บทที่ 7 ว่าด้วยเื่ของถงหลี
ในวันเดียวกันนี้หลิวเฉวี่ยต้วนนั่งรถม้าคันใหญ่มาจอดเทียบหน้าร้านเครื่องไม้ ซึ่งอยู่ในย่านการค้ากลางเมือง หลิวเฉวี่ยต้วนไม่ใช่คนที่จะแวะชมนกชมไม้ไปทั่วโดยไม่มีเหตุจูงใจ
“ไอ๊โย๊ ๆ หลิวกั๋วกงมาด้วยตัวเอง ไม่ทราบว่าอยากได้ไม้แกะสลักมงคล หรืออยากได้เครื่องเรือนสุดประณีตเ่าั้ดีขอรับ” เถ้าแก่เ้าของร้านค้อมหัวพูดทุกประโยค พร้อมทั้งผายมือไปยังโต๊ะไม้ตัวงาม ที่ถูกแกะสลักด้วยช่างยอดฝีมือ
“ของที่ท่านเสนอมา ล้วนไร้ประโยชน์และไม่ใช่สิ่งที่ข้า้า สิ่งที่ข้าอยากได้จากร้านท่าน คือดาบจำลองที่ทำจากไม้ฮวาหลีขัดเงาอย่างดี อ้อ! ที่สำคัญต้องขนาดถนัดมือ และถือง่ายสำหรับเด็กเพศหญิงวัยสามขวบ!” เฉวี่ยต้วนว่าไว้อย่างนั้น พลางเฉี่ยวหางตาไปเห็นสุนัขตัวหนึ่งถูกขังอยู่ในกรง ซึ่งมีป้ายติดประกาศขาย สีขนและลักษณะเผ่าพันธุ์ของมัน น่าจะไม่ใช่สุนัขที่พบเจอได้ทั่วไป
“ไม่ทราบว่า…หลิวกั๋วกง้านำของสิ่งนี้ไป…เอ่อ?” ชายสูงวัยในอาภรณ์ซอมซ่อสีตุ่น ถามไถ่ด้วยสีหน้าไม่ค่อยมั่นใจ เพราะเครื่องสลักไม้ที่ทำจากไม้ฮวาหลีจะเป็ที่นิยมในเครือเชื้อพระวงศ์ เนื่องจากราคาสูงมาก ชนชั้นทั่วไปจึงหันไปใช้เครื่องสลักที่ทำจากไม้ต่อรองวี๋มู่แทน หากคุณภาพสูงขึ้นมาหน่อย พวกตระกูลใหญ่ก็จะใช้เครื่องสลักที่ทำจากไม้จื่อถาน
“บุตรสาวของข้า! นางไม่ใช่องค์หญิง ยิ่งไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ แต่นางสมควรได้รับ!”
เฉวี่ยต้วนตอบกลับด้วยน้ำเสียงฉวัดเฉวียน ในโสตสำนึกของคนเป็พ่อ กำลังคิดว่าถงหลีขาดการดูแลจากจวนหลิวเป็เวลาสามปีเต็ม ตกระกำลำบากอยู่นอกจวน ครั้นกลับมาสู่ชนชั้นฐานะที่แท้จริง หลิวเฉวี่ยต้วนที่เพิ่งกลายเป็พ่อคนครั้งแรก จึงอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่นาง หากมอบอนาคตที่ดีให้แก่ถงหลีได้ด้วย มีหรือที่คนเป็พ่อจะเพิกเฉย
“ขอรับ ข้าจะรีบเอามาให้นายท่านเลือกชมเดี๋ยวนี้” เถ้าแก่กล่าวไว้เท่านั้นก็หายเข้าไปหลังร้านทันที
“นายท่านขอรับ!? คุณหนูถงหลีเป็สตรี เป็ไปได้ที่นางจะไม่ชอบของเล่นชิ้นนี้ขอรับ” ห้าวตงฉือออกความเห็นฉับพลัน เมื่อเห็นว่าเถ้าแก่เ้าของร้านถอยร่นออกไปจากอาณาบริเวณ ทว่าคำท้วงติงของตงฉือล้วนประสงค์ดี แต่ผู้ฟังกลับเอี้ยวหางตามองอย่างเหี้ยมเกรียม แล้วกล่าวสั้น ๆ มาคำหนึ่ง ทำเอาตงฉือหน้าชาไปครึ่งซีก
