ทริสตันก้าวย่างเข้าสู่โถงพิธีด้วยสีหน้าสงบนิ่งไร้ความหวั่นเกรง เบื้องหน้าของเขาคือกองทหารในชุดเกราะเต็มยศที่ยืนตระหง่านอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ดาบในมือของแต่ละนายถูกกำไว้มั่นด้วยท่าทางขึงขังดูองอาจ จากการกวาดสายตาประเมิน ทหารกล้าเหล่านี้น่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันนาย ซึ่งล้วนแต่แผ่ซ่านรังสีแห่งความแข็งแกร่งออกมาอย่างชัดเจน
เขาลอบหรี่ตาลงพร้อมกับความรู้สึกเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วร่างอดทึ่งในแสนยานุภาพขององค์จักรพรรดิไม่ได้ ลำพังเพียงกองทหารที่เรียกมาใช้ประดับบารมีในงานนี้ก็มหาศาลถึงหนึ่งพันนายเข้าไปแล้ว ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่ากองทัพที่ใช้กรีธาทัพทำศึกจริงจะมีมหาศาลเพียงใด... ในอนาคต เมื่อถึงยามที่เขาคิดจะ...
“ไม่เป็ไร... เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกลนัก” ทริสตันพึมพำกับตนเองแ่เบา ทว่าในส่วนลึกของั์ตากลับสว่างวาบด้วยประกายไฟแห่งปณิธานที่ลุกโชน
ในขณะที่กำลังจมอยู่ในห้วงคิด เขาก็รู้สึกถึงแรงตบที่หัวไหล่เบา ๆ เมื่อหันกลับไปมองก็พบกับ สามสหายเสเพล ที่พากันเดินเข้ามาทักทายด้วยท่าทีระรื่นดังเช่นเคย
“ทริสตัน! แกมายืนบื้อตัวแข็งอะไรตรงนี้? ไอ้พวกที่มันบังอาจหัวเราะเยาะหรือนินทาแกน่ะ... ถ้าแกไม่สบอารมณ์คนไหน บอกมาคำเดียว เดี๋ยวฉันจะไปสั่งสอนมันให้รู้สำนึกเอง!” ลิโอรันจ้องเขม็งมาที่เขาพลางพูดด้วยน้ำเสียงดังกังวานอย่างจริงจัง มือหนาทุบอกตนเองเสียงดังปึกคล้ายเป็การให้คำมั่น
“ถูกต้อง! ต้องให้พวกมันรู้ซึ้งเสียบ้างว่าสี่สหายเ้าสำราญอย่างเราไม่ใช่ใครที่พวกมันจะมาดูิ่ได้ตามใจชอบ!” ดาเรียนสำทับเสียงดังกึกก้อง ั์ตาของเขาตวัดมองไปรอบกายด้วยความเกรี้ยวกราด ทันทีที่สบสายตาอันดุดันนั้น ผู้คนที่เคยซุบซิบต่างก็พากันก้มหน้าหลบตา ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากตอบโต้แม้แต่คำเดียว
ทางด้านมาลัสเขายังคงรักษาความสงบเงียบเอาไว้ ทว่าสายตาอันเ็าที่จับจ้องไปยังผู้คนรอบข้างนั้นเปรียบเสมือนคำประกาศเตือนที่ไร้เสียง ั์ตาคู่นั้นเย็นเยียบเสียจนไม่มีใครกล้าสบตาด้วยตรง ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ!” ทริสตันเงยหน้าหัวเราะร่าออกมาอย่างอดไม่อยู่ ความมุ่งมั่นของสหายทั้งสามทำให้เขาเกิดความรู้สึกอุ่นซ่านไปถึงหัวใจ หลังจากหัวเราะจนพอใจเขาก็ยกมือขึ้นปรามเบา ๆ “เอาละ พอได้แล้วขอบใจพวกแกทุกคนมาก ตอนนี้เราไปประจำตำแหน่งตามที่จัดเตรียมไว้กันเถอะ... ดาเรียน แกมาเดินข้าง ๆ ฉัน”
วิทยาลัยรอยัลซันสโตนมิได้เป็เพียงที่เรียนของบุตรจักพรรดิหรือาาเท่านั้น ทว่ายังเป็ศูนย์รวมของบุตรธิดาเหล่าขุนนางผู้ทรงอิทธิพล เพราะการจบการศึกษาจากที่นี่คือเงื่อนไขชี้ขาดในการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในอนาคต ขุนนางระดับสูงในปัจจุบันล้วนแต่เป็ศิษย์เก่าของสถาบันนี้ทั้งสิ้น มิหนำซ้ำ แม้แต่การเกี่ยวดองผ่านการวิวาห์ในหมู่ชนชั้นสูง ประกาศนียบัตรจากรอยัลซันสโตนยังถือเป็พันธสัญญาสำคัญที่ขาดไม่ได้
ความแตกต่างทางสายเืสะท้อนผ่านระบบการศึกษาของที่นี่อย่างชัดเจน ชั้นเรียนของเหล่าบุตรชายและบุตรสาวของจักรพรรดิและาาถูกจัดแยกเป็เอกเทศจากกลุ่มบุตรขุนนางและชนชั้นสูงอื่น ๆ ด้วยเนื้อหาหลักสูตรเฉพาะทางที่แตกต่างจากบุตรหลานขุนนางทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ความแตกต่างนี้เองที่ส่งผลมาถึงลำดับการยืนในโถงพิธี ซึ่งผู้คนถูกแบ่งแยกออกจากกันตามคลาสเรียน
