ข้าคือราชันย์สัตว์ป่า (我是百獸之王)

    บทที่ 5 พี่ชายคนงาม

            ‘ลี่หยาง’ ปรายตามองเด็กหญิงที่จ้องเขาจนน้ำลายจะหกอย่างพิจารณามีชีวิตอยู่มาเกือบร้อยปี นี่เป็นครั้งแรกที่มีสตรีมองเขาอย่างไม่สงวนท่าทีเช่นนี้แต่สายตาของนางไม่ได้น่ารังเกียจมันใสกระจ่างจนสามารถมองทะลุเข้าไปในใจของนางด้วยซ้ำ

            “บุรุษที่ไหนจะชอบได้ยินคนชมว่าตนงดงาม” ความน่าสนใจของเด็กน้อยทำให้ลี่หยางผ่อนคลายท่าทางเย่อหยิ่งลงมือเรียวงามโบกพัดไปมาอย่างมีจริต

            “ทำไมละพี่ชาย หล่อเหลาก็เป็นคำชม สง่างามก็เป็นคำชมงดงามก็เป็นคำชมเช่นกัน ล้วนหมายถึงคนหน้าตาดี” ชิงชิงอธิบายอย่างมีหลักการพี่ชายคนนี้มีหน้าตาที่ดีจริง ๆเพียงแต่ไม่ว่าคำชมไหนก็ไม่เหมาะกับเขาเท่าคำว่างดงาม

            “ฮะฮ่ะฮ่า พูดได้ดีนี่เด็กน้อย” ตั้งแต่จำความได้ลี่หยางก็ไม่ชอบคำว่างดงามมาตลอดเขารู้สึกถึงเจตนาแอบแฝงของคนพูดคำนี้อยู่เสมอแต่ตอนนี้ที่เด็กหญิงพยายามอธิบายความหมายให้เขาเข้าใจเป็นครั้งแรกที่ลี่หยางเริ่มชอบคำนี้ขึ้นมา

            “แน่นอน พี่ชายท่านงดงามเช่นนี้ต้องภูมิใจสิจะมีสักกี่คนที่เป็นลูกรักสวรรค์เช่นท่าน มีหน้าตาที่งดงามยิ่งกว่าใครที่ข้าเคยเจอ”มือน้อยยกนิ้วโป้งตอกย้ำคำพูดของตัวเอง แน่นอนว่าชิงชิงไม่ได้โกหกหากสำรวจจากสองชาติที่ผ่านมา พี่ชายคนนี้งดงามที่สุดจริง ๆไม่รู้ว่าพระเจ้าต้องตั้งใจขนาดไหนตอนที่ปั้นใบหน้าของเขา

            “ดี! ดี! เช่นนั้นข้าจะภูมิใจกับใบหน้านี้เอาไว้”จากที่เคยไม่ชอบใบหน้าเหมือนกับสตรีของตนตอนนี้ลี่หยางกลับอยากเชิดหน้าให้คนเห็นได้ชัดเจนขึ้นดูเหมือนคำว่างดงามจะไม่ระคายหูเขาอีกแล้วลี่หยางทรุดเข่าข้างหนึ่งลงเพื่อมองหน้าของเด็กหญิงให้ชัดเจนขึ้น “เจ้าชื่ออะไร”

            เมื่อระดับสายตาอยู่ใกล้เคียงกันเช่นนี้ชิงชิงก็ยิ่งสามารถซึมซับความงามได้มากขึ้นเด็กน้อยเหม่อลอยไปกับทิวทัศน์ที่งดงามตรงหน้าจนลืมกระทั่งการตอบคำถามของเจ้าของทิวทัศน์ไป

            “ฮึฮึ น้องสาวมองพอแล้วหรือไม่ หากพอแล้วก็บอกชื่อเจ้าเร็ว” ลี่หยางหุบพัดในมือแล้วเคาะไปที่คางของเด็กหญิงที่อ้าปากค้างเบา ๆเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขามีอารมณ์รื่นเริงเช่นนี้