“ข้าขอความเห็นจากเ้าั้แ่เมื่อไหร่?” น้ำเสียงของคนผู้นี้ฟังดูโอหังอีกตามเคย
“แต่ว่า…” ตงฉือไม่ละความพยายาม ถึงขนาดสาวเท้าก้าวสั้น...เข้าไปใกล้ชิดแผ่นหลังของผู้เป็นาย
“แต่อะไรของเ้า! ห้าวตงฉือ! เ้าไม่เคยมีบุตรเป็ของตัวเอง เ้าจะไปเข้าใจอะไรได้!” เฉวี่ยต้วนว่าไว้เพียงเท่านี้ ก็เดินทิ้งระยะห่างไปจับสังเกตเ้าสุนัขสีขาวขนปุยที่นั่งกระดิกหางอยู่ในกรง
ให้ตายเถอะ! คำพูดส่งเดชของนายท่านหลิวเมื่อครู่นี้ มันช่างเหมือน...เอ่อ...กำลังเย้ยหยันและโอ้อวดอย่างไรชอบกล ในใจตงฉือทราบดีว่า นายท่านหลิวแม้เป็คนแสดงออกไม่เก่ง แต่ในใจลึก ๆ นั้นต่างดีใจที่ได้เป็พ่อคน!
ไม่ทันไร เถ้าแก่คนเดิมเดินออกมานอกม่าน พร้อมถาดสี่เหลี่ยมยาวสามศอก ที่วางเรียงดาบจำลองซึ่งทำจากไม้ฮวาหลีขัดเงาอย่างดีสี่ชิ้น ลวดลายที่สลักอยู่บนเนื้อไม้ ทั้งแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์ เพียงเห็นมัน! หลิวเฉวี่ยต้วนก็ไม่ลังเลที่จะพูดคำว่า “ข้าซื้อทั้งหมด”
เพียงเท่านี้เถ้าแก่เ้าของร้านก็ยิ้มจนปากแทบฉีก แล้วคำนับอย่างนอบน้อมไปทีหนึ่ง ก่อนจะกวักมือเรียกให้บุตรชายที่กำลังสลักไม้อยู่หลังร้าน เร่งเอาดาบจำลองที่ทำจากไม้ฮวาหลีพวกนี้ ไปห่อด้วยผ้าแพรงามอย่างดีส่งมอบให้หลิวกั๋วกง
ทว่าขณะเดียวกันนั้น เ้าของถุงเงินหนักอึ้งผู้นั้นก็พูดขึ้นมาอีกคำหนึ่งว่า
“ห่อเ้านั่นให้ข้าด้วย” ปลายนิ้วชี้ไปที่กรงสุนัข
เอ๋!? O_O
ความ้าที่แปลกใหม่นี้ ทำให้ตงฉือถลึงตาเหลือกอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง แต่เดิมนายท่านหลิวไม่ชอบสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะพวกสุนัข เพราะยามดึกดื่นพวกมันชอบเห่าหอนเสียงดัง รบกวนเวลาหลับนอนของคนในจวนไม่พอ ยังทำลายสมาธิในการอ่านตำราปราชญ์ของนายท่านด้วย
ไม่นานเกินรอ รถม้าคันใหญ่บรรจุทั้งคนและสุนัขตัวขาวขนปุยขึ้นในกระโจม ทว่าเส้นทางที่มุ่งไปนั้นกลับไม่ใช่จวนสกุลหลิวอย่างที่ควรจะเป็ แต่เป็เส้นทางไปยังจวนคหบดีใหญ่ คือจวนสกุลฟ่าน!
.
.
