แสงแดดร้อน่เที่ยงของวันถูกปกคลุมไปด้วยหมู่เมฆหนา ละอองน้ำฝนเม็ดเล็กๆสาดเทไปตามแรงลมอย่างไม่แรงนัก คลอเคลียร์เสียงบรรเลงของเครื่องดนตรีกู่เจิง ท่องทำนองหวานหูพาให้ผู้ที่รับฟังต่างเคลือบเคลิมดั่งต้องมนต์สะกด นิ้วเรียวขาวเคลื่อนไหวอย่างชำนาญ 5 ประจักษ์ 3 ลักษณ์ ตามหลักสตรีงามแห่งแคว้นนางล้วนมีครบ 5 ประจักษ์ อันได้แก่ เย็บปัก วาดภาพ เขียนกลอน ดนตรี ทำอาหาร ส่วน 3 ลักษณ์ อันได้แก่ ใบหน้างาม รูปร่างสง่า กริยาสูงส่ง
แปะ! แปะ! แปะ!
นานกว่าเสียงปรบมือจะดังขึ้นท่ามกลางห้องโถงใหญ่ การบรรเลงดนตรีของหญิงสาวเมื่อสักครู่ ทำเอาทุกคนในที่นี่ต่างเพลิดเพลินจนมิอาจหยุดฟังได้ หญิงสาวใบหน้าหวาน เครื่องหน้าไม่ว่าจะเป็คิ้วงามที่โก่งรับกับใบหน้า ดวงตากลมโต จมูกโด่งทรงสวย ปากบางสีแดงระเรื่อ นั่งตัวตรงอย่างสง่างามกลางห้องโถ่ง
“คุณหนูจางบรรเลงได้ดียิ่งนัก”
“ใช่ๆบรรเลงได้ดี ”
ตามด้วยอีกหลายเสียงที่เอ่ยความเห็นตรงกัน
“ขอบคุณท่านอ๋อง ของคุณทุกท่านที่เอ่ยชมเ้าค่ะ”
เสียงหวานเอ่ยออกมา ก่อนที่จะมองไปยังร่างใหญ่ที่นั่งตระง่าด้วยท่าทีสง่างามบริเวณหน้าสุดของพิธี จางเซียวเหยียนยิ้มตอบกลับร่างใหญ่ก่อนที่จะกลับไปนั่งที่ของตน หญิงสาวรับรู้ได้ว่าท่านอ๋องผู้นี้มีความรู้สึกกับนางเช่นไร ถึงนางมิได้ชอบชายหนุ่มแต่ก็มิได้ปฏิเสธ หญิงสาวมิได้มีดีแค่หน้าตาแต่ยังฉลาดเสียด้วย คำกล่าวมากมายที่ร่ำลือเกี่ยวกับท่านอ๋องผู้นี้บงบอกว่าเขาเป็คนที่มิควรตัดสินผ่านๆ ความรักมิได้ง่ายดายเช่นนั้น ถึงนางจะรู้สึกขอบคุณที่เขาช่วยชีวิตไว้เมื่อคราวก่อน แต่นั้นก็เอามาแลกเปลี่ยนกับชีวิตที่เหลือของนางทั้งชีวิตไม่ได้ อีกทั้งยังมีคุณชายผู้นั้น คุณชายในจวนสกุลโจ้วผู้ที่นางชมชอบและเลื่อมใสเขามาั้แ่เยาว์วัย ทำให้นางไม่สามารถบอกผู้ใดได้ ความรู้สึกที่ถูกอนุญาติไม่ให้เอ่ยออกมาถูกเก็บงำเอาไว้สิบกว่าปี
บรรยากาศของงานดำเนินไปจนในที่สุดก็ได้เวลาเลิกลา จางเซียวเหยียนเ้าของงานในวันนี้โดดเด่นอย่างไม่มีหญิงผู้ใดเทียบสมกับเป็หญิงงามล่มเมืองอย่างแท้จริง
“ขอบคุณคุณชายโจ้วที่มาวันนี้เ้าค่ะ”
เสียงหวานเอ่ยขณะที่เดินมาส่งชายหนุ่มที่หน้าจวน
” เสียงบรรเลงกู่เจิงเมื่อสักครู่ไพเราะยิ่งหนัก สมกลับเป็เ้า “
โจ้วยู่ร์เฟิงเอ่ยชมหญิงสาวอย่างชวนคุย
“หากคุณชายชอบ ข้าจะให้บ่าวคัดลอกตำราเพลงนี้ไปให้เ้าค่ะ”
“ขอบใจเ้า”