            ชิงชิงได้สติกลับมาแล้วก็รู้สึกอับอายไปชั่วขณะนางมองจนเจ้าตัวเขาต้องเตือนเลยหรือนี่ ช่างทำตัวไร้ยางอายเกินไปแล้วหลังจากเก็บกวาดความอายของตัวเองกลับมาแล้ว ชิงชิงจึงได้ตอบออกไป “ชิงชิง ข้าชื่อชิงชิง”

            “ชิงที่แปลว่าดาวน่ะหรือ ชื่อน่ารักดี” ลี่หยางลูบหัวเด็กน้อยที่พยักหน้าขึ้นลงอย่างเอ็นดูเจ้าเด็กนี่คิดอะไรในใจเพียงมองตาก็รู้จนหมดสิ้น รอบตัวคงปราศจากอันตรายใด ๆถึงได้โตมาอย่างบริสุทธิ์เช่นนี้ “พี่ชื่อลี่หยางลี่ที่แปลว่างาม กับหยางที่แปลว่ามหาสมุทร” นานแล้วที่ลี่หยางไม่ได้เปิดใจทำความรู้จักใครใหม่ๆ หากไม่เพราะถูกชะตากับชิงชิงเป็นพิเศษ เขาคงไม่เปิดเผยตัวตนของตนเองเช่นนี้

            “ชื่อท่านก็เพราะมาก ว่าแต่...พี่ชายลี่หยางท่านเข้ามาทำอะไรในป่าหรือ?”เมื่อรู้จักกันแล้วชิงชิงก็ถือว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกัน นางรู้จักป่าแถวนี้เป็นอย่างดีหากเขาหลงป่าหรือหาอะไรไม่แน่ว่านางอาจจะรู้

            “พี่มาหาเห็ดหลินจือสีทอง ชิงชิงเข้าป่าบ่อยหรือ เคยพบเห็นบ้างหรือไม่?”ลี่หยางจูงมือเด็กหญิงค่อย ๆ เดินห่างจากบริเวณหน้าผาเขาลงไปดูอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีสิ่งที่เขาต้องการสักอย่าง เสียดายเวลาจริง ๆ

            แท้จริงแล้วลี่หยางก็แค่ถามไปอย่างนั้นเด็กหญิงชาวบ้านคนหนึ่งจะตามหาสมุนไพรหายากเจอได้อย่างไรแค่ดูก็รู้ว่านางไม่มีพลังวิญญาณเลยสักนิดจึงไม่มีทางจะสัมผัสได้ถึงพืชสมุนไพรหายากพวกนี้แน่หากไม่เพราะตัวเขาผ่านทางมาแล้วรู้สึกได้ถึงพลังของพืชมีพลังวิญญาณแล้ววันนี้เขาก็คงกลับแล้ว

            “เห็ดหลินจือสีทอง?” หัวของชิงชิงเริ่มค้นภาพที่เคยได้เห็นตลอดหลายปีเห็ดหลินจือสีทอง? เหมือนจะไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแฮะ “ท่านพี่ลี่หยางข้าไม่เคยเห็นเห็ดหลินจือสีทองมาก่อนเลย”

            ลี่หยางมองเด็กหญิงที่ส่ายหัวไปมาด้วยสายตาเอ็นดูวันนี้ไม่เจอก็ช่างเถอะ อย่างไรแดนหมื่นพิษก็ไม่ได้ขาดแคลนสมุนไพรอย่างน้อยมาคราวนี้ก็ไม่ได้เสียเที่ยวซะทีเดียวได้เจอเด็กน้อยน่ารักเช่นนี้ก็ไม่เสียเปล่าแล้ว “ช่างเถิด ไป! พี่จะพาเจ้าไปส่งบ้าน”

            “ท่านพี่ลี่หยางเข้าป่ามาหาสมุนไพร ท่านเป็นหมอหรือ?” ตะวันเริ่มคล้อย ถึงเวลาที่ชิงชิงต้องกลับบ้านแล้วจริง ๆทั้งสองจึงเดินจูงมือกันไปตามทางที่ชิงชิงบอก

            “พี่ไม่ใช่หมอหรอก แต่เป็นคนทำยา” ชายหนุ่มบอกไม่หมดเขาเป็นคนทำยาก็จริงอยู่ เพียงแต่ยาที่เขาทำมีแต่ยาพิษทั้งนั้นชิงชิงอายุยังน้อยเขาไม่อยากให้นางตกใจ

            “เช่นนั้นก็ดีเลย ข้าเคยเจอโสมอยู่ต้นหนึ่ง ไม่รู้ว่าท่านจะอยากได้หรือไม่?”หลายวันก่อนชิงชิงเข้าป่ามาเจอโสมอยู่ต้นหนึ่งเป็นโสมที่เริ่มมีใบหน้าแล้ว อายุคงไม่น้อยน่าจะมีสรรพคุณทางยาสูงตัวนางไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็เลยไม่ได้เก็บเช่นนั้นก็มอบให้พี่ลี่หยางเป็นของขวัญพบหน้าแล้วกัน

            “โสมหรือ? เอาสิ” ลี่หยางไม่ได้ตื่นเต้นกับโสมนักเขาแวะเขามาในพื้นป่าตรงนี้ก็เพราะสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณของเห็ดหลินจือสีทองแต่เจ้าเห็ดนี่หาเจอยากนัก มันพรางตัวเก่งบางครั้งก็อาจทำตัวเป็นส่วนหนึ่งกับขอนไม้ทำให้เขาพลาดไปจึงจัดเป็นสมุนไพรที่เจอได้ยาก พูดก็พูดเถอะ จากพลังวิญญาณของป่าแถวนี้การมีสมุนไพรล้ำค่าเป็นเรื่องยากมากไม่รู้ทำไมช่วงหลายปีนี้พลังวิญญาณของที่นี่ถึงได้เพิ่มขึ้นสูงเป็นพิเศษ

            เด็กหญิงกลายเป็นฝ่ายลากชายหนุ่มไปตามทางในหัวโดยมีเจ้าเสือน้อยวิ่งอยู่ด้านหน้า คอยจัดการทางให้ปลอดภัยไม่นานทั้งสองก็มาถึงเนินสูงชันที่มีมอสส์สีเขียวปกคลุม

            ชิงชิงปล่อยมือออกจากมือเนียนนุ่มของพี่ลี่หยางเด็กน้อยไต่ลงไปตามเนินอย่างชำนาญจนถึงจุดหนึ่งมือน้อยก็ขุดเขี่ยมอสส์ที่ปกคลุมอยู่ออกสิ่งที่ซ้อนอยู่ภายใต้ผ้าห่มสีเขียวตามธรรมชาติคือโสมที่เริ่มมีใบหน้าต้นเท่าฝ่ามือครึ่งหนึ่งของโสมต้นนี้มีสีอมชมพูเหมือนเนื้อมนุษย์ที่ต้องลมหนาวดูน่ารักมาในสายตาของชิงชิง

            “พี่ลี่หยางท่านมาดูเร็วว่าใช้ได้หรือไม่?” เพราะไม่รู้เรื่องยาเลยสักนิดชิงชิงจึงไม่ได้ขุดเจ้าโสมต้นนี้ออกมานางหันไปกวักมือเรียกชายหนุ่มที่ยืนมองอยู่แทน

            พริบตาเดียวลี่หยางก็มาอยู่ข้างกายเด็กน้อยชุดคลุมสีแดงสดยังไม่ทันทิ้งตัวเรียบร้อยดวงตาทรงเสน่ห์ดุจดอกท้อก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ ในมือของเด็กน้อยไม่ใช่โสมธรรมดาแต่เป็นโสมคน! ไม่สิ ไม่ใช่โสมคนธรรมดา เป็นโสมคนสีเลือด!นี่มันหายากกว่าเห็ดหลินจือสีทองเป็นสิบเท่า!