ณ จวนสกุลฟ่าน คหบดีแห่งต้าน้วน
กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ฟุ้งไปทั่วศาลาแดง ขณะนี้คนเป็แขกกำลังนั่งสนทนากับผู้เป็เ้าบ้านอย่างสนิทสนม ทว่าสังเกตจากเครื่องแต่งกายที่สวมใส่อยู่ในครานี้ เดาได้ไม่ยากว่า...หลิวกั๋วกงเพิ่งเสร็จจากประชุมราชการในท้องพระโรง ก็ตรงลิ่วมาเยือนจวนคหบดีฟ่านที่โด่งดังที่สุดในแว่นแคว้น
“ในฐานะเ้าบ้าน ข้าฟ่านซื่อฉวินเสียมารยาทยิ่งนัก ไม่ได้ต้อนรับท่านกั๋วกงให้ดีกว่านี้” ชายรุ่นใหญ่ผู้มีเครางามกำลังฉีกยิ้มเกรงใจ พลางส่งมอบชาดีในจอกให้ผู้เป็แขกอย่างระมัดระวัง
“พี่ฟ่าน ยามอยู่ต่อหน้า ระหว่างพวกเราต้องรักษามารยาทเพียงนี้เชียวหรือ” หลิวเฉวี่ยต้วนเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นบ้าง ทว่ามือซ้ายก็ยื่นไปรับจอกชาจากเ้าบ้านอย่างรู้กาลเทศะ
“เฉวี่ยต้วน เ้าเป็ขุนนางใหญ่ ส่วนข้าเป็เพียงตระกูลคหบดี ที่มีชื่อเสียงและโด่งดังจากการค้าขาย สถานะของพวกเราไหนเลยจะเป็กันเองได้อย่างเมื่อก่อน ยิ่งทุกวันนี้เ้ามีอำนาจยศไคกั๋วกง ข้าฟ่านซื่อฉวินยิ่งต้องนอบน้อมต่อเ้า มิใช่หรือไง” เพียงฟ่านซื่อฉวินพูดได้เท่านี้ ชายทั้งสองฝ่ายก็มองหน้ากันอย่างมีเลศนัย แล้วก็เป็ฟ่านซื่อฉวินที่พูดย้ำขึ้นมาอีกว่า…
“เฉวี่ยต้วน ตอนนี้มีแค่เราสองคน เ้าพูดออกมาตรง ๆ มันยากนักหรือไง” สีหน้าของหัวหน้าตระกูลฟ่านเริ่มกดดันคู่สนทนา คงมีแค่เขาคนนี้นี่แหละที่กล้ามองหลิวเฉวี่ยต้วนด้วยสายตาประเภทนั้น
“ไม่อ้อมค้อมก็แล้วกัน หลายวันก่อนข้าเขียนจดหมายมาแจ้งท่านแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ ท่านหมายจะผิดคำพูดที่เคยให้ไว้กับข้างั้นหรือ?” เฉวี่ยต้วนวางพัดเจ๋อซ่านไว้ข้างตัว ต่อด้วยหรี่เปลือกตาแคบกดดันอีกฝ่าย ก่อนจะกระดกชาลงคอจนหมดจอก
“ที่แท้เ้าก็มาเพราะเื่นั้นสินะ” ฟ่านซื่อฉวินย่นคิ้วคิดหนัก ก่อนจะอ้าปากพูดจาปัดสวะไปเื่อื่น เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะปฏิเสธออกไปตรง ๆ แต่ทว่าเ้าเฉวี่ยต้วนหน้าไม่อาย ก็ยังวกวนพาซื่อฉวินกลับเข้าสู่เื่เดิมจนได้
“ข้ามีบุตรสาวอยู่แค่คนเดียว หลีเอ๋อร์ใช้ชีวิตลำบากอยู่ต่างแดนหลายปี ผิดนักหรือ? ที่ในฐานะคนเป็พ่อจะอยากหาอนาคตที่ดีเตรียมไว้ให้นาง ข้าจะบอกท่านอย่างหนึ่ง ว่าถงหลีของข้า นางทั้งอ่อนหวาน นิสัยดี ว่าง่าย เป็กันเอง รู้มารยาท ไม่ว่าจะเดินจะเหินล้วนไร้ที่ติ ลูกสะใภ้แบบนี้ท่านจะหาจากที่ใดได้อีก” เฉวี่ยต้วนพยายามพูดจาหว่านล้อมหัวหน้าตระกูลฟ่าน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็ตระกูลมหาเศรษฐีแห่งต้าน้วน
