กลยุทธ์เวทสายโคบุตร
ประสานกระบวนหอกวิชชุมมาลาฟ้าสนั่นเสียง
สองวิชา จากสองอาจารย์ เมื่อถูกควบรวมอยู่ในหนึ่งศิษย์คนนี้มันจะสำแดงเดชได้สักแค่ไหนกัน
โคบุตรไม่รู้
คทานนไม่รู้
นิลพัทไม่รู้
และแม้แต่วิฬาร์เองก็ไม่รู้
เขาเพียงกระทำดังที่ใจเรียกร้อง เพียงต่อสู้ไปจนถึงเส้นทางสายสุดท้ายหยัดยืนโดยไม่ยอมแพ้ และไม่ว่าผลลัพธ์ของมันจะเป็นเช่นไร อย่างน้อยเขาก็ได้ทำมันไปแล้ว
การตั้งขบวนของวิฬาร์มีความก้าวหน้ามากขึ้นเพราะการสั่งสอนของโคบุตรทำให้เพียงเขาส่งสัญญาณไม่กี่ที วงเวทเล็กจิ๋วก็กะพริบบอกคำสั่งให้กับหน่วยย่อยส่งผลให้แต่ละหน่วยปรับตามได้ในไม่กี่อึดใจ
ทัพรูปสามเหลี่ยมของวิฬาร์เมื่อได้รับการกระตุ้นสั่ง พลังเวทมนตร์ก็ไหลบ่าผ่านวงเวทตามที่เขาวางโปรแกรมไว้ทันทีและยิ่งได้รับการหนุนเนื่องจากบัฟของดาราตระการตาเวทมนตร์ทั้งหลายที่ถูกเรียกใช้ก็คล้ายทวีความร้ายกาจขึ้น
ทหารทั้งกองที่ได้รับการชี้นำกระบวนท่าใหม่จากวิฬาร์ก็รู้สึกเหมือนเห็นเส้นทางสายใหม่ความหมองมัวเบื้องหน้าพลันกระจ่างดุจมนุษย์ที่รู้จักไฟเป็นครั้งแรก
ทั้งทัพพลันแปรเปลี่ยนเป็นหอกที่คมกริบอีกครั้ง
เมื่อทุกคนเข้าสู่สถานะพร้อม วิฬาร์ก็ไม่รอช้าอีก
วินาทีนั้น เขา ‘จ้วง’ หอกนั่นออกไปทันที
นิลพัทเห็นทหารพวกนั้นกรูกันเข้ามาแล้ว
แม้แต่ละนายจะได้รับพรจากมนตร์แปลกประหลาดทว่าเขาไม่เห็นว่ามันจะทำให้ต่างไปจากเดิมอย่างไรจึงพาตัวเองเข้าชนอย่างไม่กลัวเกรง
ทว่าทันทีที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกันเขาก็พลันสำนึกว่าตนเองดูถูกฝ่ายตรงข้ามมากเกินไป
ทัพหน้าของนิลพัทเสมือนแปรเปลี่ยนเป็นโล่ดินน้ำมันทันทีที่ปลาย ‘หอก’ เข้าปะทะ ก็บังเกิดเป็นเสียงระเบิดสะเทือนเลื่อนลั่น เหล่าทหารล้มกันระเนระนาดแม้แต่นิลพัทเองก็ต้านรับไว้ไม่อยู่ ร่างของบุตรแห่งพระกาฬกระเด็นหวือปลิวลอยไปไกลหกเจ็ดเมตรฟาดใส่ทหารแนวกลางจนล้มกลิ้งดุจพินโบว์ลิง ก่อนจะแน่นิ่งไปเป็นไปได้ว่าคงไม่รอดแล้ว
การโจมตีของวิฬาร์รุนแรงจนทำให้สภาพปีกซ้ายทั้งแผงขององคตกลายเป็นอัมพาตทันทีตัวเกราะเวทที่คลุมทัพปีกนั้นก็แตกออกเป็นรูใหญ่เปิดโอกาสให้ฝ่ายวิฬาร์รีบเข้ามาซ้ำเติม
ฝ่ายนวนันท์เห็นเช่นนั้นมีหรือจะมัวรอช้า กรีธาทัพทั้งหมดทุ่มกำลังบดอัดใส่องคตดุจทำนบแตกเพื่อกดดัน
ฝ่ายองคตที่เห็นดังนั้นก็รู้ตัวว่าความฉิบหายมาเคาะประตูแล้วจะทิ้งกองทัพกระโดดไปพาองค์รามหนีหรือ ดูโน่นพระองค์กำลังน้าวศรประลองเกาทัณฑ์กับใครไม่รู้อยู่เลย
กองย่อยของนิลพัทมีเกือบแปดร้อยคน แต่บัดนี้แนวหน้าหายไปหนึ่งในสามเนื่องจากฉีกห่างจากแนวหลังมากเกินไป ทำให้โยนเวทมนตร์ไปฮีลไม่ทัน