            ท่าทางของลี่หยางทำให้ชิงชิงเข้าใจไปเองว่าโสมต้นนี้ใช้การไม่ได้ขณะที่นางกำลังจะเอามอสส์มาคลุมไว้เหมือนเดิมนั่นเองมือเรียวงามก็จับแขนนางเอาไว้ก่อนพอมองตามมือนั้นไปชิงชิงก็ได้เห็นสายตาเลื่อมใสจากพี่ชายชุดแดง

            “ชิงชิงเจ้าเป็นเทพธิดาของพี่” โสมสีเลือดหาเจอได้ยากมากพวกมันเต็มไปด้วยพลังวิญญาณที่เก็บซ่อนไว้มิดชิดเหล่านักปรุงยาทั้งหลายหากต้องการก็มีแต่ต้องพึ่งโชคเท่านั้นคิดไม่ถึงว่าเขาจะอาศัยโชคของเด็กหญิงคนหนึ่งก็มาเจอกับมันได้

            เมื่อเห็นท่าทางของลี่หยางชิงชิงก็ก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย อยู่ดีดีพี่ชายคนงามก็กลายร่างเป็นชายเจ้าชู้ที่มีท่าทางหลงใหลให้กับต้นไม้มือของเขาโอบประคองโสมต้นนั้นเอาไว้อย่างทะนุถนอมดวงตาที่ดำขลับเจือไปด้วยหยาดน้ำมองตรงไปที่เจ้าโสมด้วยความรักใคร่เห็นบรรยากาศหวานชื่นระหว่างคนกับพืชแล้ว ชิงชิงก็ไม่อยากขัดได้แต่ถอยออกมายืนด้านข้าง

            “เด็กดีไปอยู่กับข้านะ ข้าสัญญาจะดูแลเจ้าอย่างดีที่สุด” เอ่อ...พี่ลี่หยาง ท่านกำลังหลอกลวงเด็กสาวอยู่หรือ? วาจาโอ้โลมนั่นคืออะไร

            “ไม่ต้องกลัวนะ ข้าจะไม่ทำให้เจ้าเจ็บเด็ดขาด” หืม?เริ่มติดเรทไปหน่อยแล้วหรือเปล่านั่นชิงชิงมองชายหนุ่มเอาอุปกรณ์มาบรรจงขุดโสมพร้อมกับพูดคำหน้าไม่อายออกมาแล้วก็สะท้อนใจสวรรค์มอบความงามให้ท่านแล้ว ก็ชดเชยต่อชาวโลกด้วยการเอาสติของท่านจากไปถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่สมเหตุสมผลดี

            “ชิงชิงพี่ไม่เอาเปรียบเจ้า บอกมาเถิดเจ้าจะขายโสมนี่เท่าไหร่” จัดการเก็บโสมสีเลือดลงในถุงหนังอย่างดีแล้วลี่หยางก็หันมาสนใจเด็กน้อยอีกครั้ง ครั้งนี้ต่างจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิงเขาเปิดใจให้ชิงชิงน้อยอย่างเต็มที่ไม่มีความระแวงและกำแพงมากันกลางระหว่างทั้งสองอีก

            “ไม่เป็นไรพี่ลี่หยาง โสมนี่ข้าเอาไปทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ท่านก็เอาไปเถิด”พ่อของชิงชิงเป็นพรานป่า รู้จักแต่ร้านขายอาหารกับร้านขายเครื่องหนังเท่านั้น ต่อให้ชิงชิงขุดโสมนี่ไปเองก็คงไม่รู้จะไปขายที่ไหนสู้ให้มันกับคนที่เห็นค่ามันไม่ได้ เมื่อเขาต้องการก็เอาไปเถิด

