เปลือกตาที่ปิดสนิทมาหลายชั่วโมง ตอนนี้กลับเปิดขึ้นมาและกะพริบอย่างแ่เบาเชื่องช้า ไม่นานก็ต้องหรี่ตาลงเพราะแสงสว่างจ้าของหลอดไฟที่เพดาน
ไฟที่สว่างขนาดนี้ บวกกับกลิ่นสะอาดผสมกลิ่นยาที่โชยมาแตะจมูก จะเป็ที่ไหนไปได้นอกจากที่โรงพยาบาล
หญิงชราเ้าของเปลือกตานอนอมยิ้มอย่างผ่อนคลาย ราวกับยอมรับชะตากรรมที่กำลังมาถึง
“แม่ครับ แม่เป็ยังไงบ้าง เดี๋ยวผมเรียกหมอให้นะ”
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังอยู่ที่ข้างเตียง เขาพูดกับเธอเสร็จก็กดปุ่มสัญญาณที่หัวเตียงเพื่อเรียกหมอ จากนั้นก็หันมามองเธอด้วยความรัก กุมมือของเธอเอาไว้ราวกับว่าการทำเช่นนั้นจะช่วยทำให้เธออายุยืนยาวขึ้นมาได้
หญิงชราปรายตาไปมองเ้าของเสียง
นั่นลูกชายของเธอเอง ลูกชายที่เธอคลอดและเลี้ยงดูมาอย่างดี เขาย้ายไปอยู่ที่อื่นนานแล้ว โดยปกติเขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้เขากลับมาอยู่ข้างกายของเธอเพราะเวลานี้คือ่เวลาที่สำคัญ
สำคัญยังไงน่ะหรือ ก็เป็่เวลาที่เธอใกล้จะจากโลกนี้ไปไงล่ะ เธอรู้ตัวดี ลูกชายของเธอคงจะบินกลับมาเพื่อดูใจเธอเป็ครั้งสุดท้าย
เธอป่วยออดๆ แอดๆ มานานแล้ว นี่ก็คงใกล้หมดเวลาเต็มที
หญิงชราปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง มุมปากเผยรอยยิ้มอ่อนจาง
เธอแต่งงานกับผู้ชายที่ดีพร้อมคนหนึ่ง เหมือนผู้ขีดเขียนโชคชะตาจะเอ็นดูเธอเป็พิเศษถึงได้มอบผู้ชายที่ดีพร้อมมาเป็คู่ชีวิตให้ แต่ทว่าสามีของเธอกลับอายุสั้น ทิ้งเธอไปอยู่โลกหน้าก่อน
หลังจากสามีเสียไป ด้วยทรัพย์สมบัติของสามีที่กินใช้ทั้งชาติก็ยังไม่หมด ทำให้เธอสามารถเฝ้าเลี้ยงดูลูกชายอย่างทุ่มเทใส่ใจได้โดยไม่ต้องลำบากเื่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
พอลูกโตขึ้น เขาก็เลือกเส้นทางเดินในอนาคตของตัวเอง เขาอยากไปอยู่ต่างประเทศ
เธอไม่ว่าหรือตำหนิลูก ชีวิตลูกเป็ของลูก เขาควรได้เลือกทางเดินของตัวเอง และเช่นกัน เธอเองก็ไม่สามารถทำตามได้เมื่อลูกชายขอให้เธอย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศกับเขา
พวกเธอสองแม่ลูกตัดสินใจแยกกันอยู่คนละประเทศ เธออวยพรให้ลูกชายด้วยรอยยิ้ม ขอให้เขาประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง
หลังจากนั้นเธอก็กลายเป็ยายแก่ที่แห้งเหี่ยว เธอครองโสดมาตลอดด้วยเพราะยึดมั่นในคุณธรรม ศีลธรรม และความดีงามตามแบบฉบับหญิงไทยที่พ่อแม่ของเธออบรมสั่งสอนมา เธอมีครอบครัวที่ดีอบอุ่น ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี ชีวิตนี้ไม่มีเื่ด่างพร้อยใดๆ
