะ ดีใจที่สุดที่คุณมาได้ แม่พูดถึงคุณตลอด เอ่อ... เชิญด้านล่างก่อนนะคะ พระท่านต้องขึ้นมาทอดผ้าน่ะค่ะ”
พรบุหลันเสียงสั่นเพราะดีใจกับแม่จนน้ำตาจะไหล แต่ก็ต้องเชิญเขาลงไปด้านล่างก่อน เพราะพิธีการต่างๆ กำลังเริ่มขึ้น ใจจริงเธออยากจะพูดอยากจะถามเื่ราวต่างๆ ของแม่จากเขาตั้งมากมาย ทั้งอยากให้เขารู้ว่าวาระสุดท้ายของแม่มีเขาเป็คนสำคัญ และการที่เขามาเผาศพแม่ในวันนี้ได้ ก็ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าแม่ก็สำคัญสำหรับเขาไม่น้อยไปกว่ากัน แต่เธอต้องยั้งทุกสิ่งไว้เพราะต้องให้งานพิธีผ่านพ้นไปก่อน และก็คงจะเสียมารยาทมากถ้าเธอจะถามหรือพูดคุยเื่ส่วนตัวของเขามากกว่านี้ เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่ได้พบกัน
ภากรทำหน้าที่เรียนเชิญผู้ใหญ่ซึ่งมาร่วมงานขึ้นเป็ผู้ทอดผ้าบังสุกุล เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์พิจารณาผ้านั้นไปใช้ ถือเป็การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้วายชนม์
“เขาคือคนที่จันทร์ตามหาเหรอ”
ภากรกระซิบถามในจังหวะที่พระกำลังพิจารณาผ้าบังสุกุล ไม่ใช่เพียงเขาหรอกที่อยากรู้ว่าผู้ชายดูดีและหล่อจัดจนดูแตกต่างจากคนที่นี่อย่างสิ้นเชิงเป็ใครกัน เพราะคนทั้งงานก็พากันชำเลืองมองผู้มาใหม่ทั้งนั้น แต่ที่สำคัญที่สุดก็คงเป็สีหน้าที่แสดงอาการแปลกๆ ของพรบุหลัน ที่ทำให้เขาทนไม่ได้จนต้องถาม
หน้าระเรื่อกับดวงตาเจือความสุขคล้ายกับว่าพรบุหลันกำลังประหม่ากับการมาเยือนของคนแปลกหน้า คนที่ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเขาแปลกไป เพราะมันเจือไปด้วยความเจ็บ
“ใช่ค่ะพี่กร คุณอารัญเขาเป็คนสำคัญของแม่น่ะค่ะ”
พรบุหลันมองตามสายตาของภากรไปยังคนรูปหล่อจนใจเธอสั่นสะท้าน เขาเป็ใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหนนั้นเธอไม่รู้ เธอรู้จักเขาเพียงผ่านคำบอกเล่าของแม่ รู้ว่าเขาสำคัญกับแม่มาก รู้ว่าแม่มีความสุขทุกครั้งเมื่อพูดถึงเขา รู้ว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สรุปคือเธอรู้จักเขามากอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ไม่รู้ก็เพียงว่าเขารูปหล่อราวกับดารา
“แล้วเขาจะขึ้นมาเผาน้าเดือนมั้ย เขาเป็ฝรั่งจะเข้าใจประเพณีของเราหรือเปล่าล่ะ”
ภากรอดไม่ได้ที่จะมองใบหน้าโซนยุโรปนั้นอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจยาวเพราะความหนักใจกับสายตาของพรบุหลัน การที่เธอชำเลืองมองผู้ชายคนนั้นอยู่บ่อยครั้งก่อกวนเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“เดี๋ยวจันทร์ไปถามเขาเองค่ะ รบกวนพี่กรช่วยดูแลทางนี้ด้วยนะคะ”
ใบหน้าสวยค้อมต่ำลงเพราะกลัวว่าอาการวูบวาบจากความคิดนอกลู่นอกทางของเธอจะเป็พิรุธให้ภากรเห็น เธอควรจะทำหน้าที่ของเ้าภาพให้ดี โดยเฉพาะเขาเป็แขกคนสำคัญของแม่ แขกที่แม่ไม่ได้ร้องขอให้เธอบอกเขา แต่เธออยากให้เขามาหาแม่เป็ครั้งสุดท้าย เพราะมั่นใจอย่างที่สุดว่าถ้าแม่ได้เจอเขา แม่คงจะอาการดีขึ้น
พรบุหลันค้นหาที่อยู่ของเขาจากเอกสารเก่าเก็บในลิ้นชักของแม่ แล้วก็เจอชื่อเขาอยู่ในนั้น ชื่อของเขาที่จ่าหน้าซองจดหมายที่แม่เขียน แต่ไม่เคยส่งไป แม้ว่าเขาจะมาช้าไปแล้วก็ตาม แต่เธอก็จะทำให้เขาขึ้นไปกล่าวไว้อาลัยกับแม่เป็ครั้งสุดท้ายให้ได้
“ไปสิ ผมตั้งใจจะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่คุณ...”