ดาเรียนพยักหน้าตอบรับ ก่อนที่ทั้งคู่จะปลีกตัวไปยังจุดประจำตำแหน่งของบุตราาผู้ครองแคว้น ในปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาในคลาสนี้เพียงสิบสามคนเท่านั้น เมื่อทริสตันและดาเรียนก้าวเข้าไปสมทบ อีกสิบเอ็ดคนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วต่างก็ปรายตามองมาด้วยความเ็าและหมางเมิน ราวกับมองเห็นเพียงอากาศธาตุ ทางด้านดาเรียนที่เห็นกิริยาเช่นนั้นก็ได้แต่แค่นเสียง “เฮอะ” ออกมาอย่างไม่ปิดบังอารมณ์เพื่อเป็การตอบโต้
เมื่อทุกคนประจำที่ได้เพียงครู่เดียว องค์จักรพรรดิผู้เป็ประธานในพิธีก็เสด็จปรากฏกายขึ้นท่ามกลางขบวนอัศวินที่อารักขาอย่างแ่า ทริสตันเพ่งมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยความสนใจ เขาเห็นชายผู้มีหนวดเคราสีดอกเลาขึ้นปกคลุมใบหน้า ดูภูมิฐานและเปี่ยมด้วยอำนาจประสาคนวัยห้าสิบเศษ แม้แต่ในความทรงจำเดิมของทริสตันก่อนตาย เขาก็ไม่เคยมีโอกาสได้ยลโฉมของประมุขแห่งจักรวรรดิผู้นี้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จมาถึง ทรงทอดพระเนตรไปยังผู้คนเบื้องหน้าด้วยสายตาอันเปี่ยมไปด้วยบารมีที่กดข่มจนทุกคนต่างรู้สึกสั่นสะท้านในใจ “เรา... จักรพรรดิอิไลอัส แห่งธีโอดอร์ที่แปด ขอแสดงความยินดีแก่ทุกคนที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยรอยัลซันสโตนอันทรงเกียรติ เราปรารถนาให้พวกเ้าใช้ความรู้ที่บ่มเพาะมาตลอดสามปีนี้ เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่แผ่นดิน เพื่อเกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูล และเพื่อความรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิสืบไป” เสียงอันทรงอำนาจดังกังวานไปทั่วโถงพิธี นักศึกษาทุกคนต่างก้มศีรษะน้อมรับโอวาทอย่างพร้อมเพรียง เหล่านักศึกษาต่างขานรับประดุจเสียงกัมปนาท “พวกเราขอน้อมรับพระกระแสรับสั่ง!” ท่ามกลางบรรยากาศอันเร่าร้อน ทุกคนต่างรู้สึกถึงเกียรติยศที่เอ่อล้นจนยากจะพรรณนา
ลำดับต่อมาคือพิธีพระราชทานประกาศนียบัตร โดยเริ่มจากกลุ่มบุตรชายและบุตรสาวของาาแคว้นเป็ลำดับแรก ซึ่งนอกจากใบปริญญาบัตรแล้ว พวกเขาจะได้รับ 'เหรียญตราประทับตำแหน่งเ้าเมือง' พร้อมด้วย 'ตราสารสิทธิดินแดน' อันทรงเกียรติ ซึ่งปรากฏลายเซ็นและประทับตราลัญจกรขององค์จักรพรรดิ คู่กับลายเซ็นและตราประทับของาาผู้ครองแคว้นผู้เป็บิดา เพื่อเป็หลักฐานยืนยันอำนาจการปกครองเหนือดินแดนนั้นอย่างสมบูรณ์
เมื่อถึงลำดับของทริสตัน เขาได้ก้าวออกไปหยุดอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์พร้อมก้มตัวลงทำความเคารพอย่างสง่างาม องค์จักรพรรดิผู้ครองบัลลังก์ทรงจ้องมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะประกาศด้วยเสียงกังวานและทรงอำนาจ “เรา... จักรพรรดิแห่งธีโอดอร์ที่แปด ขอประกาศมอบ ดินแดนซิลเวอร์เรส ให้แก่ ทริสตัน วินด์สเกล บุตรลำดับที่สี่ของาาวินด์สเกล... จงปกครองด้วยความเที่ยงธรรมและสัตย์ซื่อ เพื่อเกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูล และเพื่อความรุ่งโรจน์ของจักรพรรดิแห่งธีโอดอร์สืบไป”
ทริสตันเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์องค์จักรพรรดิด้วยแววตาแน่วแน่ เขากล่าวตอบด้วยเสียงฉะฉานดังกังวานไปทั่วโถงพิธี “ข้าน้อย ทริสตัน วินด์สเกล บุตรลำดับที่สี่แห่งาาวินด์สเกล ขอน้อมรับพระกระแสรับสั่งขององค์จักรพรรดิอิไลอัส แห่งธีโอดอร์ที่แปดด้วยเกล้า ข้าน้อยขอให้คำมั่นว่าจะปกครองดินแดนซิลเวอร์เรสด้วยความเที่ยงธรรมและสัตย์ซื่อ เพื่อเกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูล และเพื่อความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิเหนือหัวสืบไป!”
ยามที่ััความเย็นเยียบของเหรียญตราประจำตำแหน่งและแผ่นตราสารสิทธิในผืนดิน มือของเขาสั่นสะท้านอย่างยากจะควบคุม... นี่คือเครื่องยืนยันว่าเขาได้กลายเป็ผู้ปกครองดินแดนอย่างเต็มตัวแล้วใช่ไหม? ทริสตันก้มศีรษะถวายคำนับองค์จักรพรรดิอีกครา ทว่าในแววตาที่ก้มต่ำลงนั้นกลับฉายประกายแห่งความทะเยอทะยานออกมาอย่างเปี่ยมล้น
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการอันเคร่งขรึม ทริสตันใช้เวลาสนทนากับสามสหายเสเพลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวมุ่งหน้าไปยังห้องพักเพื่อพบฟิโอร่า ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไป รอยยิ้มอันสดใสของน้องสาวก็ปรากฏขึ้นให้เห็น ก่อนที่ร่างบางจะโผเข้าหาและโอบกอดเขาไว้แน่นด้วยความรักและห่วงใย
“น้องขอแสดงความยินดีกับท่านพี่ทริสตันด้วยนะคะที่สำเร็จการศึกษาในวันนี้” ถ้อยคำแสดงความยินดีถูกเอ่ยออกมาพร้อมกับกระแสเสียงที่อ่อนหวานและนุ่มนวล
ทริสตันลูบแผ่นหลังน้องสาวเบา ๆ อย่างทะนุถนอมพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวเล็กน้อยจากความซาบซึ้ง “ขอบใจเ้ามากนะน้องรัก... อีกสองปีต่อจากนี้ที่น้องต้องอยู่ที่นี่ พี่ขออวยพรให้เ้าแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง และสำเร็จการศึกษาได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยนะ”
หลังจากผ่านพ้น่เวลาแห่งความปิติและคำอวยพรที่เปี่ยมด้วยความหวัง ทั้งคู่จึงขยับกายลงนั่งเคียงกันเพื่อพูดคุยถึงเื่สำคัญ โดยเป็ฝ่ายทริสตันที่เริ่มเปิดประเด็นขึ้นก่อน
“ฟิโอร่า... ภัยอันตรายที่จ้องเอาชีวิตพี่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พวกมันคงอาศัยจังหวะที่พี่ต้องเดินทางไกลไปยังดินแดนซิลเวอร์เรสเพื่อลงมือลอบสังหารแน่ ๆ” ทริสตันเอ่ยจบก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ใบหน้าของเขาดูหม่นหมองคล้ายคนสิ้นหวังและอ่อนล้าต่อโชคชะตาอย่างถึงที่สุด
“ท่านพี่ทริสตันคะ โปรดวางใจเถิดค่ะ ทุกสิ่งที่ท่านพี่กำชับไว้น้องได้จัดการเตรียมพร้อมไว้หมดสิ้นแล้ว” เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูหม่นหมองและสิ้นหวังของพี่ชาย ฟิโอร่าก็ขอบตาแดงก่ำด้วยความสงสารจับใจ ความเ็ปแล่นริ้วเข้ามาในอกจนเธอต้องเอ่ยปลอบประโลมเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
เมื่อได้ฟังดังนั้น แววตาที่หม่นหมองของทริสตันก็พลันจุดประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที เขามองฟิโอร่าด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย “แล้ว... เื่ของกิเซลล์ที่พี่ไหว้วานไปล่ะ น้องจัดการให้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”
ฟิโอร่ายิ้มรับพลางพยักหน้ายืนยัน “เื่นั้นน้องจัดการเจรจาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ ทางด้านกิเซลล์เองก็ไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ”