พูดถึงบุตรสาวสกุลมู่นั้นสืบเชื้อสายมาจากสตรีคณิกาที่ผันตัวมาเป็นายหญิงใหญ่ เดิมทีมารดาของพวกนางเป็เพียงอนุของแม่ทัพหลี่เวยผู้มีอนุประดับบารมีถึงหกนาง ในวาระสุดท้ายของชีวิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดูอนุโสเภณีน้อยผู้นี้เหนือใคร ท่านแม่ทัพจึงมอบทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ให้นางไปตั้งตัว
นอกเหนือจากเงินทองและที่ดินมากมายหลายแห่ง ตระกูลมู่ยังสิ่งที่น่าเกรงขามอย่างตรากองทัพ อำนาจสั่งการเหล่าองครักษ์ฝีมือฉกาจซึ่งผันตัวมาเป็นักรบอิสระ
อาจเพราะบุรุษเ่าั้เบื่อหน่ายกับการเสี่ยงชีวิตรับใช้เ้านายที่เห็นพวกเขาเป็เพียงเบี้ยหมากไร้ค่า ปกป้องจนตัวตายไปก็เท่านั้น หาได้มีผู้ใดมองเห็นความดีไม่ ทุกวันนี้พวกเขาจึงหันมาทำหน้าที่คุ้มครองสถานเริงรมย์เป็หลัก นอกเสียจากจะรายได้ดี การปกป้องนารีและรักษาความสงบเคียงข้างบุตรสาวอนุตระกูลมู่ทั้งสอง เป็ทางเลือกที่มั่นคงและมีเกียรติยิ่งกว่า
“ไปตามเหวินจินมาพบข้า”
หว่านฉิงกระซิบสั่งเสียงพร่าอยู่หลังบานประตู หลังจากพยายามลากสังขารอิดโรยออกจากเตียง สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกขานรับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือสะอื้นไห้
“องครักษ์เฟิงรอพบคุณหนูอยู่ด้านล่างเ้าค่ะ... เขาเป็ห่วงคุณหนูมาก... บ่าวเองก็เป็ห่วงเหลือเกิน อาการของท่านเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?”
“เข้ามาเปลี่ยนผ้าปูเตียงให้ข้าเสีย ไม่ต้องถามมากความ!” หว่านฉิงตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แม้จะไร้เรี่ยวแรงทว่าบารมีของนายหญิงใหญ่ยังคงเปี่ยมล้น สาวใช้ของนางต้องก้มหน้าทำตามคำสั่งทันที
ภายในห้องกว้างขวางที่แบ่งแยกเป็สัดส่วนทั้งห้องนอนและห้องอาบน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันราวกับคฤหาสน์หลังย่อม พร้อมคนรับใช้กว่าสามสิบชีวิต หว่านฉิงยังคงรู้สึกตื่นเต้นกับมันจนถึงทุกวันนี้
ให้ตายเถอะ! นางทะลุมิติมามีเพนท์เฮ้าส์ส่วนตัวกลางเมืองฉางอัน ถึงจะเป็โลกของเกมและนิยายก็ตามที ทว่าทิวทัศน์งดงามริมแม่น้ำสายยาว มีคนคอยปรนนิบัติตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเช่นนี้ เป็วาสนาของมาดามใหญ่ชัด ๆ
ช่างแตกต่างจากชาติก่อนที่ต้องซุกหัวนอนในคอนโดมิเนียมขนาดกลาง ถึงสะดวกสบายตามยุคสมัย ทว่ากลับไม่หรูหราอลังการเท่าเศรษฐินีในยุคโบราณ เงินนี่เป็เื่สำคัญั้แ่อดีตจนถึงอนาคตเลยจริง ๆ
นายหญิงใหญ่นั่งคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่บนตั่งไม้ริมหน้าต่าง กระทั่ง เฟิงเหวินจิน ผลักประตูไม้เข้ามาด้วยหน้าตาเป็กังวล
กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งไปทั่วเป็เครื่องยืนยันว่าอาการพิษของนางกำเริบหนัก บ่าวชายด้านนอกต่างเร่งรีบช่วยกันยกรอกดึงน้ำสะอาดขึ้นมาส่งให้หลายอ่าง ส่วนสาวใช้นำผ้าปูเตียงที่เปื้อนคราบโลหิตไปจัดการอย่างเงียบเชียบ เมื่อนายหญิงกำชับหนักแน่นว่าเื่ที่นางถูกพิษต้องเป็ความลับ จะไปซักล้างที่ใดก็แล้วแต่ ขอเพียงอย่าให้ความลับรั่วไหล
นางฝืนหยิบกล้องยาสูบหยกแดงขึ้นมาคาบไว้ เพื่อระงับความเ็ป
“เื่แม่ทัพไป๋หรงเยว่ที่ข้าสั่งให้เ้าไปสืบมา... ได้ความว่าอย่างไรบ้าง?”
“เขายังคงพักอยู่ในกระโจมขอรับ ั้แ่เสร็จศึกแคว้นเหยียน เขามิได้ก้าวเท้าออกไปที่ใดเลย...” องครักษ์เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาเศร้าหมองลงยามหลุบมองมือที่สั่นเทาของนายหญิงขณะคีบยาสูบ “ข้าน้อยได้ยินมาว่าทางตระกูลไป๋พยายามจะเกี่ยวดองกับตระกูลลู่ ทว่าแม่ทัพหรงเยว่กลับบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ดูท่าเขาจะไม่พิศวาสบุตรีของเสนาบดีลู่เลยแม้แต่น้อย”
ฝ่ายหนึ่งคือ ‘ตระกูลไป๋’ มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งด้วยกิจการผ้าไหมและโรงน้ำชา พวกเขามีบุตรชายเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร มีบุตรชายคนโตคือรุ่ยอ๋อง อ๋องต่างแซ่ผู้รวบรวมแผ่นดิน กุมอำนาจล้นฟ้าในนครฉางอัน
จะอย่างไรก็ตาม ในสายตาของขุนนางเก่าแก่ ตระกูลไป๋ก็ยังเป็เพียงพ่อค้า เหล่าาุโผู้กระหายอำนาจจึงพยายามผลักดันการเกี่ยวดองกับ ‘ตระกูลลู่’ ของรองเสนาบดีฝ่ายขวาแห่งกรมพิธีการ เพื่อยกระดับฐานะขึ้นเป็ชนชั้นสูงอย่างเต็มตัว ทว่าแม่ทัพหรงเยว่ผู้ถือเกียรตินักรบกลับมองว่า การแต่งงานเพื่อใช้สตรีเป็บันไดไต่เต้าทางการเมืองเช่นนี้ น่ารังเกียจสิ้นดี
“เื่พิษของคุณหนู... เกี่ยวพันกับท่านแม่ทัพหรงเยว่หรือขอรับ?”
“ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลยสักนิด”
“ไยท่านจึงถามถึงเขาเล่าขอรับ?” องครักษ์หนุ่มถามเสียงต่ำด้วยความฉงน
คุณหนูใช้ก้านกล้องยาสูบหยกแดงแตะใต้คางเขาเบา ๆ เป็เชิงหยอกเย้า ทว่าแฝงความนัย
“อาเฟิง... ข้าเชื่อใจเ้าที่สุด แต่ข้ายังไม่สะดวกใจที่จะบอกเ้า ในเมื่อข้าสั่งให้ไปสืบ ก็จงทำตามคำสั่งข้าเถิด อย่าได้ถามหาเหตุผลให้มากความเลย”
“ขอรับ” องครักษ์เฟิงรับคำอย่างจำนน เขากลอกตาไปมาด้วยความรู้สึกเขินอายกับการเรียกขานชื่อเล่นในท่าทีเย้ายั่วอันเป็ธรรมชาติของนายหญิงอยู่ไม่น้อย ยิ่งตัวเขาถวายหัวปกป้องคุณหนูมาั้แ่เยาว์วัย “แต่คุณหนูรับปากข้าแล้วนะขอรับ ห้ามคืนคำเป็อันขาด”
“อื้ม... ข้ารับปาก” นางหลุดขำเบา ๆ ก่อนจะถามต่อ “เื่องค์หญิงมู่อวี่เล่า เ้าพบร่องรอยนางบ้างหรือไม่? คืนนั้นองค์ชายสามไม่ได้พานางมาด้วย ข้าว่ามันแปลกนัก... หรือพี่น้องคู่นี้จะไม่ลงรอยกัน?”