อารัญให้คำตอบในทันทีที่เธอสอบถามว่าเขาจะขึ้นไปร่วมพิธีการด้วยหรือไม่ ดวงตาคมเข้มมองลึกไปในตาคู่สวยที่มองเขาดั่งอยู่ในภวังค์ รอยยิ้มอ่อนโยนส่งออกไปให้ลูกสาวของรัชนีกร เพราะเขาเห็นแววเต้นระริกด้วยความตื่นเต้นบางอย่างเจืออยู่ในนั้น
“พรบุหลันค่ะ ฉันชื่อพรบุหลัน”
“อย่างนั้นต้องรบกวนคุณพรบุหลันแนะนำผมด้วยนะครับ เพราะผมไม่เข้าใจประเพณีไทยเลย นี่ก็เป็ครั้งแรกที่ผมมางาน เอ่อ...แบบนี้น่ะครับ”
“ได้ค่ะ ฉันจะคอยแนะนำเอง” พรบุหลันรับคำพลางหลบสายตา เพราะกลัวตัวเองจะแสดงสิ่งไม่เหมาะสมออกไปมากกว่านี้ และเมื่อเธอมองเลยไปที่ด้านหลังเขา ก็เพิ่งเห็นว่านอกจากอารัญแล้วยังมีชายหนุ่มหน้าตาดีมากับเขาด้วยอีกคน ดูท่าแล้วก็น่าจะเป็คนไทย แต่ในฐานะเ้าภาพเธอควรจะเป็คนแนะนำทุกอย่างให้เขาเองมากกว่า และเมื่อสัญญาณประชุมเพลิงดังขึ้น เธอจึงเชิญเขาขึ้นไปบอกลาแม่เป็ครั้งสุดท้าย
อารัญหยิบดอกไม้จันทน์จากพานที่พรบุหลันยื่นมาให้นำไปวางไว้ที่ฐานของโลงตามที่ผู้อื่นวางไว้อยู่ก่อนแล้ว จากนั้นจึงขยับเลี่ยงออกมายืนอยู่ด้านหน้ารูปผู้ตาย
ดวงตาคมเข้มทอดมองใบหน้าของเธอที่ส่งรอยยิ้มตรงมาให้เขา เพิ่งได้เห็นใกล้ๆ ว่ารัชนีกรในวัยสามสิบเจ็ดปีนั้นยังสวยงามไม่ต่างจากเมื่อสิบห้าปีก่อนสักเท่าไร เพียงแต่ดวงตาไม่ได้สุกสกาวเหมือนดวงดาวบนฟากฟ้าอีกแล้ว ทว่าคนที่ยืนอยู่ด้านข้างของรูปภาพนั้นกลับไม่ใช่...
อารัญมองใบหน้าของพรบุหลันสลับกับมองใบหน้าของรัชนีกร ‘คล้ายกันมาก’ แต่คนที่มีตัวตนอยู่ตรงหน้าเขาดูสวยกว่า พรบุหลันสวย สาว บอบบาง ดุจดอกไม้แรกแย้ม และยังมีชีวิต แวบหนึ่งของความคิดนั้นคือเขาอยากใช้ความสวยของเธอคนนี้ให้คุ้มค่า
พรบุหลันมองเขาวางฝ่ามือบนกรอบรูปของแม่ ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ััลงมาตามกรอบรูปในตำแหน่งของเส้นผม ก่อนจะแตะนิ่งๆ อยู่บนซีกแก้มผ่านกระจกใสอย่างแ่เบา เขาทำราวกับคนตกอยู่ในภวังค์ หรือเขากำลังกล่าวไว้อาลัยกับแม่เป็ครั้งสุดท้าย
รอยยิ้มทั้งน้ำตาเกิดขึ้นเมื่อเห็นสิ่งนั้น แม้ตั้งใจว่าจะไม่ร้องไห้อีกก็ตาม เพราะเธออยากส่งแม่ด้วยความเข้มแข็ง ไม่อยากให้แม่ต้องห่วงอะไรอีก แต่ภาพความประทับใจที่เธอพาเขามาหาแม่ได้ ทำให้เธอฝืนน้ำตาไว้ไม่ไหวจริงๆ
‘แม่คะ จันทร์พาเขามาหาแม่ได้แล้วนะคะ แม่ไปในที่ที่มีความสุขนะคะ ไม่ต้องห่วงอะไรทางนี้อีกแล้ว จันทร์อยากให้แม่มีความสุข’
เธอบอกแม่ในใจว่านี่ไม่ใช่หยาดน้ำตาของความทุกข์ และไม่ต้องห่วงเธออีก หยาดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มนี้เกิดจากความดีใจที่เธอทำให้แม่พบความสุขเป็ครั้งสุดท้าย และเมื่ออารัญก้าวมายืนตรงหน้า ดวงตาที่ฉ่ำชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาก็ช้อนขึ้นมองเขาด้วยความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