ยังคงเป็ชายหนุ่มที่วางท่าทีเหมือนเช่นเคย เขาผู้ไม่ชอบเข้าใครสตรีนางใดแม้เพียงก้าว แต่วันนี้กลับเข้าใกล้สตรีผู้นี้ ไม่สิ!จะเกล่าเช่นนั้นมิได้ วันนี้เขาเข้าใกล้สตรีถึงสองคน เสียงบรรเลงกู่เจิงที่จางเซียวเหยียนบรรเลงนั้นคล้ายกับเสียงที่เขาได้ยินตอนเด็กๆกับผู้เป็มารดา แต่ครานี้มันได้หายสาบสูญพร้อมกับมารดาอันเป็ที่รัก ขณะที่ฟังนางบรรเลงเมื่อสักครู่ทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาขณะที่มองไปที่นาง
“อาเตียน”
ชายหนุ่มเอ่ยสั่งผู้ช่วยข้างกายให้นำของขวัญมาให้เขา ในถาดไม้ที่อาเตียนถือนั้นมีม้วนภาพวาดอยู่สองม้วน ความตั้งใจแรกเขา้าหยิบภาพทิวทัศน์ที่วาดเองให้เป็ของขวัญแก่หญิงสาว แต่แล้วมือหนาก็ต้องชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางหยิบม้วนอีกอันที่เป็ภาพวาดดอกไม้ที่พึ่งได้มาจากห่อประมูลที่ราคาสูงหลิ่วให้หญิงสาวแทน อาเตียนที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่งงงวย ทั้งที่ก่อนมาที่นี่ผู้เป็นายนั้นตั้งใจมอบภาพทิวทัศน์ให้แม่นางจางแท้ๆ
“ขอบคุณคุณชายเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นข้าขอตัวลา”
โจ้วยู่ร์เฟิงเอ่ยจบก็เดินออกไปทันที
……
“เข้ามานั่งด้านใน”
เสียงเข้มเอ่ยสั่งอย่างมิได้สนใจมากนักในที่กำลังนั่งรถม้ากลับจวน จากที่ก่อนหน้านี้เป็เพียงละอองฝนเบาๆ แต่เมื่อถึงเวลาต้องกลับจวนฝนตกเต็มเม็ด และไม่มีท่าทีว่าจะหยุดตกเลย ระยะทางจากจวนสกุลจางถึงไม่ไกลมากแต่กว่าจะถึงก็คงจะเปียกไปทั้งตัว
“ขอบคุณท่านอ๋อง ข้านั่งด้านนอกกับท่านอี้เฉินได้เ้าค่ะ”
“…… “
ไม่มีเสียงใดตอบกลับจากคนตัวโตด้านใน แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้สนใจนางอย่างที่คิดเอาไว้ คงเพียงแค่รู้สึกสงสารเท่านั้น ร่างเล็กกระชับเสื้อคลุมที่คนผู้หนึ่งให้นางเอาไว้ ก็รู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริงเพราะอากาศตอนนี้เหน็ดหนาวยิ่งนัก แต่นางก็อยากอยู่ให้ไกลจากตัวคนในรถม้า
…เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ในจวนสกุงจาง…
“ขอบคุณคุณชายที่ช่วยข้าไว้ “
หลี่ซิ่วอิงเมื่อรู้ว่าคนผู้นี้เป็ใครก็รีบก้มหน้าเอ่ยขอบคุณทันที เขาไม่อยากให้คนผู้นี้จำหน้าได้พอๆกับเว่ยอ๋องผู้นั้น เหตุใดบ่าวรับใช้ไร้ตัวตนเช่นข้าถึงได้พบเจอแต่ตัวเอกในนิยายมากถึงเพียงนี้
“เ้าเป็อันใดหรือไม่”
“ข้าไม่เป็อันใดเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี”
“……”
โจ้วยู่ร์เปิงเอ่ยสั้นๆขณะที่มองมาทางหญิงสาว นางถอยห่างออกไปไกลจากเขาเหมือนอย่างเคารพ แต่แท้จริงแล้วกริยาของนางเขานั้นดูออก นางมีท่าทีหลบเลี่ยงเขาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อครู่ตอนคุยกับเฉินชินหยาน นางยังเงยหน้าตอบโต้ได้อย่างกล้าหาญ แต่กับเขาที่ช่วยนางไว้แท้ๆนั้น ท่าทีก้มหน้าตาเหมือนไม่อยากให้เขาจำได้ หรือแท้จริงแล้วที่นางเข้ามาที่นี่เป็เพราะมีเจตนาไม่ดีกัน
