ธาราวารีชำระกาย
หลังม่านฝุ่นแห่งความวุ่นวายจางหายไปพร้อมกับขบวนเกี้ยวของหวังกงกง ความเงียบสงบอันเป็เอกลักษณ์ของจวนพยัคฆ์ทมิฬก็หวนคืนมาอีกครา หากแต่ครานี้มิใช่ความเงียบงันวังเวงดุจป่าช้า ทว่าเจือไปด้วยเสียงธารน้ำไหลรินและเสียงนกกาที่เริ่มบินกลับรัง
ณ ลำธารน้ำตกหลังูเา ซึ่งเป็ต้นน้ำที่ไหลลงสู่สระบัวในจวน ละอองน้ำฟุ้งกระจายกระทบแสงตะวันยามอัสดงเกิดเป็รุ้งกินน้ำตัวย่อมพาดผ่านโขดหิน
เสิ่นลั่วในสภาพเปลือยท่อนบน เผยให้เห็นผิวขาวจัดที่ตัดกับสีน้ำผึ้งจางๆ บริเวณ่แขนและลำคอตามประสาคนทำงานกลางแจ้ง เขากำลังใช้ก้อนสมุนไพรเจ่าเจี่ยวขัดถูตามร่างกายอย่างขะมักเขม้น เพื่อชำระล้างคราบโคลนและกลิ่นฉุนกึกที่ตนจงใจปรุงแต่งขึ้น
“อูย... น้ำเย็นะเืถึงกระดูกดำเชียว” ช่างหนุ่มบ่นอุบ พลางวักน้ำขึ้นลูบหน้า “แต่ก็ยังดีกว่าดมกลิ่นสาบสางของพวกขันทีหน้าขาวพวกนั้น”
ขณะที่เขากำลังจะก้มลงวักน้ำอีกครั้ง เงาร่างสูงใหญ่สายหนึ่งก็ทาบทับลงบนผิวน้ำ เสิ่นลั่วสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองด้วยสัญชาตญาณระวังภัย
กู้ชิงเหยียนยืนตระหง่านอยู่บนโขดหินเหนือลำธาร มือข้างหนึ่งถือผ้าเช็ดตัวผืนหนาและชุดผ้าฝ้ายสะอาดสะอ้าน ั์ตาสีรัตติกาลทอดมองลงมานิ่ง ๆ มิได้มีแววละลาบละล้วง แต่ก็มิได้หลบเลี่ยงดุจอิสตรีขี้อาย
“ท่านแม่ทัพ!” เสิ่นลั่วร้องเสียงหลง รีบะโลงไปแช่ในน้ำลึกระดับอก ยกแขนขึ้นกอดอก “ท่านมาเงียบเชียบราวกับิญญา จะมาแอบดูข้าอาบน้ำหรือไร?”
“ข้ามาดูว่าเ้าจมน้ำตายไปหรือยัง” กู้ชิงเหยียนตอบเสียงเรียบ โยนผ้าและชุดลงไปบนหินแห้งข้างฝั่งอย่างแม่นยำ “เห็นหายไปนาน เหลียงเจ๋อกลัวว่าเ้าจะเป็ลมในน้ำ”
“ข้าเป็ช่างจัดสวน หาใช่คุณหนูในห้องหอ ข้าว่ายน้ำแข็งกว่าปลาเสียอีก” เสิ่นลั่วเถียงข้าง ๆ คู ๆ แต่ริมฝีปากเริ่มสั่นระริกเพราะความหนาวเหน็บของน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
กู้ชิงเหยียนหรี่ตามองลาดไหล่ที่โผล่พ้นน้ำ เห็นรอยแผลเป็จาง ๆ หลายแห่งพาดผ่านแผ่นหลังบาง ทั้งรอยขีดข่วนจากหนามไม้ และรอยคล้ายถูกของมีคมบาดลึกในอดีต
“ขึ้นมาเถอะ” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มอ่อนลงหนึ่งส่วน “แช่น้ำนานเกินไปประเดี๋ยวไข้ขึ้น ข้ามิอยากได้คนป่วยเพิ่มหรอกนะ”
เสิ่นลั่วเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะลวนลาม จึงตะเกียกตะกายขึ้นจากน้ำ หยิบผ้ามาเช็ดตัวอย่างลวก ๆ กู้ชิงเหยียนเบือนหน้าหนีไปมองทิวไม้ไกล ๆ อย่างรู้งาน ให้เกียรติความเป็ส่วนตัว
“ว่าแต่... ท่านแม่ทัพ” เสิ่นลั่วเอ่ยขึ้นขณะสวมเสื้อตัวใน “เื่หลิวลู่ลมที่ข้าพูดค้างไว้ ท่านจะทำอย่างไร? ต้นหลิวพันปีจากป่าหมอกมิใช่ของที่จะหาซื้อได้ตามตลาดสดนะขอรับ ต้องมีการประมูล หรือไม่ก็ต้องใช้เส้นสายภายในยุทธภพ”
กู้ชิงเหยียนหันกลับมาเมื่อเสิ่นลั่วแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว “เื่นั้นข้าจัดการแล้ว อีกสามวันของจะมาถึง”
“สามวัน!?” เสิ่นลั่วตาโต “จากป่าหมอกทางใต้มาถึงยอดเขาทางเหนือเนี่ยนะ? ท่านใช้ม้าวิเศษหรือใช้วิชาย่นระยะทางกันแน่?”