และเมื่อพบกับกระบวนทัพแบบใหม่แต่ละนายก็ตกใจจนแตกตื่น ต่างคนต่างถอยร่นกันมาอย่างไร้ระเบียบเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามไล่ตามโดยสะดวก พลยักษ์พากันแหกเกราะเวทเข้ามาเป็นสาย
ตั้งใจล้ม กับถูกทำให้ล้มให้ผลต่างกันฉันใดตั้งใจถอย กับถูกทำให้ถอยแตกต่างกันฉันนั้น
ขณะที่วิฬาร์ถอย เขาออกคำสั่งอย่างเป็นระบบให้แต่ละหมวดแต่ละหมู่ค่อยๆ ขยับเป็นจังหวะ จึงมีผ่อนมีเร่ง
แต่ขณะนี้ ทัพของนิลพัทเรียกได้ว่าแตกตื่นหนีตายทำให้การป้องกันย่อหย่อน การโจมตีหดหาย เหมือนกับหันหลังให้ยิงฟรีๆมีหรือเขาจะรอช้า จึงสั่งทหารให้รีบตักตวงโอกาสนี้ไว้
องคตเห็นภาพคลื่นศัตรูหลั่งไหลเข้ามาจากปีกซ้ายด้วยความไม่เข้าใจ
แม้นิลพัทจะไม่เชี่ยวชาญการบัญชาการทัพใหญ่เท่าพวกเขาแต่อย่างน้อยก็เข้าขั้นมาตรฐานระดับแม่ทัพ ไม่ควรที่จะแตกพ่ายเร็วถึงขนาดนี้
‘น่าตายนัก’ มันสบถในใจก่อนจะตัดสินใจเรียกใช้ทักษะร่างอวตารอันหวงแหนของตนเพื่อประคองสถานการณ์ น่าเสียดายนักที่เขาคิดว่าเมื่อครู่ตนคุมเกมเอาไว้จึงไม่คิดใช้ทักษะนี้ให้เปล่าประโยชน์ มิเช่นนั้น ก็คงยังเป็นพวกเขาที่ได้เปรียบอยู่
ทักษะขั้นกลาง องคตอวตาร แดนกร่อนเวท
ทันทีที่เขาเรียกใช้พลังอวตารนี้พื้นดินในรัศมีสามร้อยเมตรขององคตก็คล้ายตกอยู่ในเงามืดหลงเหลือเพียงความดำสนิทอันไร้ก้นบึ้ง และพร้อมกันนั้นศัตรูบางส่วนในอาณาเขตที่เวทมนตร์แสดงผลก็พลันรู้สึกหมดแรงขึ้นมาทันทีส่วนคนที่เหลือ ก็รู้สึกเหมือนมือเท้าหนักขึ้น จะทำอะไรก็ไม่ง่ายเหมือนเดิม
หลายคนจึงแตกตื่นเพราะตกใจ
วิฬาร์เองก็ถูกผลของมันเข้าไปเช่นกัน
ต่างกับคนอื่นตรงที่ว่า เขารู้ว่านี่คือทักษะที่เกิดผลอย่างไร
อิงจากความสามารถของอาร์กัส เทพนิรมิต หนึ่งในขุนพลของดาร์คฮอไรซอน เธอเก่งกาจด้านมรณเวทและดาราเวทนับเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญทางด้านค่ายกลและคำสาป และมีหลายครั้งทั้งในสมัยก่อนและสมัยนี้ที่เธอเรียกใช้พลังแห่งร่างอวตาร
และมันเหมือนกับครั้งนี้ไม่ผิดเพี้ยน
นี่เป็นอาณาเขตที่จะทำให้ศัตรูต้องใช้เวทมนตร์มากขึ้นถึง25% ในการใช้เวทมนตร์ใดๆ
แน่นอนว่าหากประสานมรณเวทและดาราเวทบางส่วนเข้าด้วยกันก็สามารถทำเช่นนี้ได้ ทว่าก็ยังด้อยกว่าในเรื่องพื้นที่และเวลาสำหรับแสดงผล
มันจึงเป็นหนึ่งในทักษะที่มีค่ายิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าช้าไปเสียแล้ว เพราะมนตราชุดใหญ่ที่สุดที่วิฬาร์เรียกใช้แสดงผลไปก่อนหน้านั้นทักษะอวตารนี้จึงไม่อาจย้อนการแสดงผลข้ามเวลาไปได้ทัพวิฬาร์จึงชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเขาเองก็ไม่ได้สนใจปรับกระบวนทัพให้เลี้ยวขวา ค่อยๆขยับเลียบเกราะเวท โฉบเข้าไปด้านหลังของทัพวานรตรงที่รามกำลังปะทะเดือดกับกริมม์อยู่
และบัดนี้ แนวหน้าสุดของพวกเขาก็กำลังจะถึงตัวรามแล้ว!
