ห้องทดลองนิติเวช ทีมสืบสวนกรมตำรวจเมืองเทียนฉาง
เครื่องมือวิเคราะห์สารเคมีที่แม่นยำหลายเครื่อง ไฟสีเขียวสีแดงกะพริบสลับกันอย่างไร้ซุ่มเสียง ตัวเลขบนหน้าจอดิจิทัลมีการอัปเดตตัวเลขแสดงผลที่วิเคราะห์ได้ใหม่ล่าสุดไม่หยุด เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า อยู่ๆ เครื่องมือก็ส่งเสียงตี๊ดๆ ประหลาดออกมา ตามด้วยเครื่องพิมพ์ของเครื่องมือวิเคราะห์เริ่มส่งเสียงทำงาน ผ่านไปเกือบหนึ่งนาที เครื่องพิมพ์ก็หยุดลง พานเจี้ยนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว รีบดึงผลรายงานออกมา แล้วเปิดประตูวิ่งขึ้นตึกไปอย่างเริงร่า
“คุณหมอจาง ผลออกมาแล้วครับ” พานเจี้ยนยื่นรายงานผลวิเคราะห์สารพิษที่พิมพ์ออกมาให้แก่จางถงที่กำลังตรวจดูภาพตัดขวางของกระดูกมนุษย์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อยู่
“หืม เร็วขนาดนี้เชียว” จางถงถอดแว่นตาออก นวดดั้งจมูกที่เมื่อยล้า แล้วอ่านรายงานอย่างละเอียดทีละบรรทัด
“นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเ้าฆาตกรจะใช้พิษปลาปักเป้า! น่ากลัวไปหน่อยไหม” พานเจี้ยนบ่นพึมพำกับตัวเองอยู่ข้างๆ
“ไม่รู้ว่ามีอะไรที่เ้านี่มันไม่รู้บ้าง”
จางถงสีหน้าเคร่งขรึม รีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายไปยังห้องทำงานของหวังย่าหนาน “ย่าหนาน รีบมาที่นี่หน่อย ได้เื่แล้ว!”
“พิษปักเป้า” หวังย่าหนานทำหน้าสงสัยไม่เข้าใจ
“ใช่ พิษปักเป้า!” จางถงชี้ไปยังรายงานที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วอธิบายต่อ
“พิษปักเป้าเป็พิษประเภททำลายระบบประสาท มนุษย์อย่างเราได้รับพิษเพียงศูนย์จุดห้าถึงสามมิลลิกรัมก็ทำให้ตายได้แล้ว นานสุดก็สี่ชั่วโมง สั้นสุดก็สิบนาที ผู้เคราะห์ร้ายจะมีอาการชาที่ปลายนิ้วมือ ริมฝีปาก ปลายลิ้น ตามด้วยอาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ยิ่งเวลาที่ถูกพิษนานมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้เคราะห์ร้ายก็จะเริ่มมีอาการพูดติดขัด สติเลือนลาง หายใจลำบาก ความดันโลหิตลดต่ำ เป็ลม จนกระทั่งระบบทางเดินหายใจล้มเหลวจนถึงแก่ความตายในที่สุด!”
“ถ้างั้นตรวจสอบสาเหตุการตายว่าเกิดจากพิษของสัตว์ชนิดพิเศษนี้ได้ยังไงกันล่ะ เธอบอกว่าร่างของผู้ตายผ่านการต้มมาแล้วไม่ใช่หรอกเหรอ”
จางถงยิ้มน้อยๆ “ไม่ว่าแผนการของฆาตกรจะรัดกุมขนาดไหน ก็ต้องมีช่องโหว่อยู่ดี! พิษปักเป้ามีคุณสมบัติทนความร้อนสูง ต้มด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิหนึ่งร้อยองศาเซลเซียสติดต่อกันแปดชั่วโมงก็ยังทำลายพิษตกค้างไม่ได้ มีแต่จะทำให้พิษค่อยๆ สะสมเข้าไปในกระดูกมนุษย์มากยิ่งขึ้น เธอลองคิดดูนะ น้ำที่อุณหภูมิหนึ่งร้อยองศาเซลเซียส ชิ้นเนื้อของผู้ตายถูกหั่นซะบางขนาดนั้น แค่เอาน้ำร้อนธรรมดาลวกก็ได้แล้ว เขาคิดไม่ถึงว่าคุณสมบัติทนความร้อนสูงของพิษปักเป้าเล็กน้อยนี้จะกลับทำให้แผนของเขาถูกเปิดเผยออกมา” พูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของจางถงดูซีเรียสขึ้น
“ย่าหนาน คนคนนี้ไม่เพียงแต่เป็ยอดฝีมือด้านศัลยกรรมเท่านั้น ยังมีความรู้เื่ชีวพิษด้วย ดูแล้วน่าจะเป็คนที่มีการศึกษาสูง แถมยังเป็พวกหลงตัวเอง ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่จงใจเฉือนเด็กสาวผู้น่าสงสารคนนี้ออกเป็ชิ้นๆ ขนาดนี้!”
“ฆาตกรทำแบบนี้จงใจโอ้อวดตัวเองชัดๆ !” พานเจี้ยนอดแทรกขึ้นมาไม่ได้
หวังย่าหนานพยักหน้าแล้วเดินออกไป
ประตูห้องทำงานนิติเวชเพิ่งจะปิดลงได้ไม่นาน หน้าประตูก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นมา ตามด้วยเสียงดังตึง ประตูถูกระชากดออก จางถงเงยหน้าด้วยความใ แล้วขมวดคิ้ว พูดขึ้นอย่างไม่มีไมตรี “คุณนักข่าวจ้าว ในเมื่อคุณยุ่งซะขนาดนี้ ก็อย่ามาเสียเวลาที่นี่เลย ยังจะมาทำอะไรอีก”
จ้าวจวิ้นเจี๋ยยิ้มกระอักกระอ่วน เขารู้ว่าตัวเองผิด ไม่กล้าบอกจางถงว่าเมื่อคืนตัวเองดื่มเหล้าอยู่กับหลิวชุนเสี่ยว สุดท้ายนอนหลับไม่รู้เื่อยู่บนโซฟาบ้านหลิวชุนเสี่ยวทั้งคืน เพราะดื่มจนเมาหัวราน้ำ เช้านี้เลยไปทำงานสายด้วยกันทั้งคู่ เขายกมือขึ้นกุมขมับโดยไม่รู้ตัว กระทั่งตอนนี้ก็ยังปวดหัวเจียนตาย
เห็นสภาพจ้าวจวิ้นเจี๋ยที่ปวดหัวจนถึงกับต้องกัดฟัน แล้วยังตาแดงๆ นั่นอีก จางถงเข้าใจทันทีว่านี่คืออาการที่พบได้ทั่วไปของคนเมาค้าง หล่อนถอนหายใจออกมาอย่างหมดปัญญา ถอดถุงมือวางข้างกล้องจุลทรรศน์ แล้วเดินไปข้างตู้เหล็กตรงกำแพง เปิดตู้หยิบถุงกระดาษเล็กๆ ออกมา เทยาเม็ดสีขาวออกมาสองเม็ด แล้ววางถุงกระดาษนั้นกลับเข้าที่เดิม หลังจากปิดประตูตู้ จางถงก็มายืนอยู่ข้างจ้าวจวิ้นเจี๋ย พร้อมส่งยาเม็ดให้เขา
“นี่คือ” จ้าวจวิ้นเจี๋ยงงนิดหน่อย เขามองยาเม็ดในมือจางถงด้วยอาการลังเล สลับกับมองหล่อนที่ยืนคิ้วผูกเป็โบว์ตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง
“มองอะไรอยู่นั่นแหละ กินซะ ไม่ตายหรอกน่า แก้ปวดหัว ถ้าวันนี้นายยังอยากจะทำงานทำการล่ะก็ รีบกินมันลงไปซะ น้ำอยู่ตรงโน้น ไปรินเอาเอง” พูดจบ จางถงก็หันกลับไปทำงานต่อ โดยไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
จ้าวจวิ้นเจี๋ยรู้สึกซึ้งใจ เขากำมือแน่น มองจางถงแล้วก้มมองยาเม็ดที่อยู่ในมือ เขานิ่งไปชั่วอึดใจ แล้วจึงเดินไปยังเครื่องกดน้ำที่อยู่ตรงมุมกำแพง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น จางถงเงยหน้ามองพานเจี้ยน พูดเสียงเรียบ “รับโทรศัพท์หน่อยสิ”
“ครับ” พานเจี้ยนรู้ดีว่าวันนี้ความอดทนของจางถงมาถึงขีดสุดแล้ว ถ้าไม่งั้นหล่อนคงไม่ี้เีแม้กระทั่งรับโทรศัพท์
“สวัสดีครับ ห้องนิติเวช ้าเรียนสายใครครับ อืม...ครับ เดี๋ยวผมบอกให้ รอสักครู่ครับ” พานเจี้ยนหันมาพูดเสียงดัง
“คุณหมอจาง รองหัวหน้าจ้าวคนนั้นโทรศัพท์มา บอกว่าพ่อแม่ของหวังย่าจิงจะมายืนยันศพลูกสาว สะดวกไหมครับ”