“ข้าใช้พิราบสื่อสารสีชาดแจ้งไปยังสหายเก่าที่คุมเส้นทางขนส่งทางน้ำ” กู้ชิงเหยียนอธิบายสั้น ๆ พลางเดินนำกลับไปยังตัวจวน “แม้ข้าจะถูกลิดรอนอำนาจทางทหาร แต่บุญคุณความแค้นในยุทธภพยังพอมีราคาอยู่บ้าง”
เสิ่นลั่วเดินตามต้อย ๆ มองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความทึ่ง ‘แม่ทัพผู้นี้... ภายนอกดูโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง แต่รากฐานกลับหยั่งลึกกว่าที่คิด’
…
ยามรัตติกาลเวียนมา ดวงจันทร์เสี้ยวลอยเด่นกลางนภากาศ สาดแสงนวลตาลงมากระทบผิวน้ำในสระบัวที่เพิ่งฟื้นคืนชีพ เงาจันทร์สะท้อนวูบไหวราวกับภาพวาดพู่กันจีนที่งดงามจับใจ
ณ ศาลาริมน้ำที่ได้รับการปัดกวาดจนสะอาดสะอ้าน เสิ่นลั่วนั่งขัดสมาธิหยิบแผ่นหนังแพะแผ่นใหญ่ขึ้นมากางบนโต๊ะหิน มือเรียวถือพู่กันดาราจุ่มหมึกสีชาด วาดเส้นสายยุ่งเหยิงที่คนนอกมองแล้วคงปวดเศียรเวียนเกล้า แต่สำหรับเขานี่คือแผนผังค่ายกลขั้นสูง
เหลียงเจ๋อยืนถือคบเพลิงส่องไฟให้อยู่ข้าง ๆ หน้าตามุ่ยเล็กน้อยแต่ก็ยอมทำตามหน้าที่ ส่วนเ้าภูตศิลานั่งแทะก้อนหินกรวดเล่นอยู่บนตักของเสิ่นลั่ว เสียงดัง กร๊อบ ๆ ราวกับแทะถั่ว
“ท่านดูตรงนี้” เสิ่นลั่วชี้ปลายพู่กันไปที่จุดกึ่งกลางแผนผัง “เมื่อได้ต้นหลิวมา เราต้องปลูกล้อมรอบสระในทิศแปดทิศยันต์ปากั้ว รากของหลิวพันปีมีความเหนียวแน่น มันจะช่วยกรองพิษที่ตกค้างในดินและน้ำ ก่อนที่จะไหลเข้าสู่ตัวเรือน”
กู้ชิงเหยียนนั่งจิบชาอยู่ฝั่งตรงข้าม สายตาจับจ้องไปที่ปลายนิ้วของเสิ่นลั่วที่ขยับไหว “แล้วหลังจากนั้น?”
“หลังจากนั้น...” เสิ่นลั่วเงยหน้าขึ้น สบตากับแม่ทัพหนุ่ม “ก็ถึงเวลาซ่อมคนอย่างจริงจังเสียที ร่างกายท่านตอนนี้เหมือนเขื่อนที่เพิ่งอุดรอยรั่ว แต่โครงสร้างภายในยังเปราะบาง ข้าต้องใช้ไอิญญาพฤกษาจากสวนที่สมบูรณ์แล้ว ถ่ายทอดเข้าสู่เส้นชีพจรของท่าน เพื่อหลอมละลายศิลาในกระดูกให้กลับเป็กระดูกมนุษย์”
“เจ็บหรือไม่?” เหลียงเจ๋อโพล่งถามด้วยความเป็ห่วงนาย
เสิ่นลั่วยิ้มบาง “เจ็บเจียนตายขอรับ เหมือนถูกถลกหนังและทุบกระดูกใหม่ ท่านแม่ทัพ... ท่านทนไหวหรือไม่?”
กู้ชิงเหยียนวางถ้วยชาลงอย่างแ่เบา “ข้าผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ความเ็ปเป็สหายเก่าของข้าไปแล้ว”
คำตอบนั้นราบเรียบ แต่กลับทำให้เสิ่นลั่วรู้สึกจุกในอก เขาเห็นแววตาที่ด้านชาต่อความเ็ปของคนตรงหน้า แล้วนึกอยากจะเอื้อมมือไปลูบหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นนั้นให้คลายลง
“ข้าจะพยายามเบามือที่สุด” เสิ่นลั่วสัญญาเสียงอ่อน “และจะเตรียมยาต้มสมุนไพรสูตรพิเศษของตระกูลเสิ่นไว้ให้ รับรองว่ากินแล้วหลับสบายลืมความเจ็บไปเลย”
“ข้าไม่้ายาที่ทำให้หลับ” กู้ชิงเหยียนปฏิเสธทันควัน “ข้าต้องตื่นตัวตลอดเวลา หากข้าหลับใครจะคุ้มกันเ้าตอนทำพิธี?”
เสิ่นลั่วชะงัก “คุ้มกันข้า? ท่านต่างหากที่เป็คนป่วย ข้าเป็หมอนะ”
“หวังกงกงกลับไปแล้วก็จริง แต่มันต้องทิ้งหูตาไว้รอบ ๆ เขาแน่นอน” กู้ชิงเหยียนกล่าวพลางลูบด้ามดาบที่วางอยู่ข้างกาย “ตอนที่เ้าถ่ายพลัง เ้าจะไร้การป้องกันตัวโดยสิ้นเชิง หากมีนักฆ่าบุกเข้ามา... ข้าต้องเป็คนสังหารพวกมัน”
ความเงียบเข้าปกคลุมศาลา เสิ่นลั่วเพิ่งตระหนักว่าภายใต้ท่าทีเ็านั้น กู้ชิงเหยียนคิดเผื่อความปลอดภัยของเขาไว้ทุกฝีก้าว
“เช่นนั้น…” เสิ่นลั่วกัดริมฝีปาก พลางหยิบขลุ่ยผิวเลาเก่า ๆ ที่เหน็บเอวออกมา “หากท่านนอนไม่หลับ ข้าจะเป่าขลุ่ยให้ฟัง เพลงขลุ่ยของข้าสามารถกล่อมเกลาจิตใจและผ่อนคลายเส้นประสาทได้ ดีกว่ายาต้มขม ๆ เป็ไหน ๆ”
เหลียงเจ๋อทำหน้าเหยเก “เ้าเป่าเป็แน่รึ? อย่ามาทำเสียงเป็ดร้องให้แสบแก้วหูท่านแม่ทัพนะ”
เสิ่นลั่วไม่ตอบโต้ แต่ยกขลุ่ยไม้ไผ่ขึ้นจรดริมฝีปาก ลมหายใจแ่เบาถูกเป่าผ่านรูขลุ่ย เกิดเป็ท่วงทำนองหวานเศร้า ลอยละล่องไปกับสายลมยามค่ำคืน
เสียงขลุ่ยพลิ้วไหวราวกับสายน้ำ กังวานใสและลึกซึ้ง บรรยายถึงความโหยหาความอบอุ่นในวันที่เหน็บหนาว เ้าภูตน้อยอาสือหยุดเคี้ยวหิน เอียงคอฟังตาแป๋ว เหลียงเจ๋อที่กำลังจะอ้าปากแซวก็ค่อย ๆ หุบปากลง เคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนอง
กู้ชิงเหยียนหลับตาลงพิงพนักเก้าอี้ ปล่อยให้เสียงดนตรีไหลผ่านเข้ามาในหัวใจที่แข็งกระด้าง ภาพในอดีตวัยเยาว์ ภาพเด็กชายตัวน้อยที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง เด็กคนนั้นก็ชอบเป่าใบไม้เป็เพลงทำนองนี้เช่นกัน
‘หรือว่า…’
แม่ทัพหนุ่มลืมตาขึ้นมองเสิ่นลั่ว แสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าด้านข้างของช่างหนุ่ม ขนตายาวทาบเงาลงบนแก้ม นิ้วเรียวที่ขยับบนเลาขลุ่ยดูงดงาม
ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดเอ่อล้นขึ้นมาจุกที่อก ไม่ใช่ความคุ้นเคยแบบสหาย แต่เป็ความผูกพันที่ก้าวข้ามกาลเวลา
เมื่อเพลงจบลง ความเงียบที่ตามมากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้
“เพราะดี” กู้ชิงเหยียนเอ่ยชมเป็ครั้งแรก เสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลกว่าปกติ “เ้าไปเรียนมาจากไหน?”