            “ชิงชิงน้อยเป็นเด็กดีจริง ๆ” มือของชายหนุ่มวางลงบนหัวของเด็กน้อยอย่างเอ็นดูก่อนที่เขาจะล้วงเอาหยกพกออกมาจากอกเสื้อ “พี่ให้หยกนี่กับเจ้าถือเป็นของขวัญพบหน้าของพวกเรา ไว้ถ้ามีโอกาสพี่จะมาหาเจ้าอีก”

            ชิงชิงรับหยกเนื้อเย็นมาถือเอาไว้ในมือดูจากเนื้อหยกแล้วคงเป็นของที่มีราคามาก ตอนที่นางกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธพี่ลี่หยางก็พูดขึ้นมาก่อน “ห้ามปฏิเสธนะชิงชิง เจ้าให้โสมพี่ พี่ให้หยกเจ้า ถือว่าเราแลกของพบหน้ากันแล้วจากนี้ก็นับว่าเป็นสหายถ้าเจ้าปฏิเสธพี่จะทิ้งโสมนี่เสีย”

            ลี่หยางไม่ยอมให้เด็กน้อยปฏิเสธความจริงใจของชิงชิงเขารับไว้ด้วยใจแล้วแต่หากไม่ตอบแทนกลับไปเลยก็เท่ากับว่าเขาเอาเปรียบเด็กที่จริงใจอย่างชิงชิงหยกที่เขามอบให้ชื่อว่าหยกหยินหยาง เมื่อพกมันติดตัวยามอากาศหนาวหยกจะช่วยให้อุ่นแต่ยามอากาศร้อนหยกจะเย็นขึ้นทำให้ร่างกายเย็นสบายไปด้วย หยกหยินหยางเองก็หายากมากถือเป็นของล้ำค่าชิ้นหนึ่ง

            “เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว ชิงชิงจะเก็บรักษาหยกของพี่ลี่หยางอย่างดีเลย”พอเก็บหยกใส่อกเสื้อ ชิงชิงก็รู้สึกว่าความร้อนระอุของเดือนเจ็ดคลายลงอย่างน่าแปลกใจ

            “พี่คงไปส่งเจ้าไม่ได้แล้วโสมสีเลือดตายง่ายมากพี่ต้องรีบกลับไปจัดการให้เรียบร้อย” ลี่หยางมองเด็กน้อยอย่างไม่สบายใจเขาไม่รู้ว่าบ้านนางห่างออกไปเพียงไหน แต่แดนหมื่นพิษห่างจากที่นี่มากถ้าชักช้าเกรงว่าของล้ำค่าจะเสียเปล่า

            “ไม่เป็นไรหรอกพี่ลี่หยาง จากตรงนี้ไม่ไกลก็ถึงบ้านข้าแล้วเอาไว้พี่ว่างเมื่อไหร่ค่อยมาเยี่ยมข้าที่หมู่บ้านติงชุนนะเย็นแล้วข้าต้องกลับบ้านแล้ว ลาก่อน” ฟ้าเริ่มมืดลงแล้วถ้าชิงชิงชักช้ากว่านี้รับรองว่านางได้หูชาจากเสียงบ่นของแม่ไปอีกหลายวันพูดจบนางจึงไม่รอช้าวิ่งออกไปพร้อมกับเสี่ยวหูที่รู้ใจนาย

            ลี่หยางมองตามเด็กหญิงจนสุดสายตานางเป็นเด็กพิเศษมาก เรียบง่าย จริงใจ และสดใสร่าเริง ต่างจากเด็ก ๆที่ดินแดนหัวลี่อย่างสิ้นเชิง เด็กพวกนั้นวัน ๆ คิดแต่จะฝึกฝนทดสอบพลังหาความเป็นเด็กแทบไม่เจอ วันนี้เขาได้มาเจอชิงชิงถือเป็นวาสนาแท้จริงมองจนลับตาไปไกลแล้ว ลี่หยางถึงได้หันหลังหายจากไป

             