“หลิวกั๋วกง…ท่านก็รู้ว่าบุตรชายข้า หมั้นหมายกับคุณหนูตระกูลมู่หรงั้แ่ปีก่อน อีกอย่างบุตรชายเพียงคนเดียวของข้าอายุ 8 ขวบ แต่บุตรสาวของท่านเพิ่งอายุได้ 3 ขวบ พวกเขาทั้งคู่เหมาะสมกันเสียที่ไหน” เป็ครั้งแรกที่ซื่อฉวินเริ่มออกปากปฏิเสธอย่างสุภาพ
“หมั้นได้ ก็ถอนหมั้นได้ อาศัยอำนาจในมือข้า รับรองว่าข้าหลิวเฉวี่ยต้วนผู้นี้ จัดการเื่นี้ให้ท่านได้ง่าย ๆ โดยที่สกุลฟ่านไม่จำเป็ต้องออกหน้าเอง ขอเพียงท่านรับปาก ข้าจะส่งคนไปกดดันสกุลมู่หรงเดี๋ยวนี้” ยังคงเป็เฉวี่ยต้วนที่ต่อรองไม่เลิก อย่างไรเขาก็ไม่เห็นว่าตระกูลไหนในต้าน้วน จะเหมาะสมกับบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขาเท่าตระกูลฟ่าน
“หลิวกั๋วกง...อย่าทำให้ข้าต้องลำบากใจไปมากกว่านี้เลย บุญคุณเก่าในอดีต สกุลฟ่านของข้าจะชดเชยให้ท่านด้วยเงินทองสิบหีบ เื่หมั้นหมายของพวกเด็ก ๆ ข้ารับปากท่านไม่ได้จริง ๆ” ฟ่านซื่อฉวินปฏิเสธซ้ำอีก ทำเอาหลิวเฉวี่ยต้วนหน้าชาอย่างหมดความอดทน จากสีหน้ายิ้มสู้แกมพลิกแพลง เปลี่ยนมาเป็สีหน้าร้ายกาจและถือตัว ราวกับไม่ใช่คนเดียวกันกับไม่กี่วินาทีก่อน
“ก็จริงอย่างที่ท่านว่า ข้าเป็ถึงขุนนางในราชสำนัก ถือตราตั้งยศไคกั๋วกงไว้ในมือ ข้าและท่านควรห่างเหินตามคำชี้แนะที่ท่านสั่งสอน เอาเป็ว่า...นางหนูหลีเอ๋อร์ลูกสาวของข้า ตระกูลฟ่านไม่้านาง หรือต่อให้บุรุษในใต้หล้าไม่มีใครอยากแต่งนาง ก็ช่างหัวมารดามันเถิด ข้าจะชุบเลี้ยงนางด้วยวิธีของข้าเอง ขอเพียงให้นางรู้ไว้ว่าใต้หล้านี้ มีบุรุษหนึ่งคนที่้านางเสมอ ซึ่งนั่นก็คือข้า!”
เฉวี่ยต้วนเห็นแก่สัมพันธ์เก่าถึงได้แวะเวียนมาที่นี่ คาดไม่ถึงว่าการช่วยอ๋องสามฏครานั้น สกุลฟ่านจะแยกตัวอยู่คนละฝั่งกับสหายเก่าอย่างสกุลหลิว
แต่ช่างเถอะ! คนเราเกิดมาก็ต่างพ่อต่างแม่ ย่อมต่างความคิด
ฮ่องเต้พระองค์ก่อนปกครองแผ่นดินด้วยวิถีทรราช กดขี่ประชาชนด้วยอำนาจที่ไร้ซึ่งความเป็ธรรม ทุกหย่อมหญ้าแร้นแค้นและยากเข็ญ ชาวประชาโอดครวญและหิวโหย กระทั่งค่อย ๆ อดตายไปทีละหย่อม เป็เช่นนั้นฮ่องเต้ผู้สูงส่งที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ยังเอาแต่ดื่มสุราเร้านารีจนลืมฟ้าลืมดิน
แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนผู้นี้ถนัดหลอกใช้คนยิ่งนัก ไม่เช่นนั้นบิดาของเฉวี่ยต้วนคงไม่ถูกสังหารจนตายสิ้นในต่างเมือง หากเฉวี่ยต้วนคนนี้ไม่ได้ประสบด้วยตัวเองในครานั้น คงไม่มีวันตัดสินใจเด็ดขาด...ในการเข้าร่วมฏกับอ๋องสาม
แล้วเป็อย่างไร! ฏครองบัลลังก์มาสามปี บัดนี้ทุกปัญหาในใต้หล้า ทยอยถูกแก้ไข เมืองใต้เมืองเหนือกลายเป็อู่ข้าวอู่น้ำ แม้แต่การขนส่งทางเรือก็เฟื่องฟูไม่แพ้กัน ยามนี้ชาวบ้านในเมืองหลวง พูดได้เต็มปากว่ากษัตริย์พระองค์ใหม่ปกครองโดยชอบธรรม
ว่ากันตามเนื้อผ้า สายตาของประชาราษฎร์ต่างมองว่า อ๋องสามเป็ดั่งแสงเทียนกลางสายฝน ส่วนไคกั๋วกงแห่งสกุลหลิวเปรียบดั่งวีรบุรุษขี่ม้าขาว ที่หนุนนำให้คุณภาพชีวิตของชาวเมืองสูงขึ้น และปลดแอกความแร้นแค้นให้ชนชั้นรากหญ้า
“ข้าไม่ส่ง!” ฟ่านซื่อฉวินตอบสั้นห้วนไว้เท่านี้ ก็ชี้ชัดแล้วว่าไม่ไว้หน้าหลิวเฉวี่ยต้วนเหมือนในวันวาน
หลิวเฉวี่ยต้วนสาวเท้าไวออกจากซุ้มประตูจวนฟ่านด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ แต่ก็ต้องหงุดหงิดซ้ำอีก! เมื่อเ้าเสิ่นเจียอี้วิ่งแจ้นมายืนขวางอยู่หน้าทางออก สีหน้าของเ้านั่นฟ้องไว้หมดแล้ว ว่าเกิดเื่ไม่ชอบมาพากลกับถงหลี! เพราะไม่เคยลืมว่านักฆ่าหน่วยกล้าตายอย่างเสิ่นเจียอี้ ได้กลายเป็องครักษ์เงาของถงหลีไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“นายท่านรีบกลับจวนเถิดขอรับ!” สีหน้าของเสิ่นเจียอี้ทั้งเร่งร้อน และถอดสีซีดทั้งที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“บอกข้าให้ชัด! ว่าไม่ได้เกิดเื่อันใดกับหลีเอ๋อร์!” ชายเ้าของเสียง...กัดฟันกรอดจนเห็นเส้นกรามชัด เขาไม่รู้ว่าวันนี้ก้าวขาข้างไหนออกจากจวนกันแน่ ถึงได้มีแต่เื่ให้ปวดหัวั้แ่เช้า ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็ดันเข้ามาแทรก!
“เกิดเื่ใหญ่กับคุณหนูถงหลีแล้วขอรับ” เสิ่นเจียอี้ประสานมือเสมอปลายคาง พลางโก่งตัวพูดด้วยสีหน้าประหม่าอย่างเห็นได้ชัด อันเสิ่นเจียอี้เป็ถึงนักฆ่าหน่วยกล้าตายที่เฉวี่ยต้วนฝึกฝนมาเองกับมือ ย่อมไม่กลัวตาย แต่ที่ออกอาการประหม่าอยู่ตอนนี้ เพราะรู้สึกผิดที่ตนเองบกพร่องในหน้าที่ต่างหาก!
“ไอ้อีตัวใดเป็ตัวต้นเื่!!!” เฉวี่ยต้วนตวาดลั่นโดยไม่สนใจว่าตนเองยังอยู่ในเขตจวนสกุลฟ่าน
“ฟางจิ้งอีขอรับ!” เพียงบริวารหนุ่มพูดชื่อคนผู้นี้ขึ้นมา หลิวเฉวี่ยต้วนถึงขั้นหรี่ตาแคบอย่างมีนัย ซึ่งแน่นอนว่าห้าวตงฉือที่ติดตามรับใช้นายท่านหลิวมานานหลายปี รับรู้ได้ว่า...ภาษากายเหล่านี้ไม่เป็ผลดีกับผู้ใดทั้งนั้น ไม่ใครคนใดคนหนึ่งก็ต้องวอดวายกันไปข้าง!