พอได้ยินคำพูดนี้เท่านั้น จางถงทิ้งงานในมือแล้วรีบสาวเท้ามาที่ข้างโทรศัพท์ พร้อมยื่นมือไปรับโทรศัพท์จากพานเจี้ยน
“รองหัวหน้าจ้าว คุณได้บอกครอบครัวของผู้ตายหรือยังว่าศพได้รับความเสียหายอย่างหนัก”
“ผมบอกแล้ว แต่พ่อแม่ของผู้ตายดึงดันจะมายืนยันให้ได้ หัวอกคนเป็พ่อเป็แม่ พวกเราก็เข้าใจได้ คุณหมอจาง คุณจัดการให้หน่อยเถอะ เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงพวกเราจะไปหา”
สภาพจิตใจของจางถงแย่จนถึงขีดสุด หล่อนคิดแล้วคิดอีก แต่แล้วก็ตัดสินใจจัดเสื้อผ้าของผู้ตายให้เรียบร้อยแล้ว และนำมาวางบนเตียงชันสูตรสเตนเลส จากนั้นนำกะโหลกศีรษะของผู้ตายวางบนเตียงชันสูตรอีกเตียงที่อยู่ถัดเข้าไปทางด้านใน ท้ายสุดรูดผ้าม่านกั้นระหว่างเตียงทั้งสอง เป็อันเรียบร้อย
แม้จะบอกว่าเป็ความ้าของครอบครัวที่จะมายืนยันศพ นิติเวชอย่างหล่อนก็ห้ามอะไรไม่ได้ แต่หล่อนก็ตั้งใจพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเหลือพื้นที่ให้ครอบครัวผู้ตายได้ทำใจ หากเป็ไปได้จางถงก็ไม่อยากจะเปิดผ้าม่านพลาสติกสีเทานั้นเลยจริงๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ประตูห้องชันสูตรศพถูกเปิดเข้ามาตรงตามเวลา จ้าวหยุนเดินเข้ามาเป็คนแรก ตามด้วยสองสามีภรรยาวัยกลางคนที่หน้าซีดขาว
ตอนที่พวกเขาเดินเข้ามา จางถงสังเกตเห็นว่าสองสามีภรรยาคู่นี้เนื้อตัวสั่นเทา แววตามีความหวาดกลัวที่เก็บซ่อนไว้ไม่มิด
จางถงรู้ดีว่าอุณหภูมิในห้องชันสูตรต่ำกว่าด้านนอกมาก ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับเก็บรักษาศพ แต่ถ้ามองอีกมุมก็คือ ที่นี่ใกล้กับความตายมากเกินไป คนที่เข้ามาครั้งแรกต่างรู้สึกแบบเดียวกันแทบจะทุกคนคือ หนาวอย่างบอกไม่ถูก!
จางถงเดินมายังเตียงชันสูตรเตียงที่หนึ่ง หล่อนไม่ได้เงยหน้ามองสีหน้าของสามีภรรยาวัยกลางคนคู่นี้ แต่เสียงสะอื้นที่ดังขึ้นข้างหูนั้น เป็สิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาจำเสื้อผ้าของลูกสาวได้ จางถงถอนหายใจออกมาเบาๆ “ยังจะดูต่ออีกไหมคะ”
“ครับ! ผมอยากเห็นจิงจิง! ไม่ว่าลูกจะเปลี่ยนไปขนาดไหน เขาก็เป็ลูกสาวของผม” เสียงหนักแน่นผิดปกติของพ่อผู้ตาย
“คุณตำรวจ ผมจะต้องเห็นจิงจิงให้ได้ครับ!” น้ำเสียงสองประโยคสุดท้ายพ่อของผู้ตายสั่นเหมือนจะร้องไห้
จางถงกัดฟัน “ถ้างั้นพวกคุณทำใจดีๆ ไว้นะคะ!”
สองสามีภรรยามองหน้ากัน แล้วจึงพยักหน้าหนักแน่น