ณ จังหวะที่ทัพของนิลพัทแตกพ่ายพวกของกริมม์เองก็เหมือนรู้จังหวะเป็นอย่างดี การโจมตีถัดจากนั้นจึงกรูเข้าหารามดุจน้ำป่าศรถูกยิงออกไปราวดาวกระจายทำให้รามและพลธนูข้างเคียงต้องรับมืออย่างกินแรงเพื่อลดทอนความเสียหายเหตุเพราะพลังโจมตีของผู้เล่นระดับกริมม์ ไม่ใช่อะไรที่ทหารลิงทั่วไปจะรับได้ง่ายๆ
นั่นจึงเป็นเหตุให้กว่าที่รามจะรู้ตัวว่าแนวหลังถูกคว้านจนกลายเป็นโพรงก็จวนตัวเสียแล้ว
วิฬาร์นั้นแม้เห็นว่าความสำเร็จอ้าแขนรอรับอยู่ตรงหน้า ก็มิได้ย่อหย่อนจิตใจ ซ้ำแล้วเจ้าตัวยังแอบซ่อนไพ่ลับของการโจมตีนี้เอาไว้อีกใบหนึ่งด้วย
มนตราสอดประสาน ตรวนสังเวช
รามที่หันกลับมาเห็นทัพใหญ่ตรงหน้าแม้จะตกใจ แต่ก็รู้ดีว่าตนคือเป้าหมายสำคัญจึงรีบเรียกใช้ทักษะอวตารของตนเพื่อเอาตัวรอดทันที
ทักษะขั้นกลาง รามอว...
ทว่าเจ้าตัวเพียงคิดได้ครึ่งหนึ่ง มนตราสีดำปนม่วงอันดูน่ารังเกียจก็ปูแผ่รอบบริเวณทำให้พื้นดินที่เขายืนอยู่ยุบยวบลงไปจนถึงต้นขาทันที
เหล่าทหารวานรโดยรอบก็พลันโดนลูกหลงไปด้วยส่วนคนที่เหลือ เมื่อเห็นกษัตริย์ของตนถูกโจมตีก็ใจหายวาบเร่งสาดเวทมนตร์เข้าช่วยเป็นการใหญ่ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เป็นผลมันเป็นเสมือนโคลนดูด ที่กลืนกินร่างรามลงไปช้าๆ
รับมืออย่างแตกตื่นเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากหลับหูหลับตายิงมีหรือจะต้านการสอดประสานจากวิฬาร์และทัพเกือบห้าร้อยคนได้ ไม่ช้าไม่นานกองกำลังของวิฬาร์ก็กรูเข้ามาถึงแล้วล้อมรอบรามเอาไว้บวกกับเริ่มสาดคำสาปอื่นลงไปเพิ่มเติมเพื่อผนึกความสามารถรวมทั้งโหมตีหน่วยสนับสนุนแนวหลังที่อยู่บริเวณนั้นเพื่อสกัดการส่งความช่วยเหลือไปในแนวหน้า
แน่นอนว่าการกระทำนี้ไม่ต่างจากการตัดท่อน้ำเลี้ยงของต้นไม้ยามที่ความช่วยเหลือจากแนวหลังขาดหายไป การควบคุมขององคตก็ทรุดฮวบลงทันทีส่งผลให้นวนันท์บุกเข้าไปโดยสะดวก
เมื่อมีหน้าหลังประสานกันองคตจึงกลายเป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือของพวกเขา แม้เจ้าตัวรู้ดีว่าทางฝั่งยักษ์จะต้องไม่กล้าฆ่าองค์รามเพื่อใช้พระองค์ในการต่อรองกับองค์ลักษมณ์จึงพยายามสู้จนสุดใจ แต่ก็ยังไม่วายโดนกดดันจนถอยร่นออกมา
ทหารวานรยิ่งมายิ่งเพลี่ยงพล้ำ ทว่าองคตเองก็เจนจัดในการรบจึงพยายามยื้อไว้สุดกำลังพาตัวเองและทหารส่วนสุดท้ายที่เหลือถอยร่นเข้ามาหาวิฬาร์ในแนวหลังเพื่อหมายกดดันให้เขาออกไป