“คุณชายมีอันใดหรือไม่”
อาเหยียนที่ก่อนหน้านี้ไปจัดการธุระให้ชายหนุ่มหลังรู้เื่ก็รีบมาพบผู้เป็นายทันที
” ไม่ เ้าไปนำภาพวาดที่พึ่งประมูลมาได้ มาให้ข้าที”
เสียงเรียบเอ่ยสั่งลูกน้องอย่างไม่เป็กังวลมากนัก
” ภาพวาดท่าน…”
อาเหนียนอยากจะถามถึงม้วนภาพที่อยู่ในมือผู้เป็นาย แต่ก็ต้องหยุดเอาไว้
” ไปนำมา”
” ขอรับ “
อาเหยียนเอ่ยจบก็เดินออกไปทันที เหลือเพียงหลี่ซิ่วอิงและโจ้วยู่ร์เฟิงตามลำพัง
” เฮ้อ~~~ คงต้องทิ้งเสียแล้ว “
ชายหนุ่มไม่เอ่ยเปล่าพร้อมคลี่ม้วนภาพทิวทัศน์ที่เขาวาดเองกับมืออย่างตั้งใจ เพื่อมอบเป็ของขวัญให้กับจางเซียนเหยียนในวันนี้ รอยโลหิตสีแดงสดหยดเล็กๆบนภาพวาด เกิดจากที่เขาไม่ทันระวังจึงบังเอิญเกี่ยวเข้ากับกิ่งไม้จนเป็รอยข่วนเล็กๆที่ผิวและเปื้อนมายังภาพวาด หลี่ซิ่วอิงมองภาพที่เขาคลี่ออกมา แล้วพบว่ามันมีรอยโลหิตจนทำให้ภาพเกิดความเสียหายจริงๆ
” ท่านาเ็หรือเ้าคะ “
” หลี่ซิ่วอิงเงยหน้าถามด้วยความเป็ห่วง เมื่อกี้เขาช่วยนางไว้ถึงอย่างไรก็ต้องรู้จักบุญคุณ”
” ข้าไม่เป็อันใด แต่ภาพวาดข้าเกรงว่าต้องทิ้งเสียแล้ว “
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยใบหน้าดูเสียดาย แต่เพราะทำเช่นนี้หญิงสาวถึงเงยหน้าขึ้นมาคุยกับเขา หลี่ซิ่วอิงมีท่าทีลำบากใจไม่น้อย หากว่าภาพนี้ถูกสับเปลี่ยนเป็ภาพอื่นแทนเกรงว่าจะทำให้เนื้อเื่เปลี่ยนไป เพราะนางเองในนิยายจางเซียวเหยียนรู้ใจตัวเองจากภาพวาดทิวทัศน์ที่เขาวาดให้นี้ ถ้าเกิดจู่ๆไม่ถูกใจแล้วจะเป็เช่นไรกัน ข้านี้ตัวปัญหาของแท้เลย ทำให้เนื้อเื่เขาคลาดเคลื่อนไปหมด
” ข้าขออนุญาตดูภาพวาดของท่านได้หรือไม่เ้าคะ “
” เ้าวาดภาพเป็หรือ”
“เปล่าเ้าค่ะ”
หลี่ซิ่วอิงปฏิเสธ แต่ท่าทางของนางกลับมิใช่ มือบางถือวิสาสะเอื้อมมารับภาพวาดไป ความกังวลของนางทำให้ลืมรักษาท่าทีที่ควรระวังชายหนุ่ม ร่างใหญ่มองท่าทางของนางที่ดูมิเหมือนบ่าวรับใช้ธรรมดาทั่วไปก็รู้สึกสนใจนางมากขึ้น
“ข้าคิดว่าภาพี่นี้ยังคงแก้ไขได้ ท่านยินดีลองดูหรือไม่”
หญิงสาวเอ่ยจบก็หันไปสบตากับร่างใหญ่ที่มองอยู่ก่อนแล้ว
“ขออภัยคุณชาย”
นางเอ่ยจบก็ถอยออกไปเช่นเดิม “
” ได้ ถึงเช่นไรหากแก้ไม่ได้ข้าก็จะทิ้งอยู่แล้ว “
” เช่นนั้น… “
หลี่ซิ่วอิงเอ่ยพร้อมมองหาที่สำหรับแก้ภาพนนี้ ก่อนเดินนำไปยังศาลาริมน้ำ เพราะอีกเพียงคู่ฝนจะตกแล้วจึงไปแก้ภาพวาดที่นั้นคงจะเหมาะกว่า จากนั้นวิ่งไปยังห้องโถ่งใหญ่ก่อนหน้าที่มีบ่าวรับใช้คนอื่นๆอยู่ นางหยิบพู่กันและหมึกสีแดงกลับไปยังศาลาริมน้ำที่ชายหนุ่มรออยู่