            ชิงชิงวิ่งกลับบ้านอย่างสุดกำลังเจอเพื่อนใหม่วันนี้ก็เป็นเรื่องดีอยู่ แต่หากนางกลับบ้านช้าเกินไปละก็รับรองได้เลยว่าจากนี้อีกเป็นเดือนกว่านางจะได้ออกมาเที่ยวเล่นคนเดียวอีกใช้เวลาเพียงไม่นานจากการวิ่งอย่างเต็มฝีเท้าชิงชิงก็กลับมาถึงบ้านได้ในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินพอดี

            “ชิงชิงทำไมกลับช้านักลูก แม่จะโกรธอยู่แล้ว” หยางเซิงเดินมาดูลูกสาวที่หอบแฮกๆ อย่างน่าสงสาร ไม่รู้มัวไปเล่นสนุกอะไรอยู่ วันนี้ถึงได้กลับช้านัก

            “ข้าเจอคนเข้าไปขุดสมุนไพรในป่าเจ้าค่ะท่านพ่อ เลยอยู่ช่วยเขานานหน่อย”ชิงชิงไม่กล้าโกหก ขณะเดียวกันก็ไม่อยากบอกความจริงนางจึงกึ่งบอกกึ่งไม่บอกให้พ่อสบายใจ

            “ไปเร็ว รีบเข้าไปหาแม่ในครัวก่อน” หยางเซิงซับเหงื่อให้ลูกสาวเรียบร้อยก็จัดการดันหลังนางเข้าไปรายงานตัวกับเมียรักที่ทำกับข้าวไปบ่นไปอยู่

            ไป๋ฮวาปากก็บ่นลูกสาวมือก็ทำอาหาร ส่วนใจก็เป็นห่วงกลัวลูกจะเป็นอันตราย นางเถียงสู้สองคนพ่อลูกไม่ไหวถึงได้ยอมปล่อยให้ชิงชิงเข้าป่าไปเพียงลำพังที่ผ่านมาลูกมักจะกลับออกมาตั้งแต่บ่ายพร้อมกับสัตว์ที่หามาได้จากในป่าวันนี้จนตะวันตกดินแล้วก็ยังไม่กลับหัวของไป๋ฮวามีภาพที่นางไม่อยากคิดลอยไปมาตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ตนเองเป็นบ้าไปก่อนนางจึงฝืนตัวเข้าครัวมาทำอาหารเตรียมไว้

            “ท่านแม่มีอะไรให้ชิงชิงช่วยไหมเจ้าคะ?” ด้วยมีความผิดติดตัวเสียงของชิงชิงจึงหวานเป็นพิเศษ

            “ไปไหนมา! ทำไมพึ่งจะกลับเอาป่านนี้!!” พอเห็นลูกไป๋ฮวาก็เริ่มทำหน้าที่แม่สั่งสอนลูกจนหยางเซิงต้องเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยผลสุดท้ายชิงชิงจึงถูกลงโทษให้อยู่แต่บ้านถึงสามวัน

            “ท่านแม่...”

            “ไม่ต้องพูดเลยนะ สามวันนี้อยู่บ้านกับแม่ ห้ามออกไปไหนทั้งนั้น!” เพื่อให้ลูกสาวจดจำไว้ว่าทำผิด ไป๋ฮวาจึงไม่ยอมอ่อนข้อให้อย่างเด็ดขาดนางไม่กล้าตีลูก บางทีแค่ดุยังไม่อยาก เพียงแต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยยิ่งเวลาผ่านไปชิงชิงก็จะยิ่งละเลยความปลอดภัยของตัวเองไป๋ฮวายอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้

             

            อีกด้านหนึ่งบนหอคอยสูงระฟ้า

            “ท่านอาจารย์พักผ่อนบ้างเถิดขอรับ” ในฐานะศิษย์สายตรงที่คนสุดท้ายเด็กหนุ่มจึงเป็นผู้คอยอยู่รับใช้อาจารย์ของเขาอยู่เสมอเป็นเวลานานหลายปีแล้วที่ท่านอาจารย์แทบไม่ยอมพักผ่อนด้วยสุขภาพของอาจารย์ในตอนนี้เขาเกรงว่าท่านจะรับไม่ไหว

            “ศิษย์น้อย อาจารย์พักไม่ได้” ชายชราส่ายหัวไปมาเบา ๆดวงตาฝ้าฟางของเขามองออกไปนอกหน้าตา พิศมองดวงดาวที่โคจรอยู่บนฟ้า “ลางบอกเหตุเกิดขึ้นมาถึงสองอย่างแล้ว อาจารย์ต้องเตรียมตัวให้พร้อม”

            ‘หม่าตงชุน’ เจ้าสำนักประกายดาวคนปัจจุบันหรือก็คืออาจารย์ที่ศิษย์น้อยเรียกขานสำนักประกายดาวเป็นสำนักที่ฝึกศิษย์ที่มีความสามารถในการอ่านการเคลื่อนที่ของดวงดาวสามารถมองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ล่วงหน้าผ่านดาวบนฟ้าในฐานะผู้สื่อสารกับสรวงสวรรค์ คนของสำนักประกายดาวจึงดำรงตนอย่างขาวสะอาดอยู่เสมอ

            เพราะเป็นเจ้าสำนักหม่าตงชุนจึงเป็นผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้อ่านบันทึกลับของสำนักบันทึกนี้เก็บเรื่องราวคำทำนายของเจ้าสำนักคนก่อน ๆ เอาไว้โดยเฉพาะคำทำนายเกี่ยวกับแผ่นดินต้าลู่แห่งนี้

            เมื่อสองพันปีก่อนเจ้าสำนักคนแรกของสำนักประกายดาวได้ทำนายชะตาของดินแดนต้าลู่ไว้ว่า ‘แผ่นดินกว้างใหญ่ชีวาสุขสันต์ พริบตาดับพลัน คืนวันล่มสลาย’ พร้อมกันนั้นอดีตเจ้าสำนักยังใช้พลังทั้งหมดอ่านพลังจักรวาลเพื่อทำนายลางบอกเหตุได้7 ประการ คือ หนึ่งดาวนับหมื่นร่วงหล่นสองอาทิตย์ดับแสงจันทราสว่างไสว สามปฐพีฉีกเป็นสอง สี่พิรุณโลหิต ห้านภากลืนพิภพหกเพลิงโลกันต์กัดกิน และเจ็ดเดรัจฉานคลุ้มคลั่ง

            ลางบอกเหตุทั้งเจ็ดนี้หากเกิดขึ้นครบถ้วนเมื่อใด เมื่อนั้นแผ่นดินต้าลู่จะพบกับมหาภัยที่ทำให้ทุกอย่างล่มสลายเว้นแต่จะมีผู้พิทักษ์ถือกำเนิดขึ้นเท่านั้นแผ่นดินต้าลู่จึงจะพ้นภัยครั้งนี้ไปได้

            แปดปีที่แล้วลางบอกเหตุแรกได้เกิดขึ้น ‘ดาวนับหมื่นร่วงหล่น’เกิดเหตุการณ์ดาวบนฟ้าหล่นราวกับเป็นเม็ดฝนหลังจากนั้นได้ห้าปีก็เกิดลางบอกเหตุที่สอง ‘อาทิตย์ดับแสงจันทราสว่างไสว’ นับแต่นั้นตงชุนก็เริ่มศึกษาคำทำนายนั้นอย่างจริงจังเขาเกรงว่าหากช้าไปแม้แต่นิดเดียวหายนะที่กำลังจะมาถึงจะไม่อาจหยุดยั้งเอาไว้ได้

            ที่เขาต้องทำในตอนนี้คือทำนายเกี่ยวกับดาวผู้พิทักษ์ออกมาให้ได้ขอเพียงมีคนผู้นั้น แผ่นดินต้าลู่ก็มีทางรอดแล้ว...

            …..

            อ่านจบตอนแล้วอย่าลืมคอมเมนต์นะคะ

            หอมราตรีกาล