ทว่าระยะทางที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนั้นกลับยากเย็นปานเข็นครกขึ้นภูเขาแต่ละวา แต่ละเมตร ล้วนยากที่จะคืบคลานหนึ่งในทหารคนสนิทที่ติดสอยห้อยตามเขามาตลอดอย่าง ‘วรุฒ’ ก็รู้ดีว่าหากยังอยู่ในสภาพนี้ต่อไป ไม่นานองค์รามจะต้องเสร็จพวกมันแน่เขาจึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“ท่านองคต ทางข้างหน้ายากจะฝ่าไปแล้วท่านคงรู้ดีว่าควรทำอย่างไร”
องคตที่ยุ่งจนหัวปั่น พอได้ยินประโยคนี้ก็หันมามองหน้าสหายคนสนิทนี้แล้วกัดฟันนิ่ง เผยสีหน้ายากจะยอมรับขึ้นมาทันที
ก่อนหน้านี้ วรุฒและทีมของเขา เคยแจ้งเจตจำนงกับเขาไว้แล้วว่าหากสถานการณ์คับขันจนเกินจะกอบกู้พวกเขาทั้งห้ายินดีจะใช้ชีวิตของตนเพื่อแลกกับทำให้กองทัพสามารถทำภารกิจได้สำเร็จ
ทว่าเมื่อเวลานั้นมาถึงแม้จะรู้ล่วงหน้าว่ามันอาจจะเกิดขึ้น องคตกลับรู้สึกทำใจได้ยากเหลือเกินเพราะคนเหล่านี้ ล้วนเป็นสหายที่ผ่านสมรภูมิเลือดมาด้วยกันทั้งนั้น แต่ละคนคือเพื่อนร่วมรบที่ไม่ต่างจากครอบครัวของกันและกันความผูกพันยิ่งกว่าพี่น้องด้วยซ้ำ
“ไม่มีเวลาแล้วขอรับ” วรุฒเอ่ยเตือน
การศึกมิอาจชักช้า องคตเองก็ทราบดีจึงพยักหน้าให้อย่างจำยอม แม้ในใจจะรู้สึกผิดเพียงใดก็ตาม
ทันทีที่เขาตอบรับ นายทหารลิงรอบด้านอีกสี่คนก็สละการควบคุมกระบวนเวททิ้งแล้วกรูเข้าหาวรุฒในทันที ทั้งหมดดึงไอเทมพิเศษชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ช่วยกันประกอบไอเทมขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนดูไปดูมาคล้ายกับปืนใหญ่ในโลกปัจจุบันที่มีลำกล้องยาวเกือบห้าเมตร
ตัวปืนทำจากโลหะเนื้อดี เป็นสีดำด้านตลอดทั้งชิ้น ปากกระบอกกว้างกว่าหนึ่งศอกรูปร่างร้ายกาจดุจอสูรร้ายเห็นได้ชัดว่าเป็นอาวุธที่สร้างขึ้นมาเพื่อการสงครามโดยเฉพาะ
ทว่าน่าแปลก ที่ส่วนท้ายของปืนกลับมีสายเคเบิลประหลาดห้าเส้นติดอยู่ราวหนวดปลาหมึกทำให้มันดูน่าเกลียดพิลึก
ทว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่มีเวลามาสนใจหน้าตาอันดุร้ายของมันเพราะทันทีที่ปืนกระบอกยักษ์นี้ประกอบจนเสร็จเหล่าวานรทั้งห้ารวมถึงวรุฒก็เดินเข้าไปที่ด้านหลังแล้วความปลายสายเคเบิลที่แหลมคมขึ้นมาถือไว้ในมือ
“ศึกนี้เราต้องชนะ!”ทหารวานรทั้งห้าเอ่ยประสานเสียง ท่ามกลางสีหน้ายากจะบรรยายของสหายโดยรอบก่อนจะปักปลายสายเคเบิลนั่นเข้าบริเวณหัวใจจนมิดด้าม
