ในที่สุดหอโอสถสกุลจงก็ประกาศทำการขายโอสถระดับ 3 ชนิดใหม่ ที่มีชื่อว่า “พลิกฟ้า” มีสรรพคุณในการซ่อมแซมอวัยวะภายในเป็หลัก อาการเืน้อย ไตพร่อง เส้นลมปราณตีบตัน หัวใจอ่อนแอ ล้วนใช้โอสถ “พลิกฟ้า” กินเพื่อค่อยๆรักษาอาการได้ตามความหนักเบาของโรค
อย่าเห็นว่าเป็เื่เล็กเลยเชียวอวัยวะภายในหากไม่แข็งแรง สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้วมันส่งผลต่อการฝึกฝนยกระดับความแข็งแกร่งเป็อย่างมาก เช่นนั้น “พลิกฟ้า”ก็กลับมาทำให้หอโอสถสกุลจงกลับมาคึกคักอีกครั้ง
"ท่านพ่อท่านดูเอาเถิด เวลานี้ทั้งหอโอสถสกุลหลิน และหอโอสถสกุลจง ต่างก็รุ่งเรืองกันทั้งคู่ ใน 5 เมืองใกล้เคียงที่มีเขตแดนติดกันเมืองเป่ยถังของเรา ผู้ฝึกปราณต่างได้รับประโยชน์จากหอโอสถทั้งสองไม่น้อย ย่อมเป็ปราการปกป้องตระกูลหลินและตระกูลจงโดยธรรมชาติ ยิ่งคนในเมืองเป่ยถังยิ่งแล้ว กิจการร้านค้าต่างพากันขยายตัวมีผู้คนแห่แหนกันเข้ามาซื้อที่ดิน และสร้างที่พักเพิ่มขึ้นเป็จำนวนมาก ข้าว่าตระกูลหลินจะไร้ศัตรูไปอีกนับสิบปีเลยทีเดียวขอรับ"
หลินซ่งอวี้กล่าวออกมาอย่างสบายใจ พลางมองกลุ่มคนที่เข้าแถวรอซื้อโอสถที่หอโอสถสกุลจง โดยมีหลินซ่งสวินและ หลินไฉ่หงพยักหน้าตามหงึกหงักเป็ลูกคู่
"พ่อก็ไม่ได้เป็ห่วงเื่นี้เท่าไร กังวลแต่เื่สัตว์อสูรเท่านั้นยังดีที่เดี๋ยวนี้ทั้งสามหมู่บ้านไม่ได้เงียบเหงา มีกลุ่มคนเข้าไปทำการค้าอยู่เป็ระยะ สัตว์อสูรย่อมไม่กล้าเข้ามาในเขตหมู่บ้านคน พวกเราก็รีบไปกันเถิด ครั้งนี้พ่อจะออกไปลาดตระเวนดูกลุ่มองครักษ์ทางสามหมู่บ้านสักรอบ พวกเ้าก็เข้าไปฝึกในป่าลึกสัก 10 วัน หากได้พบสัตว์อสูรระดับกลางสักตัวก็ถือว่าเราโชคดี ยิ่งได้สู้พวกเ้าก็จะยิ่งแข็งแกร่ง"
“ใช่ขอรับ พวกเรารีบไปกันเถิด ข้าอยากออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเลยขอรับ” หลินไฉ่หง รำคาญเสียงร้องเรียกอ่อนหวาน คุณชาย.. คุณชาย.. ที่น่าขนลุกนั่นเหลือเกินแล้ว
บิดามารดาของหลินไฉ่หงต่างก็เป็ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ร้ายที่หมู่บ้านจิ้งซาน พวกเขาเต็มใจจะกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านจิ้งซาน เื่คุณธรรมน้ำมิตรของหลินจงเว่ยนั้นพวกเขารู้ดี ยิ่งได้รู้ว่าบุตรชายสนิทสนมกับครอบครัวหลินจงเว่ยจนแทบจะเป็บุตรชายอีกคนไปแล้วพวกเขาก็วางใจได้อย่างสมบูรณ์
“ข้าคิดจะเข้าไปรับพวกพี่หยุนไคกับฟงไห่ก่อนขอรับ จะได้ให้พวกเขาเข้าไปฝึกฝนด้วยกัน” หลินซ่งสวินเอ่ย
“ก็ดี เช่นนั้นหากมีใครจะตามเข้าป่าไปด้วยก็พาเขาไปด้วยก็ได้ แต่อย่ารวมกลุ่มให้ใหญ่เกินไปนักจะดูแลกันยาก เกิดเหตุอะไรก็ให้ตรงกลับเข้ามาที่หมู่บ้านทันที พ่อจะคอยดูอยู่”
หลินจงเว่ยผู้ซึ่งบัดนี้รับตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ในส่วนที่คุ้มครองหมู่บ้านทั้งสิบแห่ง ครั้งนี้เขาจะต้องไปทางหมู่บ้านจิ้งซานเลยถือโอกาสพาบุตรชายทั้งสองและหลินไฉ่หงไปฝึกฝนในป่าด้วยเลย หลินซ่งสวินนั้นเข้าสู่ขอบเขตขุนพลขั้นต้นแล้ว หลินซ่งอวี้ขอบเขตนักรบขั้นกลางและหลินไฉ่หงขอบเขตนักรบขั้นต้น พวกเขาฝึกฝนกันได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกตะลึง แต่นั่นไม่แปลกเลยเป็เพราะหลินหนิงชินหลอมโอสถที่คุณภาพสูงสุดด้วยตัวนางเองมาให้พวกเขา แม้แต่หลินจงเว่ยเองก็เข้าสู่ขอบเขตนักรบขั้นต้นแล้วเช่นกัน
……….
