ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 1 บทที่ 29 โผล่มาจากไหน

            ขณะประคองเหลียนเซวียนกลับถ้ำก็เป็นเวลาล่วงเลยเที่ยงวันมาแล้ว

            "ประตูของฉันยังไม่ได้ทำเลย ฟ้าก็จะมืดอีกแล้วเหรอ..."

            เซวียเสี่ยวหรั่นโยนงูเข้าไปในถ้ำด้วยสีหน้าขมขื่นก่อนวิ่งไปข้างกองดินเหนียวและเริ่มทำการนวดดิน

            "ทำไมเวลาผ่านไปเร็วขนาดนี้ ยังไม่ทันทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็เลยเที่ยงมาแล้วหรือนี่" เธอนวดดินพลางบ่นงึมงำ "เหลียนเซวียน ข้าจะนวดดินเหนียวเอาไว้ให้อีกสักครู่ท่านรับหน้าที่ปั้นชามช้อน ถ้วย แล้วก็อ่างน้ำได้หรือไม่ข้าต้องฉวยโอกาสช่วงกลางวันออกไปทำงานข้างนอกก่อน"

            เหลียนเซวียนพยักหน้าแล้วใช้หินเขียนบนพื้น 'จะให้ปั้นอะไรก่อน'

            เซวียเสี่ยวหรั่นมองมาแวบหนึ่ง "อืม... ปั้นฝาหม้อก่อนแล้วกัน ไม่มีเตาไฟขี้เถ้าปลิวว่อนไปทั่วหากปลิวลงไปในหม้อ สุดท้ายก็จะตกมาอยู่ในท้องของพวกเรา"

            เหลียนเซวียนสงวนวาจาพยักหน้าเงียบๆ

            "หลังจากนั้นค่อยปั้นชามสองใบ ถ้วยสองใบ ช้อนตักน้ำแกงหนึ่งอันแล้วค่อยปั้นอ่างน้ำสองใบ จานเล็กสองใบ แล้วก็โอ่งใส่น้ำอีกสองใบ..." เซวียเสี่ยวหรั่นนวดดินเหนียวไปเรื่อยๆ ยิ่งนับจำนวนสิ่งของก็ยิ่งตื่นเต้น

            เหลียนเซวียนไม่ขยับแต่จดจ้องนางอยู่อย่างนั้น

            เซวียเสี่ยวหรั่นได้สติกลับมาก็ยิ้มอย่างเก้อเขิน "ไม่ใช่สิเวลาแค่นี้ปั้นไม่ได้เยอะขนาดนั้นอยู่แล้ว งั้นเอาฝาหม้อกับชาม แล้วก็เพิ่มช้อนตักน้ำแกงอีกอย่างแล้วกัน"

            เหลียนเซวียนรั้งสายตากลับเงียบๆ

            หลังนวดดินเหนียวจนเป็นก้อนเสร็จเรียบร้อยก็เอามากองไว้ข้างกายเหลียนเซวียน ก่อนย้ายหินที่มีลักษณะแบนมาวางตรงหน้าเขาก่อนทาขี้เถ้าบนไปบนนั้น

            "อืม... ชามกับถ้วยทำตามขั้นตอนเดียวกับเมื่อวาน ส่วนช้อนตักน้ำแกง...ท่านก็แสดงฝีมือให้เต็มที่ได้เลย อย่างไรเสียแค่ใช้ได้ก็พอแล้ว"

            เซวียเสี่ยวหรั่นกำชับสองสามประโยคก่อนหันไปยกหม้อที่มีน้ำเต็มขึ้นตั้งไฟ "ต้มน้ำร้อนไว้ดื่มเมื่อเงื่อนไขเอื้ออำนวยก็ไม่อาจดื่มน้ำดิบอีก เหลียนเซวียน ท่านดูน้ำไว้มันเริ่มเดือดเมื่อไรก็เรียกข้า"

            พูดจบก็ไม่รอคำตอบจากเขาฉวยมีดสั้นกับตะกร้าหวายเดินออกไปข้างนอก

            ขณะเดินผ่านงูซึ่งถูกโยนกองอยู่แถวปากถ้ำ  เซวียเสี่ยวหรั่นก็ยกมุมปากพึมพำเสียงเบา "เอาไว้ค่อยกลับมาจัดการกับเจ้า"

            เธอต้องไปตัดหญ้าไส้ตะเกียง[1] ก่อน

            ริมฝั่งแม่น้ำมีหญ้าไส้ตะเกียงอยู่เยอะทั้งสูงและเขียวชอุ่ม ตัดกลับมาตากแดดให้แห้งก่อนใช้ทำเสื่อ นอนบนแผ่นหินทุกวันแข็งมากจนตัวช้ำไปหมดแล้ว

            หญ้าไส้ตะเกียงแบบนี้พบได้ทั่วไปนอกป่าในที่ชื้นแฉะล้วนมีหมด หญ้าไส้ตะเกียงมีความนุ่มแต่เหนียวทนทาน เหมาะสำหรับใช้ทำเสื่อ

            แน่นอนว่าหากจะตัดหญ้าให้พอทำเสื่อปูที่นอนสองผืนแค่รอบสองรอบเป็นไปไม่ได้ที่จะเสร็จสมบูรณ์

            ดังนั้นเซวียเสี่ยวหรั่นจึงแปลงร่างเป็นผึ้งน้อยแสนขยันวิ่งกลับไปกลับมาระหว่างปากถ้ำกับริมฝั่งแม่น้ำรอบแล้วรอบเล่า

            จนกระทั่งหน้าปากถ้ำเต็มไปด้วยหญ้าไส้ตะเกียงยาวเฟื้อยสองกองเซวียเสี่ยวหรั่นถึงค่อยพรูลมหายใจอย่างโล่งอก

            ตอนกลับเข้ามาในถ้ำน้ำซึ่งเดือดนานแล้วถูกวางไว้ด้านข้าง เซวียเสี่ยวหรั่นยกหม้อขึ้นแล้วเทน้ำใส่ในชามพลาสติกจากนั้นก็ซดอึกๆ ดื่มเข้าไปจนหมด

            "เฮ่อ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว" เธอหย่อนก้นนั่งข้างเหลียนเซวียน

            ข้างตัวเขามีชามที่ปั้นเสร็จแล้วสองใบวางอยู่ในมือกำลังปั้นถ้วยน้ำรูปทรงแบบธรรมดาทั่วไป

            "โอ้โห เหลียนเซวียน ท่านปั้นได้ดียิ่งนัก ดูรูปร่างของมันสิไม่ด้อยกว่าช่างปั้นมืออาชีพเลยนะเนี่ย" เซวียเสี่ยวหรั่นย่อตัวค้อมเอวลงมาพลางชื่นชมชามที่มีรูปทรงอันประณีตวิจิตร

            เหลียนเซวียนหลุบตานวดดินเหนียวในมือให้นุ่มไปเงียบๆ เรือนผมยาวทิ้งตัวลงมาที่พื้นจนกระทั่งปลายเส้นผมเปรอะเปื้อนคราบดิน

            "อ๊ะ ผมของท่านมีดินติดเต็มไปหมดแล้ว มา ข้าจะมัดผมให้โชคดีที่มียางรัดเหลือเฟือ"

            เซวียเสี่ยวหรั่นลุกขึ้นมาวิ่งไปค้นในเป้

            เหลียนเซวียนได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงนางจะช่วยมัดผมให้?

            "ข้าจะหวีผมให้ก่อนหลังจากนั้นค่อยรวบขึ้นมัด"

            เซวียเสี่ยวหรั่นค้นหายางรัดผมกับหวีอันเล็กออกมาได้ก็วิ่งมายืนอยู่ด้านหลังพลางเอื้อมมือมารั้งผมด้านข้างของเขาแล้วใช้หวีสางให้เป็นระเบียบ

            เหลียนเซวียนตัวแข็งทื่อไม่รู้ว่าควรมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร

            แม่นางผู้นี้หลุดมาจากไหนกันแน่นางไม่รู้จริงๆ หรือว่านอกจากข้ารับใช้คนสนิทข้างกายก็มีแต่ภรรยาเท่านั้นที่จะรวบผมครอบเกี้ยวให้สามี

            นางตั้งใจให้เป็นแบบนี้หรือไม่มีเจตนา?

            มือของเหลียนเซวียนที่ปั้นดินเหนียวอยู่หยุดชะงักดวงตาไร้ประกายฉายแววคลุมเครืออย่างบอกไม่ถูก

            "จิ๊ๆ ผมของท่านพันเป็นสังกะตังหมดแล้ว หวีไม่ลื่นเลย" เซวียเสี่ยวหรั่นกลับไม่ได้สังเกต ในมุมมองส่วนตัวเธอแค่ช่วยมัดผมให้เขาเท่านั้น "เดี๋ยวรอพวกเราเผาอ่างใบใหญ่ออกมาได้เมื่อไรสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกก็คือต้มน้ำสระผม หากยังไม่สระอีกสงสัยผมของข้าต้องมีเหามาทำรังแน่ๆ"

            เหลียนเซวียนพลันรู้สึกว่าตนเองงี่เง่าอยู่บ้างถึงขนาดคิดจริงจังกับหญิงสาวสมองกลวงผู้นี้

            ดูท่าเขาคงอยู่ในตำแหน่งสูงนานเกินไปหวาดระแวงคนแปลกหน้าที่เข้ามาใกล้ชิดจนเคยชิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีมากเล่ห์เพทุบาย

            แต่สุดท้ายก็ไม่แคล้วตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของสตรีเหลียนเซวียนยิ้มเยาะตนเองอยู่ในใจ

            ความเจ็บปวดบนหนังศีรษะกระชากความคิดของเหลียนเซวียนกลับมา

            "เฮ่อ เส้นผมของท่านทั้งมันทั้งเป็นสังกะตัง หวียากเหลือเกิน สางจนซี่หวีจะหักอยู่แล้วยังสางไม่ออกไม่ได้ จะหวีต่อไปแบบนี้ไม่ได้ ข้ามีหวีแค่อันเดียว ถ้าหักต่อไปคงได้แต่ใช้มือสางผมแล้ว ข้าจะรวบผมให้ท่านเลยแล้วกัน รอครั้งหน้าสระผมแล้วค่อยมาหวีจัดแต่งทรงผมกันใหม่"

            เซวียเสี่ยวหรั่นพูดปากเปียกปากแฉะพลางดึงหวีออกมาจากเรือนผมของเขา

            ถ้อยคำแสดงความรังเกียจของเธอทำให้เหลียนเซวียนรู้สึกคับข้องใจ

            เซวียเสี่ยวหรั่นบิดม้วนเรือนผมยาวของเขาอย่างลวกๆสองรอบ หลังจากนั้นค่อยรัดด้วยยางรัดสีดำ

            "เรียบร้อย เอาแบบนี้แหละ แค่เส้นผมไม่ตกลงมาโดนดินเหนียวเป็นใช้ได้"

            พูดจบก็วิ่งเอาหวีไปเก็บในเป้อย่างระมัดระวัง

            เหลียนเซวียนปั้นดินเหนียวในมือต่อไปเงียบๆ

            สมองของแม่นางผู้นี้แตกต่างจากคนสามัญทั่วไปดังนั้นต่อไปอย่าใช้มุมมองของคนปรกติมองนางจะดีกว่า

            "บ้าฉิบ พักผ่อนเดี๋ยวเดียว ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว โถ่ๆๆประตูของฉันวันนี้คงหมดหวังแล้ว"

            อีกด้านหนึ่งเซวียเสี่ยวหรั่นผู้ถูกตราหน้าว่าสมองไม่เหมือนคนปรกติกำลังตีอกชกตัวด้วยความปวดใจ

            "ไม่ได้ ฉันต้องไปเสาะหากิ่งไม้ยาวๆ มากักตุนไว้ก่อนพรุ่งนี้ค่อยใช้ทำประตู"

            เธอวิ่งตึ้กตั้กๆออกไป

            มือของเหลียนเซวียนซึ่งนวดดินเหนียวอยู่หยุดชะงักไปครู่ใหญ่ภายในใจเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจพรรณนาได้

            แม่นางเช่นนี้โผล่มาจากที่ไหนกันแน่ผู้ใดสามารถไขข้อกังขาให้เขาได้บ้าง

            ก่อนฟ้ามืดเซวียเสี่ยวหรั่นก็หอบกิ่งไม้ยาวสองมัดกลับมาวางที่ปากถ้ำ หลังจากนั้นก็ใช้ใบเผือกป่าห่องูไช่ฮวาไปที่ริมแม่น้ำ

            ขากลับมาจากริมแม่น้ำผืนป่าก็ล่วงเข้าสู่ความมืดมิด

            "ว้ายๆๆ ฟ้ามืดแล้วต้องรีบกลับบ้าน ฟ้ามืดแล้วต้องรีบกลับบ้าน"

            เซวียเสี่ยวหรั่นพูดพล่ามกับตัวเองไม่หยุดพลางอุ้มเนื้องูในห่อใบเผือกป่าวิ่งกลับถ้ำสุดชีวิต

            พอได้ยินเสียงลมหายใจกระหืดกระหอบเหลียนเซวียนก็นึกอยากยกมือกุมขมับ แต่น่าเสียดาย ทั้งสองมือของเขามีแต่ดินเหนียวชัดเจนว่าไม่เหมาะจะทำเช่นนั้น

            "โอย... วิ่งจนขาอ่อนแรงหมดแล้ว" เซวียเสี่ยวหรั่นวางเนื้องูลงก่อนนั่งกองราวกับเป็นอัมพาตอยู่ข้างกองไฟ "เอ๋เหลียนเซวียน ท่านทำเสร็จหมดแล้วหรือ ว้าว ไม่เลว พวกเราเอาไปเผาตอนนี้เลยอีกประเดี๋ยวจะได้มีชามกินข้าวกันแล้ว ฮ่าๆ"

            เธอลุกขึ้นมาอย่างว่องไวนำถ้วยชามช้อนที่ปั้นเสร็จแล้วมาวางกองตรงกลางแล้วเอาไม้ฟืนมาสุมล้อมพวกมันเป็นวงกลม

            เหลียนเซวียนได้ยินนางเคลื่อนไหวไปมาพลันเกิดความชื่นชมเลื่อมใสอย่างลึกซึ้ง

            ก่อนหน้านี้ยังกระหืดกระหอบบ่นว่าวิ่งจนขาไม่มีแรงเพียงแค่ชั่วพริบตากลับกระโดดขึ้นมาทำงานไม่หยุด

            เขาไม่เคยเห็นสตรีที่ชอบทำอะไรย้อนแย้งแต่กลับน่าสนใจทั้งยังกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวาเช่นนี้มาก่อน

            ...

            [1]  หรือเรียกว่าหญ้าปล้องธูป มีชาติกำเนิดในอินเดียจีนตอนใต้ อินโดจีน ไทย ไต้หวัน มาเลเซีย