สีหน้าและแววตาของผู้คนโดยรอบที่เห็นเหตุการณ์นั้น ต่างกัดฟันจนสั่นระริกพวกเขาเองเคยได้ยินชื่อไอเทมพวกนี้กันมาบ้างจากการรบครั้งสำคัญในอดีตจึงทราบดีว่ามันน่ากลัวถึงเพียงไหน
มันมีชื่อว่า ‘ปืนสละวิญญาณ’
มันเป็นไอเทมอันร้ายกาจที่มีพลานุภาพสูง เพียงหนึ่งนัดก็สามารถเจาะการป้องกันของเมืองระดับหนึ่งได้อย่างสบายๆ ซ้ำยังสามารถอัปเกรดเพิ่มได้อย่างไร้ขีดจำกัดจนถึงขนาดสามารถใช้ยิงทำลายกำแพงเมืองระดับห้าได้ในนัดเดียวอีกด้วย
ทว่ากระสุนที่ทรงพลานุภาพ ก็ต้องแลกกับสิ่งสังเวยที่สูงค่า
นั่นคือชีวิต
หนึ่งนัดที่ใช้งาน คือหลายชีวิตที่ต้องสละเพื่อใช้แทนกระสุน
และต้องเป็นชีวิตของนักเวทในด้านรสายนเวทอีกด้วย
ทันทีที่ปลายสายเคเบิลนั่นเสียบลงกลางอกของวรุฒและพรรคพวกอีกสี่คนมันก็เรืองแสงวาบขึ้น แล้วส่งต่อก้อนพลังงานไหลเข้าไปที่ตัวปืนในทันที
เจ้าปืนสละวิญญาณนั่น พอได้รับพลังชีวิตก็เริ่มคำรามเสียงทุ้มต่ำขึ้น ก่อนจะเริ่มเอนต่ำลงจนแทบขนานกับพื้นโลก แล้วหมุนไปตามการควบคุมของผู้ที่อยู่ด้านหลังเล็งตรงไปยังกองทัพใหญ่ของนวนันท์ที่กำลังรุกเข้ามาเสริมที่ด้านหน้าหมายจะใช้มันชะลอทัพนั่น ในขณะที่พวกขององคตจะย้ายกำลังบางส่วนไปช่วยเหลือองค์รามทว่าเพราะยังต้องรอการชาร์จอีกครู่หนึ่ง มันจึงยังต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย
แต่ในขณะที่เจ้าปืนนั่นตื่นจากนิทราขึ้นมา อีกด้านเจ้าของแหล่งพลังงานนั้นเช่นพวกของวรุฒ ร่างกายกลับชราโทรมลงอย่างรวดเร็วกล้ามเนื้อวัยฉกรรจ์ที่เคยตึงแน่น บัดนี้ลีบเล็กลงจนน่าอนาถ ใบหน้าวานรที่เคยสดใสก็เริ่มเหี่ยวลงเส้นขนทั่วร่างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาว แม้แต่ลมหายใจก็เริ่มแผ่วลงทีละน้อย
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
สวัสดีครับนักอ่านทุกท่าน ผมมีข่าวจะแจ้งว่า E-book เล่มที่ 1 กำลังจะจัดพิมพ์ในสองอาทิตย์นี้ ซึ่งจะมีเนื้อหาประมาณตอนที่ 1-40 รวมถึงตอนพิเศษ World War I และ 'ตอนพิเศษเสริม' สำหรับผู้ที่ซื้อ E-book เท่านั้น (ใบ้ให้ว่านายวิฬาร์ทำป่วนอีกแล้ว) หากใครต้องการสัมผัสความวุ่นวายของนาวิฬาร์ ก็สามารถติดตามได้จากเพจ และเว็บลงนิยายนี้ครับ
และข่าวที่เหลือก็คือ ผมจะเริ่มติดเหรียญย้อนหลังในตอนแรกๆ รวมถึงตอนที่ 181 เป็นต้นไปอย่างถาวร (ตอนที่ 151-180 ยังคงเปิดให้อ่านฟรี)
ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนมาโดยตลอดครับ