ทุกคนที่มาอยู่ในเหตุการณ์ในตอนนี้ถึงแม้ว่าจะเห็นใจในโชคชะตาของคนบ้านหลงแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะช่วยเหลืออะไรได้มากอยู่ดี และทุกคนในบ้านหลงนี้ก็มีแต่คนเห็นแก่ตัวและชอบเอาเปรียบคนอื่นอยู่เป็อาจิณเสียด้วย
ดังนั้นเมื่อชาวบ้านทุกคนต่างก็เห็นว่าไฟดับหมดแล้ว พวกเขาก็พากันจากไปรวมทั้งจินเป่าด้วยเช่นกัน แต่มีหรือที่คนบ้านหลงจะปล่อยให้จินเป่ากลับบ้านไปได้ง่ายๆ
“จินเป่าแกจะไปไหนแกไม่เห็นเหรอว่าพ่อและปู่กับย่าไม่มีที่อยู่ วันนี้ก็ให้พวกเราไปนอนบ้านแม่ของแกก่อนก็แล้วกัน” นี่คือคำที่ผู้เป็พ่อพูดขึ้น
“พวกคุณลืมไปหรือเปล่าผมแซ่ซูไม่ใช่แซ่หลง และผมก็ไม่จำเป็ต้องฟังคำสั่งของพวกคุณ” เมื่อจินเป่าพูดจบเขาก็ก้าวออกมาจากประตูบ้านหลงโดยที่ไม่คิดเหลียวหลังกลับไปมองแม้แต่น้อย
คนบ้านหลงต่างก็เจ็บใจและเจ็บแค้นไปตามๆ กัน ด้านผู้ใหญ่บ้านจึงจำเป็ต้องแก้ปัญหาให้กับคนบ้านนี้ต่อไปตามหน้าที่ของตน
ปังๆๆ เสียงทุบประตูที่ดังสนั่นดังมาจากด้านนอกได้ปลุกให้ทุกชีวิตในบ้านซูที่ต่างหลับไหลกันอยู่ ให้สะดุ้งใตื่น
“เปิดประตู ออกมาเดี๋ยวนี้นะเ้าพวกคนใจดำ พ่อกับปู่และย่าจะเป็อย่างไรก็ไม่สนใจ เ้าพวกอกตัญญู” เสียงต้าอี้ที่ร้องเรียกโวยวายอยู่หน้าบ้านตระกูลซู แม้ว่าเขาจะะโอย่างไรคนในบ้านก็ไม่มีใครออกมาเปิดประตูให้เขา และแถมซ้ำเขากับได้หิมะที่เกาะอยู่ที่กิ่งไม้ตกลงมาใส่หัวของเขาแบบพอดีเสียอีก
“ฝากไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวสายๆ ข้าจะมาใหม่”เขากัดฟันกรอดด้วยความโกรธแล้วก็สะบัดหิมะออกจากตัว พร้อมกับรีบกลับไปยังบ้านเดิมที่ไฟไหม้อย่างเร็ว
“เป็ยังไงบ้างพี่ต้าอี้บ้านนั้นมันเปิดประตูให้พี่หรือเปล่า” อี้เหลียนรีบถามขึ้นกับผู้เป็สามี แต่เธอคิดว่าคงไม่อย่างแน่นอนเพราะดูจากอาการสามีที่หัวฟัดหัวเหวี่ยงกลับมา
“ฉันว่าพวกมันคงไม่คิดที่จะช่วยพวกเราหรอก ใช่ไหมตาอี้ พวกมันเป็พวกหมาป่าตาขาวกันทั้งนั้น” ผู้เป็แม่ของตาอี้พูดขึ้น
“ผมว่าเรากลับบ้านเดิมของคุณก่อนแล้วกันนะอี้เหลียน เพราะไม่อย่างนั้นพวกเราไม่หนาวตายก็คงต้องอดตายกันเป็แน่ ส่วนแกหลงเทียนแกก็กลับไปบ้านแม่ยายแกกับเมียแกซะ เอาไว้หมดหน้าหนาวก่อนค่อยมาคิดถึงเื่บ้าน” ตาอี้พูดกับสมาชิกทุกคนในบ้านตอนนี้
“มันก็ต้องเป็อย่างนั้นแหละ ฉันว่านะั้แ่เมียเ้าจินเป่าคลอดลูกสาวออกมาทำไมบ้านเราถึงมีแต่เื่ซวยๆ เข้ามาไม่หยุดกัน ข้าบอกแล้วนางเด็กนี่มันต้องเป็ตัวหายนะที่มาทำลายตระกูลเราเป็แน่” จินเซียงพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจ
“แม่ก็ไม่ต้องพูดมากหรอกตอนนี้เราต้องไปพึ่งพากครอบครัวของมัน ไม่อย่างนั้นเราจะทำยังไงหากมีใครมาได้ยินที่แม่พูดให้ร้ายลูกสาวของมัน มันยังจะมาช่วยเหลือเราไหม” ตาอี้ก็พูดขึ้นมาอย่างเหลืออดกับผู้เป็แม่ของตน
หลังจากคนบ้านหลงคุยกันจบแล้วทุกคนภายในบ้านหลงก็ต่างแยกย้ายกันไปยังจุดหมายของตนต่อไป คนบ้านซูหลังจากที่ทุกคนพากันตื่นนอนกันหมดแล้วก็พากันมานั่งกินอาหารเช้าที่มีแต่ความรักและความอบอุ่นให้แก่กัน ทุกคนเองก็พากันหากิจกรรมทำกันภายในบ้าน
ซินซินคิดอยากจะปลูกผักขึ้นมา จึงได้ชวนทวดซูิ กับพ่อให้เดินไปยังพื้นที่หลังบ้านที่มีบริเวณค่อนข้างกว้าง เธอจึงได้นำอุปกรณ์สำหรับการสร้างเรือนกระจกออกมา ผู้เป็ทวดทั้งสองคนก็ได้รับรู้เื่ความพิเศษของเหลนตัวน้อยแล้วเช่นกัน พวกเขายอมรับตอนที่พวกเขารู้ครั้งแรกพวกเขารู้สึกใจนทำอะไรไม่ถูกไปเลยทีเดียว
เพราะพวกเขากลัวว่าหากมีคนอื่นมารู้ความลับนี้เหลนตัวน้อยของพวกเขาจะเป็อันตรายได้ พวกเขาจึงได้แต่กำชับกับบรรดาเหล่าคนในครอบครัวว่าอย่าเผลอไปแพร่งพรายเื่นี้อีกโดยเด็ดขาด
เ้าตัวน้อยผู้ซึ่งไม่ได้รับรู้ว่าตนเองได้ก่อปัญหาอะไรไว้ก็ได้นำของที่ตัวเองคิดว่าจำเป็ออกมากองจนจะเต็มพื้นที่หลังบ้านแล้ว
“พอแล้วลูกเราต้องค่อยๆทำกันไปบ้านเรามีพ่อและทวดิที่เป็ผู้ชายแค่สองคนนะลูก”
“พ่อครับซ่านซ่านก็เป็ผู้ชายเหมือนกันนะครับ พ่อจะพูดแบบนี้ไม่ได้นะครับ” ซ่านซ่านเมื่อได้ยินที่พ่อตัวเองพูด เขาก็ได้แย้งออกมา
“ใช่ครับลูกของพ่อก็เป็ผู้ชายครับแต่ลูกยังไม่โตนี่ครับ ดังนั้นงานหนักๆ ลูกถึงยังไม่สามารถทำได้ยังไงล่ะครับ” ผู้เป็พ่อปลอบลูกชายพร้อมกับลูบหัวเล็กๆ นั้นไปด้วย
ในที่สุดเรือนกระจกของบ้านซูก็สร้างเสร็จไปแล้วหนึ่งหลัง จากการแนะนำวิธีการสร้างและแบบตามที่สาวน้อยของบ้านเอาออกมาให้ เมื่อเ้าตัวน้อยเห็นก็ชอบใจเรือนปลูกผักของตัวเองเป็อย่างมาก
ที่เหลืองานตกแต่งภายในเรือนกระจกก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อการเตรียมดินเสร็จสิ้นแล้วก็เหลือแค่เอาเมล็ดผักลงปลูกซึ่งเ้าตัวน้อยบอกต้องแช่เมล็ดไว้ในน้ำก่อนพรุ่งนี้เราค่อยมาปลูกกัน วันนี้เื่ราวของคนบ้านซูก็จบลง โดยที่ไม่มีเสียงของคนบ้านหลงมาะโเรียกให้รำคาญใจ
แต่ดีใจได้ไม่เท่าไหร่ ่สายๆของวันที่สมาชิกในครอบครัวบ้านซู กำลังปลูกผักกันอยู่หลังบ้านและก็สร้างโรงกระจกเพิ่มอีกหนึ่งหลัง เพราะเ้าตัวน้อยบอกว่าจะเอาไว้ปลูกสตอเบอรี่ เหล่าคนรักลูกหลงหลานก็ไม่มีขัดใจรีบทำให้ลูกของตนทันที นี่ดีนะที่เธอเป็ผู้ใหญ่มาก่อนหากเป็เด็กจริงๆ แล้วโดนตามใจแบบนี้รับรองว่ามีความเป็ไปได้ที่จะเอาแต่ใจโดยไร้เหตุผลเป็แน่
ปังๆๆ “ไอ้พวกอกตัญญู หมาป่าตาขาวออกมากันเดี๋ยวนี้ออกมาเปิดประตูหากยังไม่เปิดอีกพวกข้าจะพังให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปซะ ออกมา” ตาอี้ก็มาส่งเสียงดังพร้อมกับทุบประตูบ้านอย่างหนักหน่วง
ทันใดนั้นประตูก็ได้เปิดออกอย่างกระทันหันทำให้ตาอี้ ที่กำลังโถมทุบประตูอย่างเต็มที่ได้ถลาแล้วล้มลง ไปคลุกอยู่กับพื้นหิมะด้านในของคนบ้านซูอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
ตาอี้ก็พยายามที่จะลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล โดยที่อี้เหลียนเองต้องมาช่วยประคองให้ยืนขึ้น โดยมีสายตาของจินเป่ามองด้วยความเฉยชา
“คุณมาที่นี่กันทำไมบ้านของผมไม่้าต้อนรับคนอย่างพวกคุณ มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเถอะครับ” จินเป่าบอกกับทั้งสองคน
“ไอ้เลวพ่อกับปู่ย่าจะเป็อย่างไร เอ็งไม่สนใจเลยสักนิดเลยเหรอไงเอ็งนี่มันเป็หมาป่าตาขาวจริงๆ” ตาอี้พูดขึ้นพร้อมกับจะเดินเข้าไปต่อยจินเป่า ด้านจินเป่าก็เดินหลบออกมา
“พวกคุณลืมไปหรือเปล่าว่าพวกเราตัดขาดกันนานแล้ว และทางบ้านของพวกคุณก็ได้เงินจากครอบครัวของเราไปมากแล้วด้วย ตอนที่พวกเราแม่ลูกอยู่ที่บ้านของพวกคุณพวกเราสามคนแม่ลูกทำงานหนักกันทุกวันแต่ที่ได้ตอบแทนกลับมาก็แค่เศษอาหารเหลือๆ เสื้อผ้าเก่าๆขาดๆ กระท่อมเก่าๆพังๆไม่เคยได้กินอิ่มนอนอุ่นกันสักวัน” จินเป่าะโใส่คนทั้งสองตรงหน้าด้วยความคับแค้นใจ
ด้านเย่วจินที่ได้ยืนฟังอยู่ด้านในก็น้ำตาไหลออกมาด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกของตน ซินซินที่ได้เดินออกมาดูเพราะเป็ห่วงผู้เป็พ่อก็ได้มาเห็นย่าร้องไห้ เธอเองก็รู้สึกเ็ปไปด้วย เธอจึงได้เดินเข้ามาจับมือผู้เป็ย่าเพื่อเป็การให้กำลังใจ
“ขอโทษนะครับที่นี่บ้านของซูเย่วจินหรือเปล่าครับ” เสียงชายวัยกลางคนที่ใส่ชุดทหารได้ะโผ่านประตูที่เปิดอยู่ เขาได้มองเห็นผู้ชายสองคน ที่คนหนึ่งน่าจะอายุพอๆกับเขา ส่วนอีกคนดูหนุ่มกว่าชายหนุ่มผู้นี้กลับมีหน้าตาคล้ายคนในความทรงจำของเขาเป็อย่างมาก ส่วนหญิงที่อยู่ข้างชายผู้ที่มีอายุพอๆกับเขาคงจะเป็ภรรยาของเขาละมั้ง
ตาอี้และอี้เหลียนที่ได้เห็นว่ามีคนใส่ชุดทหารมาถามหาเย่วจิน เขาเองก็ไม่อยากจะเดือดร้อนไปด้วย และอีกนัยหนึ่งก็อยากเห็นความหายนะของคนบ้านนี้ไปด้วย เพราะเขาคิดว่าการที่ทหารมาหาถึงบ้านจะต้องไม่ใช่เื่ดีเป็แน่
“ใช่ครับคุณทหารบ้านหลังนี้เป็บ้านของซูเย่วจินครับ ส่วนผมกับเมียไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนบ้านนี้นะครับ ถะถ้าอย่างนั้นพวกเราสองคนขอตัวก่อนนะครับ” ตาอี้รีบพูดจบอย่างรวดเร็วแล้วก็รีบลากอี้เหลียนออกมาจากบ้านนั้นชนิดที่ว่าเหมือนมีใครเอามีดไล่ฟันอย่างนั้นแหละ