“ท่านปู่ใหญ่เ้าคะ หลานนำตำรามามอบให้ท่านปู่เ้าค่ะ”
“หืมม..คราวนี้เป็ตำราอะไรหรือหนิงชิน?”
“เป็ตำราฝึกฝนพลังจิติญญาเ้าค่ะ”
“พรูดดด!!!!!!”
หลินลี่หยางพ่นน้ำชาที่เพิ่งจะจิบเข้าปากไปออกมาทันที
“แค่กๆๆ หนิงชิน จริงหรือ เ้าพูดจริงหรือ”
“ท่านปู่ หลานไม่เคยล้อท่านเล่นเลยนะเ้าคะ ท่านปู่มาลองดูก่อน” นางแสร้งกระทืบเท้าเบาๆ โมโหบุรุษชราตรงหน้า
“โอ…โอ…โอ..หลานสาว เ้าได้ลองฝึกฝนพวกมันดูหรือยัง”
“เ้าค่ะ ข้าอ่านพวกมันทั้งหมดแล้ว และยังคัดลอกเอาไว้ 1 ชุดแล้วด้วยเ้าค่ะ ที่ให้ท่านปู่ไว้นี่เป็ต้นฉบับจริง ท่านเก็บไว้เป็สมบัติของตระกูลหลินได้เลยเ้าค่ะ ยังมีตำราวิชายุทธ์พวกนี้อีกด้วยนะเ้าคะ ข้าฝากท่านมอบให้ท่านปู่ห้าด้วยนะเ้าคะ" เด็กหญิงหยิบตำราสภาพเก่าคร่ำคร่าออกมาอีกราว 20 เล่ม
“บรรพบุรุษให้พรตระกูลหลินโดยแท้ หนิงชินเอ๋ย..ข้าและคนตระกูลหลินขอบใจเ้ามาก” หลินลี่หยางน้ำตาคลอ
ตำราเหล่านี้หลินหนิงชินคิดคำนวณดีแล้วว่าเหมาะสมกับการเพิ่มระดับการฝึกฝนให้กับตระกูลหลินได้มากพอ
ส่วนตำราฝึกฝนพลังจิติญญา 3 เล่มนั้น นางย่อมเฉพาะเจาะจงที่จะมอบให้กับท่านปู่ใหญ่ใช้ฝึกเพื่อโอกาสในการเพิ่มอายุขัย ต่อไปหากนางไม่อยู่ท่านปู่ใหญ่และท่านลุงหลีเหว่ยจะได้มีพละกำลังเพียงพอที่จะสร้างผู้หลอมโอสถตระกูลหลินเพิ่มขี้นมาได้อีก
“ท่านปู่คราวนี้ข้าจะปรุงน้ำยามรกตไว้ให้มากหน่อยเ้าค่ะ ตระกูลหลินก็ค่อยๆนำออกมาขาย อย่างน้อยข้าจะเตรียมไว้ให้เพียงพอที่จะทำการค้าได้ อีก 10 ปี” จัดการทุกสิ่งที่สมควรทำแล้ว หลินหนิงชินก็กล่าวคำลา แล้วกลับไปเรือนที่พัก
……….
เมื่อหลินหนิงชินเดินกลับมาที่เรือน นางมองเห็นมารดาของนาง กำลังนั่งปักผ้าอยู่ที่ลานบริเวณหน้าเรือนโดยมีหงเป่าซานนั่งขีดเขียนอะไรเล่นบนพื้นดิน นั่งอยู่ใกล้ๆ
“ท่านแม่ กำลังเย็บอะไรอยู่หรือเ้าคะ”
“เย็บชุดให้เ้าเพิ่มน่ะสิ เหลืออีกเพียงแค่ 3 เดือนเ้าก็จะอายุ 12 แล้ว ดูเสื้อผ้าที่เ้าใส่เสียก่อนยังไม่ทันจะเก่าก็สั้นขึ้นมาอีกแล้ว ช่างโตเร็วเสียจริง”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านแม่ ท่านเลือกทำสีทึบหน่อยเถิดเ้าค่ะต้องเดินทางอีกไกลข้าอยากได้เสื้อผ้าที่ดูไม่สกปรกง่าย”
“อืม”
“เสี่ยวเป่า เ้าไม่ต้องไปฝึกยุทธ์กับท่านลุงหม่าจือหรอกหรือ?”
“ข้าเพิ่งกลับมาเมื่อครู่นี่เอง พี่อาหนิง” เด็กชายยิ้มแย้มตอบกลับมา
หลินหนิงชินเดินมานั่งใกล้ๆกับพวกเขาสองคน แล้วจึงชวนพูดคุยต่อ
“เ้าชอบการฝึกยุทธ์หรือไม่เสี่ยวเป่า”
“ชอบสิ ข้าชอบมากเลยล่ะ พวกท่านลุงหม่าทุกคนก็ดีกับข้ามากยังชมข้าอยู่บ่อยๆ”
“เสี่ยวเป่าชอบที่นี่ก็ดีแล้ว เ้ารู้ไหมต่อไป ข้า พี่ใหญ่ พี่รอง จะต้องไปเข้าร่วมสำนักจะไม่ได้อยู่บ้านอีกนานเลย”
“ข้ารู้ ท่านป้ากับท่านลุงจงเว่ยบอกข้าแล้ว แต่ข้าไม่เสียใจหรอก พี่ซ่งสวินบอกว่าเมื่อพวกท่านไปกันหมดข้าจะต้องมีหน้าที่ปกป้องท่านป้า” เด็กชายก้มหน้าสีหน้าเศร้าลงไปไม่น้อย
“พี่ซ่งสวินพูดถูกแล้ว ที่นี่ท่านลุงจงเว่ยของเ้าก็ต้องออกลาดตระเวนอยู่บ่อยๆ จะเหลือเพียงมารดาของพวกเราอยู่ที่เรือนเพียงคนเดียว หากไม่มีเสี่ยวเป่าอยู่ที่นี่คอยดูแลท่านแม่พวกเราคงไม่กล้าเดินทางไปร่วมสำนักเย้าเตียนอย่างแน่นอน เสี่ยวเป่าช่วยพวกเราได้มากทีเดียวเ้าต้องขยันฝึกฝนเข้านะ พอแข็งแกร่งดีแล้วค่อยตามพวกเราไปทีหลัง”
“ข้ารับปากท่านพี่อาหนิง ท่านป้าลี่ชินก็ดีกับข้ามากข้าจะไม่ให้เกิดเื่อันใดกับท่านป้าอย่างแน่นอน”
ฟางลี่ชินวางเข็มเย็บผ้าลงในตะกร้าอย่างเบามือ หันมาพูดกับทั้งสอง
“เสี่ยวเป่าเด็กดี ป้ารู้ว่าเสี่ยวเป่าดูแลป้าได้อย่างแน่นอนแต่เ้าจะต้องตั้งเป้าหมายที่จะฝึกฝนให้แข็งแกร่งเพื่อจะได้ออกไปดูโลกภายนอกบ้าง ไม่จำเป็ต้องกตัญญูต่อพวกเรามากเกินไป เข้าใจหรือไม่”
“ขอรับท่านป้า”
“หนิงชิน แม่ได้ยินจากพวกท่านป้าใหญ่ ป้ารองพูดคุยกันว่าสำนักเย้าเตียนนั้นยังต้องมีการทดสอบ เพื่อจะเข้าเป็ศิษย์ด้วยมิใช่หรือ?”
“ท่านปู่ใหญ่ก็บอกไว้เช่นกันเ้าค่ะ แต่ไม่มีใครรู้ว่าการทดสอบจะเป็รูปแบบไหน พวกเราได้แต่พยายามฝึกฝนให้ดีเท่านั้นเ้าค่ะ”
“สำนักเย้าเตียนอย่างไรก็เป็สำนักที่มีชื่อเสียงด้านการหลอมโอสถ ตัวเ้าเองแม่ไม่ห่วง จะห่วงก็แต่พี่ชายของเ้าสองคนกับไฉ่หงเท่านั้น หากพวกเขาเข้าร่วมสำนักไม่ได้ และติดตามคอยดูแลเ้าต่อไปไม่ได้ หนิงชินสัญญากับแม่ได้หรือไม่ว่าจะกลับมาที่ตระกูลหลินพร้อมกับพวกเขาก่อน”
“ข้ารับปากท่านเ้าค่ะ แต่ข้ามั่นใจว่าพวกเราจะผ่านการทดสอบกันทุกคน” เด็กหญิงบีบมือผู้เป็มารดาเบาๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