“...”เย่ชิงชิงจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ตรงหน้าอย่างว่างเปล่าใบหน้าขาวผ่องราวหยกไร้ที่ติ “ท่านต้องการสื่ออะไรกันแน่?”
เผยรุ่นจือไม่ได้ลุกขึ้นเขายังใช้ความสูงที่เหนือกว่าบดบังร่างบอบบางของนางไว้ แล้วยิ้มบางเบา“ยามเผชิญหน้ากับคนเข้มงวดและมากปัญญา ย่อมต้องระมัดระวังแต่เสี่ยวชิงชิงนั้นทำให้คนรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยช่างดีงามเสียจริง ดีงามมาก”
“โอ้? ขอบคุณที่ชม” นี่มิได้กำลังหมายความว่านางซื่อบื้อหรืออย่างไร?ยังมีอีกเรื่อง “คุณชายท่านถอยไปสองก้าวได้หรือไม่?”
“เสียมารยาทแล้ว” เผยรุ่นจือยืดตัวขึ้น กล่าวขออภัยแต่บนใบหน้ากลับแย้มยิ้ม “เสี่ยวชิงชิงหัวใจเต้นเร็วไปหน่อยน่าจะเป็นสัญญาณของไฟโทสะเข้าแทรกทรวง”
เวรเอ๊ย!
ไปลงนรกซะเถอะไอ้ไฟโทสะเข้าแทรกทรวงเย่ชิงชิงกัดฟันในใจ แต่บนใบหน้ากลับไม่แสดงออก “คุณชายเจ้าของห้างอาจจะหูไม่ค่อยดีท่านหูฝาดไปหรือไม่?”
“หืม?” เสียงใสกระจ่างแผ่วเบาเผยรุ่นจือเอียงศีรษะเล็กน้อย ราวกับต้องการได้ยินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ไอ้เจ้านี่มันจงใจแน่ๆกล้ามาหยอกล้อกับเด็กสาวอย่างนาง ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!เย่ชิงชิงเงยหน้าขึ้นกะทันหัน แล้วเชยคางที่เกลี้ยงเกลาของเขาขึ้น ถามว่า“คุณชายเจ้าของห้าง ได้ยินชัดเจนแล้วหรือไม่?”
เด็กสาวร่างเล็กยกมือขึ้นลูบปลายคางของชายหนุ่มด้วยความแตกต่างของส่วนสูง ทำให้นางดูคล้ายกำลังประคองคางเขาไว้ท่าทางจึงดูขัดเขินและน่าขัน
เผยรุ่นจือหรี่ตาจ้องมองเย่ชิงชิงราวกับประหลาดใจกับการกระทำที่กล้าหาญของนาง เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวหลบมือข้างนั้น แล้วกล่าวอย่างบริสุทธิ์ใจว่า “ชายหญิงมิควรใกล้ชิดกันนะเสี่ยวชิงชิง”
“ตอนนี้เพิ่งจะมารู้จักว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกันแล้วหรือ?” เย่ชิงชิงแค่นเสียง
เผยรุ่นจือซ่อนมือทั้งสองข้างเข้าแขนเสื้ออีกครั้งรอยยิ้มที่มุมปากมีความหมายลึกล้ำยากหยั่งถึง
งานเลี้ยงชมสวนจบลงแล้วแต่เย่ชิงชิงกลับหาผ้าปัก ‘สีเขียวๆ’ ของตนไม่พบ บางทีอาจจะตกหล่นอยู่ที่ใดสักแห่งหรือไม่ก็อาจมีคนถูกใจเก็บไปก็เป็นได้
เมื่อกลับถึงบ้านก็ค่ำมืดแล้วนางซูบอกว่าเกาเฟิงมาหาที่บ้านเมื่อครู่ ตอนนี้น่าจะอยู่ที่บ้านป้าโจว
“ข้าจะไปดูเจ้าค่ะว่าเขายังอยู่หรือไม่” เย่ชิงชิงล้างหน้าแล้วออกไปทันที
นางซูพยักหน้า“ถ้าเขาอยู่ก็ชวนมากินข้าวเย็นด้วยกันนะ”
“เขาอาจจะกินข้าวที่บ้านป้าโจวก็ได้” เย่ชิงชิงไม่อยากกินข้าวกับเด็กหนุ่มปากร้ายผู้นั้นเลยนางยักไหล่แล้วก็ออกไป
ครอบครัวของพวกนางได้เช่าพื้นที่บนภูเขาเพื่อปลูกไม้ผลการกระทำนี้ถูกมองว่าเสี่ยงอย่างยิ่งในสายตาของชาวบ้านหมู่บ้านเถียนซินพวกเขาไม่มีประสบการณ์ในการเป็นชาวสวนและผลผลิตที่ได้จะเป็นอย่างไรก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
ตั้งแต่การเพาะกล้าไม้ผลไปจนถึงการออกดอกออกผลต้องใช้เวลาหลายปีในระหว่างนี้ต้องใช้แรงงานและทรัพยากรมากมาย แต่เมื่อผ่านช่วงหลายปีนี้ไปแล้วเมื่อไม้ผลเติบโตเต็มที่ ก็แทบไม่ต้องกังวลเรื่องรายได้อีกเลย
เช่นเดียวกับโจวปิ่งวั่งในหมู่บ้านซั่งเหอเขาเป็นชาวสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านใกล้เคียง มีไร่เฉ่าเหมยสองถึงสามหมู่และยังมีสาลี่ ผิงกั่ว และผีผาอีกมากมาย ในวันธรรมดาเขาเพียงใส่ปุ๋ยและระวังแมลงส่วนในฤดูเก็บเกี่ยวก็รอเก็บเงินเท่านั้น
ชาวบ้านต่างเข้าใจว่านางซูปลูกไม้ผลเพื่อขายผลไม้แต่หารู้ไม่ว่าเย่ชิงชิงมีแผนการหนึ่งมานานแล้ว
ความสำเร็จของแยมเฉ่าเหมยทำให้นางมีความมั่นใจอย่างมากนางตัดสินใจลองผลิตแยมผลไม้และผลไม้ในน้ำเชื่อม ก่อนหน้านี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องแน่ใจว่ามีผลไม้เพียงพอ
ก่อนหน้านี้ปลาหมักหม้อดินก็มีแค่ปริมาณที่เท่ากับบ่อน้ำเพียงหนึ่งบ่อแต่ก็ขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ที่ซื้อไม่ได้ก็พากันเอะอะโวยวายซึ่งรวมถึงลูกค้าประจำหลายรายที่เคยไปมาหาสู่กัน ทำให้เสียความรู้สึกกันไปบ้าง
เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์เช่นเดิมจึงต้องแจ้งให้โจวปิ่งวั่งทราบล่วงหน้าและลงนามในสัญญา
ตลอดสองปีที่ผ่านมานางซูคุ้นเคยกับการที่ลูกๆ เป็นผู้ตัดสินใจ และนางก็ยินดีที่จะปล่อยมือการตัดสินใจของเย่ชิงชิงจึงดำเนินไปได้อย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรค
เนื่องจากไม่เคยปลูกไม้ผลมาก่อนจึงต้องไปขอคำแนะนำจากโจวปิ่งวั่ง และด้วยเหตุนี้จึงได้สนิทสนมกับเกาเฟิง
เกาเฟิงผู้นี้มีนิสัยปากไม่ตรงกับใจทุกครั้งที่เจอเย่ชิงชิง เขามักจะเปิดโหมดเยาะเย้ยหน้าเย็นชาทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจนัก
“ไม่ว่าจะมองอย่างไร เขาก็ถือเป็นบัณฑิตคนหนึ่งแท้ๆ แต่กลับไม่มีมารยาทเลยปากก็ร้ายจนไม่เว้นแม้แต่คนแก่เด็กสตรี” เย่ชิงชิงบ่นใส่หน้าเขาตรงๆ
“โง่เง่า” เกาเฟิงยังอยู่ที่บ้านป้าโจว เขายังไม่กลับชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นแล้วแค่นเสียงเย็นชา “ในเมื่อพวกนางปากเก่งถึงเพียงนั้นเหตุใดข้าต้องละเว้นด้วยเล่า?”
เย่ชิงชิงยกมือขึ้นห้ามคำพูดต่อไปของเขาและกล่าวอย่างจริงจังว่า “เจ้าอย่าได้ถ่อมตัวนักเลยเรื่องคารมเจ้าก็ไม่ด้อยกว่าใคร”
เกาเฟิงไม่ตอบเพียงจ้องมองนางด้วยดวงตาเรียวยาว แสดงออกว่าไม่พอใจ
“คุณชายที่มากับเจ้าเมื่อครู่เป็นใคร?” เขาถามขึ้นอย่างกะทันหัน“วันนี้เจ้าก็ไปหาเขามาหรือ?”
เย่ชิงชิงอึ้งไปครู่หนึ่ง“อะไรนะ?”
เกาเฟิงมองลงมาจากที่สูงเหลือบมองนาง “ก็ตอนปีใหม่นั่น...”
“โอ้~” เย่ชิงชิงพลันเข้าใจไม่คิดว่าเพียงแค่พบกันครั้งเดียว เขาก็จดจำได้แม้ว่าเผยรุ่นจือจะเป็นคนที่สะดุดตาอยู่แล้วก็ตาม “เขาเป็นแขกคนสำคัญของบ้านเราสกุลเผย”
“แขกคนสำคัญหรือ?” เกาเฟิงแค่นเสียงเยาะเย้ยแล้วฮึดฮัด “เห็นชัดๆ ว่าเป็นกิ่งฟ้าของเจ้า”
“เฮ้ย เจ้านี่ช่างไร้เหตุผลนัก แถมยังชอบทำงอนอีก” เย่ชิงชิงยกแขนขึ้นกอดอกแล้วกล่าวว่า “ไม่มีเหตุผลอะไรก็มาว่าข้าไขว่คว้ากิ่งฟ้ามันน่าสนุกนักหรือ?”
“ใครว่าไม่มีเหตุผล?” เกาเฟิงเลิกคิ้วขึ้นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ข้าเห็นชัดเลยว่า...”
อืม?“เห็นอะไร?”
เกาเฟิงเม้มปากแล้วไม่พูดต่ออีกเขาโบกแขนเสื้อใส่ แล้วกล่าวว่า “ไม่อยากคุยกับเจ้าแล้ว”
“...”
เห็นเขาหันหลังเดินจากไปด้วยความขุ่นเคืองเย่ชิงชิงถึงกับพูดไม่ออกนี่มันให้ความรู้สึกเหมือนเด็กสาวที่กำลังงอนเลยไม่ใช่หรือ?
พืชผลทางการเกษตรล้วนต้องใส่ยาเพื่อป้องกันแมลงในยุคที่ไม่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เย่ชิงชิงไม่รู้จะทำอย่างไรดีนางซูก็ไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวชาวนา จึงไม่สามารถให้คำแนะนำใดๆ ได้