“สวัสดีครับไม่ทราบว่าคุณมาหาใครหรือครับ” จินเป่าเองก็ได้ทักทายคนตรงหน้าอย่างสุภาพ และเขาเองก็ดีใจที่คนตรงหน้ามาแม้จะไม่รู้จุดประสงค์ก็ตาม เพราะมันได้ทำให้คนบ้านหลงน่าจะหนีหายจากบ้านของเขาไปได้สักพักใหญ่ๆ
“ผมชื่อหลี่อี้เฟิงครับ ผม้ามาพบกับซูเย่วจินไม่ทราบว่าเธออยู่หรือเปล่าครับ” อี้เฟิงแนะนำตัวกับคนตรงหน้าที่เขามั่นใจว่าต้องเป็ลูกชายของหญิงอันเป็ที่รักอย่างแน่นอน
“อยู่ครับเชิญเข้ามาได้เลยครับ”จินเป่ายิ้มต้อนรับนายทหารตรงหน้าอย่างยินดี เขารู้สึกถูกชะตากับคนตรงหน้านี้เป็อย่างมาก
“ขอบคุณครับ” อี้เฟิงและทหารผู้ช่วยก็พากันเดินเข้ามาในลานบ้าน ในขณะที่เขาและทหารผู้ช่วยกำลังเดินตามเ้าบ้านหนุ่มเข้าไปนั้น
“คุณปู่ขา คุณปู่ของซินซิน คุณปู่มาหาหนูเหรอค่ะ” ซินซินผู้ที่กำลังยืนอยู่กับผู้เป็ย่า เมื่อเห็นว่ามีคนเดินตามพ่อเข้ามา เธอก็รีบใช้ขาสั้นๆ ของตนวิ่งเข้ามาดักหน้าของชายผู้นี้ พร้อมกับะโเรียกเขาด้วยน้ำตาอาบแก้ม
ด้านอีเฟิงเองก็ใที่อยู่ดีๆ ก็มีเด็กตัวเล็กๆหน้าตาน่ารักมาะโเรียกเขาว่าปู่ พร้อมทั้งยังวิ่งมาดักหน้าของเขาด้วยเด็กคนนี้กางมือของตนออกแล้วก็ร้องไห้ออกมา เขาเห็นอย่างนี้ก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงรีบเข้าไปอุ้มหนูน้อยทันทีพร้อมกับพูดปลอบไปด้วย
“คุณปู่ขาคุณปู่รู้ได้ยังไงค่ะว่าหนูอยู่ที่นี่ คุณปู่ได้มาแบบเดียวกับหนูหรือเปล่าค่ะ หนูคิดถึงคุณปู่มากๆ” เด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนซบอกของเขาพร้อมกับพูดไปด้วยร้องไห้ไปด้วย ต่อให้ไม่ว่าจะเป็คนใจแข็งแบบไหนหากมาเห็นแบบนี้ก็ย่อมจะใจอ่อนทุกรายเป็แน่
“ซินซิน ลูกมาหาพ่อเถอะครับ เดี๋ยวคุณปู่เขาจะหนักนะลูก” จินเป่าเข้ามาเพื่อจะอุ้มลูกสาวไปปลอบ เขามีความรู้สึกว่าเขากำลังจะถูกชายผู้มาใหม่นี้แย่งความรักของผู้เป็ลูกสาวไป
“คุณปู่หนักหรือเปล่าค่ะ”เ้าตัวน้อยเงยหน้าถามกับผู้เป็ปู่ด้วยดวงตาที่กลมโตที่มีน้ำตาคลอหน่วย
“ไม่หนักเลยครับปู่อุ้มหนูได้สบายมาก” อี้เฟิงเองก็รู้สึกเอ็นดูและผูกพันธ์ต่อเด็กหญิงตัวเล็กนี้เช่นกัน
“พี่อี้เฟิง” ตอนนี้เย่วจินที่ได้ยืนมองอยู่เธอเริ่มแน่ใจแล้วว่าชายคนนี้เป็ใคร
“จินจิน” อี้เฟิงเรียกชื่อของหญิงอันเป็ที่รักออกมา
“คุณปู่กับคุณย่ารู้จักกันเหรอค่ะ ดีจังเลยตอนนี้หนูก็มีทั้งคุณปู่และคุณย่าแล้ว ต่อไปคุณย่าก็จะได้ไม่เหงาเพราะมีคุณปู่อยูเป็เพื่อนแล้ว” ซินซินก็พูดออกมาอย่างไร้เดียงสาโดยเ้าตัวไม่ได้รู้เลยว่าได้ทำให้ผู้เป็ผู้ใหญ่ทั้งสองต่างก็หน้าแดงกันไปแล้ว