“เข้มแข็งนะครับ พี่เดือนคงไม่อยากให้คุณต้องทุกข์”
อารัญไล้นิ้วมือเกลี่ยซับหยาดน้ำตาที่ยังคงไหลอาบสองแก้มอย่างอ่อนโยน ััแ่เบาและสายตาที่สื่อผ่านคือการปลอบประโลมจิตใจ
“หากคุณ้าความช่วยเหลือ ติดต่อผมได้ตลอดเวลา ผมยินดีให้ความช่วยเหลือลูกของพี่เดือนอย่างดีที่สุด”
อารัญประคองฝ่ามือที่ยกขึ้นไหว้ขอบคุณเขา ก่อนจะก้าวเดินจากไป โดยไม่คิดจะหันกลับไปมองใครด้านหลังอีก เพราะสิ่งที่เขา้านั้นสำเร็จแล้ว
รอยยิ้มเหี้ยมปรากฏขึ้นบนใบหน้า มั่นใจอย่างที่สุดว่าผืนน้ำสงบนิ่งที่เขาเพิ่งตีน้ำให้กระเพื่อมขึ้นนั้นทำให้ทุกสิ่งที่หลับใหลตื่นตัว และเมื่อเขาหย่อนเหยื่อลงไป ปลาจะติดเบ็ดทันที
“พรุ่งนี้ทำตัวให้ว่าง ฉันมีเื่ให้นายทำ”
เสียงทุ้มที่เจือไปด้วยความเหี้ยมของเ้านายทำให้กายอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองใบหน้าหล่อนั้นผ่านกระจกมองหลัง เพราะอยากรู้จริงๆ ว่าขณะนี้บอสของเขาอยู่ในสภาวะอารมณ์ไหนกันแน่ ทั้งที่เมื่อสักครู่ดวงตาคมเข้มยังฉายแววอบอุ่นและเห็นใจเ้าภาพสาวสวยไม่วางตา แต่ทำไมแค่ขึ้นรถ ทั้งสายตา น้ำเสียง ถึงได้เปลี่ยนเป็ดุดันไม่ต่างจากมารร้ายที่พร้อมจะกระชากหัวใจเหยื่อออกมากินทั้งเป็
“บอสจะให้ผมทำอะไรเหรอครับ”
“พรุ่งนี้ก็รู้ ไปได้แล้ว”
อารัญสั่งเสียงเรียบ แต่ดวงตายังจับจ้องไปบนเมรุที่ปากปล่อง้าเริ่มมีควันสีขาวพวยพุ่งออกมา พรบุหลันยังยืนอยู่ที่นั่นเพื่อส่งร่างไร้ิญญาไปสู่์ แต่จะเป็อย่างนั้นได้จริงเหรอ รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากอีกครั้ง เพราะเขามั่นใจว่าดวงิญญาของรัชนีกรไม่มีทางไปถึง์ได้หรอก เขาจะเป็คนกระชากเธอลงมาเอง
อารัญแค่นยิ้มอย่างสะใจคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ภายใต้ดวงตาที่ทอดมองรัชนีกรด้วยความอ่อนโยน ภายใต้นิ้วมือที่เกลี่ยไล้บนซีกแก้ม ภายใต้การแสดงออกถึงความอาลัย ทว่าสิ่งที่คิดนั้นกลับไม่ใช่เลย...
‘สำหรับสิบห้าปีที่จากลา หนี้ที่ติดค้างกันเอาไว้ พรบุหลันจะเป็คนชดใช้ ขอให้ไปถึงสุคตินะ หึ!’
นั่นคือสิ่งที่เขาพูดกับดวงิญญาของรัชนีกร แม้จะเป็เพียงการพูดกับรูปภาพ แต่เขาก็สะใจ เพราะนับจากนี้ไปเขาจะได้ัักับร่างกายที่มีเืเนื้อ และเชื่อได้ว่าเปลวไฟที่แผดเผาร่างของรัชนีกรจนมอดไหม้อยู่นั้น จะไม่ทำให้ิญญาของเธอต้องทุรนทุรายได้เท่ากับที่รู้ว่า เขาจะทำอะไรกับลูกสาวของเธอบ้าง แต่จะว่าเขาก็ไม่ได้นะ เพราะเธอเป็คนมอบพรนั้นให้เขาเอง
พรของรัชนีกร พรของพระจันทร์ ‘พรบุหลัน’
#อารัญคนเลว
ถ้าคุณชอบพระเอกร้ายๆ แบบมีเหตุผล เข้ามาค่ะ
รับประกันความเหี้ยม!!!