ลมเย็นยามเช้าพัดผ่านกำแพงไม้ของค่ายใหญ่เมืองโลก ธงสีแดงดำที่ปักเรียงรายเหนือหอเฝ้ายามพลิ้วไหวช้าๆ ท่ามกลางเสียงทหารเดินสวนสนาม เสียงตีเหล็ก และเสียงม้าร้องดังเป็ระยะ
กองเสือหมอบแมวเซาเดินทางกลับมาถึงค่ายแล้ว
หลังจากออกศึกและเดินทางไกลอยู่หลายเดือน ชื่อเสียงของพวกเขากระจายไปทั่วหัวเมืองเหนือ จนแม้แต่ทหารรักษาประตูค่ายยังมองพวกภูผาด้วยสายตาแตกต่างออกไป
พวกเขา ไม่ใช่เพียงนักรบธรรมดาอีกแล้ว
แต่เป็กองกำลังพิเศษ ที่สร้างสิ่งอัศจรรย์ กองกำลัง 100 นาย ออกไปรบในดินแดนข้าศึก ที่อันตรายทุกฝีก้าว รายงานว่า ได้สังหารศัตรูกว่าสองพันคน เผาเสบียง ได้หลายสิบเกวียน ทั้งยังสามารถ กลับมาได้อย่างปลอดภัยทุกคน นี่มันเป็เื่เหลือเชื่อแล้ว
ข้าวของ เงินทอง มากมายที่ได้มาจากการปฏิบัติการในครั้งนี้ ภูผาแบ่งไว้เป็ทุนแล้ว ยังแบ่งส่วนเก็บไว้ให้กับกำลังพลทุกคน กระนั้นก็ยังเหลืออีกมากมาย เขาจะมอบให้กับพระยาโลกทั้งหมด
“กลับมาถึงสักทีโว้ย!”
พันโยนห่อสัมภาระลงพื้น ก่อนจะเหยียดยืดตัวเต็มแรงจนกระดูกลั่นดังกร๊อบ
ทองขาวหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้า
“เอ็งบ่นั้แ่ขึ้นม้าจนลงม้า นี่ถ้าเ้ามีเมีย ข้าสงสัยว่า นางจะมีโอกาสได้พูดบ้างไหม”
“ก็ข้าเมื่อยจริงนี่ แต่เอ..นะ สายตาเ้าหล่ะ มองหาใครอยู่”
ภูผาไม่ได้สนใจเสียงเถียงของทั้งสอง เขากวาดสายตามองรอบค่าย ก่อนสายตาจะหยุดลงตรงลานฝึกด้านใน
หญิงสาวในชุดฝึกทหารสีเข้มกำลังถือดาบไม้ เผชิญหน้ากับทหารร่างใหญ่
ฟึ่บ! ปัง..ปัง..
ร่างบางก้มหลบดาบ ก่อนหมุนตัวฟาดดาบไม้ใส่ข้อพับเข่าของอีกฝ่ายเต็มแรง
ตุ้บ!
ชายร่างใหญ่ทรุดลงทันที
แล้วอีกคนคำรามแล้วพุ่งเข้าใส่ แต่หญิงสาว
กลับใช้จังหวะก้าวเฉียง หลบพ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนศอกจะกระแทกเข้าสีข้างอย่างจัง จนอีกฝ่ายหงายตระแครงหลังล้มทั้งยืน
เสียงทหารรอบลานร้องเฮทันที
ภูผายืนมองนิ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก
“เรือนแก้ว…”
หญิงสาวหันมา เมื่อเห็นภูผา ดวงตาก็เบิกกว้าง ก่อนรอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ภูผา!”
นางรีบวิ่งเข้ามา แต่ยังไม่ทันถึงตัว ภูผาก็ยกมือขึ้นรับหมัดเล็กๆ ที่พุ่งใส่หน้าอกเขา
ปึก!
“โอ๊ย!”
ภูผาหัวเราะ
“ต้อนรับกันแบบนี้เลยรึ”
เรือนแก้วเชิดหน้าเล็กน้อย
“ลองดูว่าเ้าฝีมืออ่อนลงหรือยังต่างหาก”
ทองขาวเดินเข้ามามอง ก่อนเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ
“ฝีมือดีขึ้นเยอะ ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงภายใน”
เรือนแก้วยิ้มอย่างภูมิใจ
“ตอนนี้ข้าชนะทหารตัวใหญ่ๆ ได้แล้วนะ”
“แม้จะยังสู้พวกยอดฝีมือไม่ได้”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
หญิงสาวรูปร่างเล็กในชุดไทยสีอ่อน ห่มสไบเฉียง เผยให้เห็นหัวไหล่ที่ขาวเนียน เดินออกมา ดวงตาคมเฉียบเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ทุกคนล้วนจ้องมองตะลึงตา..
เรือนแก้ว นั้นงามคม และอ่อนหวาน ยากหาอื่นใดมาเปรียบแล้ว แต่เจี่ยวเจี่ยว นั้นต่างออกไป เป็ความงามที่ผุดผาด แจ่มใส สูง ขาว ตาอี่ นางไม่ได้อ่อนหวาน แต่นางมีความพิเศษ ที่ไม่เหมือนใคร
เจี่ยวเจี่ยว
นางเดินมาหยุดข้างเรือนแก้ว ก่อนมองภูผานิ่งๆ
“หากเจอพวกที่ใช้ลมปราณจริง นางยังไม่รอด”
เรือนแก้วทำหน้ามุ่ยทันที
“เจี่ยวเจี่ยว!”
ภูผาหัวเราะเบาๆ ก่อนพยักหน้า
เขามองออกทันที ว่าการเคลื่อนไหวของเรือนแก้วเปลี่ยนไปมาก
รวดเร็วขึ้น
แม่นยำขึ้น
รู้จักใช้แรงน้อยแต่ได้ผลมาก
แม้ยังไม่ถึงระดับนักสู้ชั้นสูง แต่ถ้าเป็ทหารทั่วไป นางสามารถเอาชนะได้จริง
“เ้าสอนนางเองรึ”
เจี่ยวเจี่ยวพยักหน้า
“พระยาบวรรับข้าเป็ลูกบุญธรรมแล้ว ข้าจึงอยู่ที่นี่”
คำพูดนั้นทำให้ภูผาแปลกใจเล็กน้อย
แต่เมื่อคิดดู ก็ไม่แปลกนัก
พระยาบวรเป็คนมองคนขาด และย่อมเห็นคุณค่าของหญิงสาวลึกลับคนนี้
ทองขาวเองก็เดินเข้ามาหาเจี่ยวเจี่ยวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มผิดปกติ
“ไม่ได้เจอกันนาน”
เจี่ยวเจี่ยวมองเขา ก่อนยิ้มบางๆ
“เ้ายังไม่ตายอีกหรือ”
พันถึงกับหลุดหัวเราะลั่น
แต่ทองขาวกลับหัวเราะตามเหมือนไม่ถือสา
“คำทักทายของเ้าก็ยังเหมือนเดิม”
ทั้งสองยืนคุยกันเงียบๆ ท่ามกลางสายตางุนงงของพัน
ภูผามองภาพนั้นแล้วยิ้มเล็กน้อย
บรรยากาศในค่ายกลับมาคึกคักอีกครั้ง
เสียงหัวเราะ
เสียงฝึกดาบ
เสียงคนะโเรียกกันไปมา
่เวลาสงบก่อนพายุาลูกใหญ่จะมาถึง
หลายวันต่อมา กองกำลังของพระยาบวรเริ่มเคลื่อนพลลงใต้สู่กรุงศรีอยุธยา
ครั้งนี้เป็การเดินทางครั้งใหญ่
ทั้งเรือรบ
เรือเสบียง
แพไม้ขนาดมหึมา
ทหารนับพันเคลื่อนตัวไปตามลำน้ำราวงูั์สายยาว
ยามกลางวัน เสียงคนคุยกันดังทั่วแม่น้ำ
ยามกลางคืน เปลวไฟจากตะเกียงนับร้อยสะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ
ท้ายแพใหญ่ของกองเสือหมอบแมวเซาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
ตูม!
พันะโลงน้ำ ก่อนดำหายไปครู่หนึ่ง แล้วโผล่ขึ้นมาพร้อมปลาตัวใหญ่ในมือ
“ฮ่าๆๆ ได้อีกตัวแล้ว!”
เรือนแก้วร้องอย่างตื่นเต้น
“โยนมาเร็ว!”
ทองขาวนั่งก่อไฟอยู่บนแพ พลางใช้มีดเฉือนปลาอย่างคล่องแคล่ว
กลิ่นปลาย่างเริ่มลอยอบอวลไปทั่ว
เจี่ยวเจี่ยวนั่งกอดเข่าอยู่ใกล้ๆ แม้ยังเงียบเหมือนเดิม แต่แววตากลับดูผ่อนคลายกว่าที่เคย
ภูผานั่งอยู่ริมแพ เอาเท้าหย่อนลงน้ำ มองสายน้ำไหลผ่านช้าๆ
ภาพแบบนี้…เขาไม่เคยคิดว่าจะได้ััอีก
โลกเดิมของเขามีแต่เสียงเชียร์
เสียงพนัน
เสียงหมัดกระแทกกันบนเวที
แต่ที่นี่…กลับให้ความรู้สึกเหมือนมี “พวกพ้อง” จริงๆ
ทว่าเมื่อเข้าใกล้เขตกรุงศรีอยุธยา สีหน้าของภูผาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
รอยยิ้มจางหายไป เปลี่ยนเป็จริงจัง
แววตากลับมาเย็นเฉียบอีกครั้ง ครั้งนี้เขาต้องทุ่มเทสุดความสามารถของเขา เพื่อปกป้องบ้านเมืองและคนที่เขารัก
คืนนั้นเอง เขาหายออกจากกองเรือเงียบๆ
เงาร่างสีดำเคลื่อนผ่านป่าริมน้ำรวดเร็วราวภูตผี
กลางวันเขาปลอมตัวเป็ชาวบ้าน
กลางคืนเขาเคลื่อนตัวเหมือนเงา
จนในที่สุด…ก็มาถึงค่ายทหารขนาดมหึมาของพม่า
ธงหงสาวดีปลิวสะบัดเต็มแนวค่าย
เสียงทหาระโ
เสียงช้างร้อง
เสียงตีเหล็กดังระงมไปทั่ว
ภูผาแฝงตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ใกล้กระโจม แผ่พลังคลื่นออกไปตรวจสอบทุกอย่าง เขาเพ่งไปที่ บัญชาการ ฟังการสนทนาของนายกองพม่าอย่างเงียบเชียบ
“พระเ้าอลองพญารับสั่ง ให้สร้างค่ายเป็ระยะ”
“ค่อยๆ รุกเข้าไปทีละชั้น”
“จนปืนใหญ่ยิงถึงกำแพงอยุธยา”
ภูผาหรี่ตาลง
แผนแบบบีบรัดช้าๆ
พอค่ายใหญ่สร้างเสร็จ ให้นำกำลังมาสมทบอีก สามหมื่น เมื่อเตรียมการพร้อมสัพ จะทำการเข้าตีเมือง ทั้งสี่ทิศ ผลัดหน่วยทหารเข้าตี ทั้งกลางวัน และกลางคืน
ใช้กำลังมหาศาลบดขยี้ศัตรูทีละนิด
อีกเสียงดังขึ้น
“แม่ทัพอะแซวุ่นกี้ได้กลับหงสาวดีแล้ว”
“เกิดปัญหาภายใน ต้องกลับไปจัดการ”
“ตอนนี้พระเ้าอลองพญาทรงบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง โดยมีองค์ชายมังระคอยเป็ผู้ช่วยอยู่ข้างๆ”
ภูผานิ่งไปเล็กน้อย
ชื่อของมังระ…เขาจำได้ดี
ในประวัติศาสตร์ ชายคนนี้จะกลายเป็กษัตริย์นักรบที่น่ากลัวที่สุดคนหนึ่งของพม่า
เขากวาดตามองทั่วค่ายอีกครั้ง
ระเบียบของกองทัพพม่าน่ากลัวกว่าที่คิด
ทหารจำนวนมหาศาล
เสบียงพร้อม
อาวุธครบมือ
หากปล่อยให้สร้างค่ายประชิดอยุธยาสำเร็จ…
าครั้งนี้จะหนักหนาสาหัสกว่าที่ทุกคนคิดแน่นอน
ฟึ่บ…
ภูผาถอยออกจากต้นไม้อย่างเงียบกริบ
ไม่มีร่องรอย
ไม่มีเสียงแม้แต่น้อย
เขาเลือกกลับออกมาเงียบๆ โดยไม่แตะต้องใคร
เพราะการทำให้ศัตรูรู้ตัวตอนนี้
ก็ไม่ต่างจากการแหวกหญ้าให้งูตื่น…
เขาต้องรีบกลับไปวางแผน สร้างสถานการณ์ให้มีจังหวะและช่องว่าง ที่จะสามารถเข้าใกล้พระเ้าอลองพญาให้ได้
หากปล่อยนานไป จนมีกำลังมาสมทบอีก กรุงศรีอยุธยาต้องอยู่ในภาวะคับขันแล้ว.