เสิ่นลั่วค่อย ๆ ลดขลุ่ยในมือลง มุมปากปรากฏรอยยิ้มเศร้าบางเบา “ท่านอาจารย์สอนให้ขอรับ ท่านบอกว่าเพลงนี้เอาไว้เป่าเรียกขวัญคนที่หลงทางในความมืดให้กลับบ้าน”
“เรียกขวัญ” กู้ชิงเหยียนทวนคำเบา ๆ “ขวัญของข้าคงเตลิดไปไกลจนกู่ไม่กลับแล้วกระมัง”
“ไม่หรอกขอรับ” เสิ่นลั่วส่ายหน้า มองเข้าไปในดวงตาของกู้ชิงเหยียนอย่างมุ่งมั่น “ตราบใดที่ยังมีคนรอ ขวัญย่อมหาทางกลับบ้านเจอเสมอ และตอนนี้ข้าก็รอท่านอยู่ตรงนี้ในสวนที่ท่านจ้างข้าให้สร้าง”
คำพูดสองแง่สองง่ามนั้นทำให้บรรยากาศในศาลาร้อนวูบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด กู้ชิงเหยียนกระแอมไอเบา ๆ กลบเกลื่อนความขัดเขินที่หาได้ยากยิ่ง เหลียงเจ๋อที่เริ่มรู้สึกว่าเป็ส่วนเกิน รีบขอตัวไปเดินตรวจตราเวรยาม
“เอ่อ... ข้าไปดูทหารยามหน้าประตูก่อนนะขอรับ รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหมาเห่า” รองแม่ทัพหนุ่มรีบชิ่งหนีทันที
เหลือเพียงสองคนหนึ่งภูตในศาลา
“ดึกแล้ว เ้าไปพักเถอะ” กู้ชิงเหยียนเอ่ยตัดบท ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “พรุ่งนี้งานหนักรออยู่”
เสิ่นลั่วพยักหน้า เก็บแผนผังและพู่กันลงย่าม “ท่านเองก็พักผ่อนนะขอรับ อย่ามัวแต่นั่งจ้องพระจันทร์ พระจันทร์มันไม่หนีไปไหนหรอก แต่สุขภาพท่านน่ะ ไม่แน่”
ก่อนที่เสิ่นลั่วจะเดินพ้นเขตศาลา กู้ชิงเหยียนก็เอ่ยเรียกไว้
“เสิ่นลั่ว”
“ขอรับ?”
“ขอบใจ... สำหรับเพลงขลุ่ย”
เสิ่นลั่วหันกลับมายิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สว่างไสวยิ่งกว่าดวงจันทร์บนฟ้า “ด้วยความยินดีขอรับ หากท่านชอบ ข้าจะเป่าให้ท่านฟังทุกคืน จนกว่าท่านจะเบื่อข้าไปข้างหนึ่งเลย!”
ร่างโปร่งบางเดินฮัมเพลงหายลับไปในเงามืดของเรือนรับรอง ทิ้งให้กู้ชิงเหยียนยืนมองตามด้วยแววตาที่สั่นไหว เขาพยายามกดข่มความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ ความรู้สึกที่เขาพยายามปิดผนึกมันไว้พร้อมกับคำสาป
ความรู้สึกที่เรียกว่าความหวัง
แต่ทว่าในเงามืดของป่าไผ่นอกกำแพงจวน สายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองความเคลื่อนไหวภายในด้วยความอาฆาตมาดร้าย นกพิราบสีดำตัวหนึ่งถูกปล่อยออกจากมือของเงาปริศนา มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงพร้อมสารลับ
‘ัมิได้หลับใหล แต่มันกำลังผลัดเกล็ด’