” เ้าจะทำอันใดหรือ “
“ภาพของท่านเป็ทิวทัศน์ที่วาดใน่ต้นฤดูเหมันต์ใช่หรือไม่เ้าคะ ข้ารู้มาว่าชายแดนเป่ยหลัวที่ติดกับแคว้นฉินเรา ใน่นั้นจะมีต้นของดอกเหม่ยผิงป้า ต้นมันสูงตะหง่า ดอกของมันจะออก่นั้น กลีบเล็กๆสีแดงสดจะค่อยๆร่วงโรยจนเต็มใต้ต้น เพราะมันบางและเล็กทำให้ปลิวไกลไปเป็ลี่ เช่นนั้นสีของมันคล้ายสีโลหิตท่านที่หยดลงบนภาพ ข้าจึงเพิ่มกลีบดอกเหม่ยผิงป้าเข้าไปเ้าค่ะ “
หลี่ซิวอิงเอ่ยจบก็ลงมือวาดกรีบดอกลงไปมากหน่อย จนทำให้ภาพตรงหน้านอกจากจะแก้ได้แล้วยังมีสีสดใสมากขึ้นด้วย โจ้วยู่ร์เฟิงรับภาพที่หญิงสาวแก้เสร็จก็รู้สึกทึ่งในความคิดของนาง ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่าภาพนี้ขาดสิ่งใดไป แต่นางกลับช่วยเติมเต็มในสิ่งที่เขารู้สึกขาดหายไป
” เช่นนั้นภาพนนี้ก็ถือว่าเป็ภาพที่ข้ากับเ้าร่วมวาดกัน “
” …… “
นางเพียงแค่อยากให้เนื้อเื่กลับไปเป็เช่นเดิม ส่วนเื่อื่นนางมิได้สนใจ แต่ชายหนุ่มกลับแปลกใจ นางรู้ได้เช่นไรว่าเขาวาดทิวทัศน์ที่ใดและเป็่ฤดูไหน ขนาดอาเตียนที่ติดตามเขาเมื่อเห็นภาพนนี้ยังดูไม่ออกเลยตัวซ้ำ
” ข้าหมายถึงมันแก้ไขได้แล้ว อีกทั้งงดงามขึ้นด้วย เ้ารู้จักต้นเหม่ยผิวป้าได้เช่นไร เ้ามิใช่คนแคว้นฉินหรือ”
“มิใช่เ้าค่ะ ข้าเพียงอ่านเจอในตำราเท่านนั้น หากไม่มีสิ่งใดแล้วข้าขอตัวก่อนนะเ้าค่ะ “
” เดี๋ยว! “
” เ้าคะ… “
สิ้นเสียงเอ่ย โจ้วยู่ร์เฟิงก็นำเสื้อคลุมของเขาสบัดคลุมให้นาง ร่างบางตาเบิกกว้างตัวความใเมื่อจู่ๆชายหนุ่มก็เข้ามาใกล้
“คลุมไว้ ฝนยังมิทันหยุดตก”
หลี่ซิ่วอิงกำลังจะปฏิเสธ แต่แล้วสายตาที่มั่วแต่กังวลภาพวาดจนมิได้มองตนว่าเมื่อสักครู่ ที่วิ่งไปกลับเพื่อนำพู่กันกับหมึกมาทำให้เสื้อผ้าตนเปียก็ ผ้าวันนี้สีโทนขาวทำให้เมื่อเปียกฝนก็บางไปนิด
” ขอบคุณคุณชาย ไว้ข้าจะนำไปคืนที่จวนเ้าค่ะ ขอตัวก่อน “
หลี่ซิ่วอิงเอ่ยจบก็รีบวิ่งออกไปจากศาลา ดวงตาคมมองหญิงสาวร่างบางที่คลุมเสื้อคลุมเขาไว้ก็ยกยิ้มที่มุมปาก นางน่าสนใจยิ่ง คำพูด การกระทำ ท่าทีของนางมิใช่บ่าวเลยแม้แต่น้อย นอกเสียจากวาดภาพได้แล้วยังรู้หนังสือด้วยหรือ บ่าวธรรมดาๆที่ไหนอ่านตำราได้กัน”
…
เอาล่ะ ถ้าอีพี่ยังเ็าใส่ยัยน้องแบบนี้ ไรท์จะหนีไปอยู่ฝั่งจวนสกุลโจ้วแล้วนะ 555555
———-
ไรท์จะพยายามลงทุกวันฝากทุกคนกดหัวใจที่หน้าปก ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา???? ไรท์จะลงวันละ 1 ตอน เวลาประมาณ 1 ทุ่มของทุกวันน๊าาา
---------
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว
——————————