“องค์ชายสามเป็พี่ชายต่างมารดาขององค์หญิงมู่อวี่ขอรับ ฐานะของทั้งสองต่างกันราวฟ้ากับเหว มารดาขององค์ชายเป็สนมชั้นล่าง ส่วนองค์หญิงเป็ถึงพระธิดาของพระสนมเอก ย่อมมิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้เป็ธรรมดา เมื่อวานนี้ข้าไปเดินตลาด ได้ยินชาวบ้านลือกันทั่วว่าขบวนขององค์หญิงแคว้นเป่ยเหลียงจะเสด็จมาถึงในอีกสองวันข้างหน้า ฝ่าาทรงมีพระบรมราชโองการประกาศให้ทราบโดยทั่วกันแล้วขอรับ”
“อ้อ... เป็เช่นนี้เอง” หว่านฉิงพึมพำ ควันยาสูบสีจางลอยคลุ้งบดบังแววตาที่กำลังจมลึกอยู่ในห้วงความคิด
หว่านฉิงลุกขึ้นจากตั่งนวม ปล่อยให้อาภรณ์ชุดเดิมหลุดร่วงลงบนพรมขนสัตว์ ก่อนจะสวมทับด้วยชุดผ้าไหมเนื้อละเอียดสีชาด ปักดิ้นทองเป็ลายดอกเหมยที่ดูอ่อนช้อย ตัวเสื้อรัดรึงเน้นทรวดทรงองค์เอวที่แม้จะซูบผอมลงจากพิษร้าย ทว่ายังคงความเย้ายวนในแบบสตรีผู้สูงศักดิ์
ปิ่นบุปผชาติทองคำถูกปักประดับลงบนมวยผม สาวใช้ถักเปียเดี่ยวเรียบลู่ไปตามแผ่นหลังแล้วผูกด้วยโบสีแดง ทิ้งปอยผมด้านหน้าให้เคลียคลอไปกับใบหน้าเรียวรูปไข่ นางสวมทับด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนาสีขาวสะอาด ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากบิดาผู้เป็ถึงแม่ทัพใหญ่ เขามักจะออกศึกในหน้าหนาวด้วยชุดขนหมาป่าอันทนทานในสนามรบมากกว่าขนสัตว์ชนิดอื่น
บนใบหน้าที่เคยซีดเซียวถูกแต่งแต้มด้วยชาดแดง ทั้งริมฝีปากและหางตา ขับเน้นดวงตากลมโตที่แฝงเร้นความฉลาดเฉลียวให้โดดเด่นดุจนางพญา ปกปิดความขาวซีดจากอาการเจ็บป่วยได้อย่างแเี
หว่านฉิงก้าวอย่างเชื่องช้าไปยังห้องโถงกลาง โดยมีองครักษ์หนุ่มติดตามรับใช้เคียงข้าง สาวใช้ประจำตัวนางอีกสองคน
ทันทีที่นายหญิงใหญ่ปรากฏตัวอย่างงามสง่า ทั้งบุรุษและสตรีทั่วทั้งโถงต่างหันมองนางเป็ตาเดียว เหล่าคณิกาต่างก้มศีรษะคำนับด้วยสายตาเทิดทูนซาบซึ้ง ราวกับนางเป็ผู้มอบชีวิตใหม่มิใช่เพียงเ้านายทั่วไป
“ต้อนรับนายหญิงขอรับ!”
“นายหญิงแห่งหอหงเหมยมาถึงแล้ว!”