เธอได้พบสามีที่ดี สุภาพ การศึกษาดี ฐานะดี ใครๆ ต่างก็บอกว่าเธอนั้นช่างโชคดีมาก นั่งๆ นอนๆ อยู่บนกองเงินกองทองไม่ต้องลำบากในเื่คุณภาพชีวิต
ฉากหน้าก็คงเป็อย่างนั้น แต่ชีวิตใครล่ะจะสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง ชีวิตที่ดูไปแล้วแสนดีงามของเธอเองก็เช่นกัน ภายใต้ฉากหน้าแสนสุขนั้นมันมีบางเื่ที่ทำให้เธอรู้สึกเสียใจ
ไม่สิ คงไม่ถึงกับเสียใจ เธอก็แค่...เสียดาย
ใช่แล้วล่ะ เพียงแค่เสียดายเท่านั้น
ระหว่างที่หญิงชรากำลังคิดน้อยอกน้อยใจในชีวิต เสียงหวานใสก็ดังแว่วมา “คุณแม่เป็ยังไงบ้างคะ”
เธอรู้โดยไม่ต้องลืมตาขึ้นมองผู้มาเยือน เสียงหวานสดใสแบบนี้จะมีใครได้อีก นอกจากลูกสะใภ้คนสวยของเธอ
เธอลืมตาขึ้นมอง
ลูกสะใภ้ของเธออายุห้าสิบกว่าปีแล้ว แต่ยังดูสวยและสดชื่น เป็ผู้หญิงอีกคนที่โชคดีเหมือนเธอ ไม่สิ ต้องบอกว่า โชคดีกว่าเธอ
พอคิดมาถึงตรงนี้ หัวใจของหญิงชราพลันหดหู่
ผู้หญิงเหมือนกัน มีความสวยที่ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน แต่ลูกสะใภ้กลับได้ในสิ่งที่ตัวเธอเองไม่ได้ เธอมาสำนึกเสียใจเอาเมื่อสายไปแล้ว เธอไม่สามารถคว้าสิ่งนั้นมาได้อีกแล้ว ์ส่งให้ลูกสะใภ้คนนี้มาเยาะเย้ยเธอก่อนตายใช่ไหม หรือกลัวว่าเธอจะตายโดยสงบเกินไป
หว่างคิ้วของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความทรมานแผ่ปกคลุมไปทั่วการรับรู้ของเธอ ร่างกายของเธอไม่ได้เ็ป แต่เธอกำลังเจ็บที่ใจต่างหาก
หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะใช้ชีวิตให้ดีกว่านี้แน่นอน สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงหรือไม่ ขอได้โปรดให้โอกาสแก่เธอสักครั้ง ขอให้เธอได้ย้อนกลับไปเถอะ ไปคว้าสิ่งเ่าั้ที่เธอ้า
อาจจะเพราะหดหู่และะเืใจเกินไป อยู่ๆ ชีพจรของหญิงชราก็เต้นอ่อนลง หมอและพยาบาลมาถึงแล้ว ภายในห้องวุ่นวายโกลาหลด้วยการพยายามช่วยยื้อชีวิตของเธอ
รอยยิ้มอ่อนแรงปรากฏที่มุมปากของเธออีกครั้ง
ช่างเถอะ คนเรา เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็แค่นี้เอง จะเสียดายไปทำไมกัน
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากหางตาพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของหญิงชราที่ถูกพรากไป
ท่ามกลางความมืดที่เงียบแสนเงียบ เสียงหนึ่งดังขึ้นกระทบโสตประสาทของเธอ
“ไม่เสียดายจริงหรือ”
เสียงใครกัน?
เธอพยายามลืมตามองดู แต่กลับไม่รู้สึกถึงเปลือกตาของตัวเองอีกแล้ว ไม่รู้สึกถึงแขนขาและร่างกายตัวเองอีกแล้ว
นี่คือความตายสินะ นี่คือโลกหลังความตายที่เขาว่ากันงั้นเหรอ โลกที่มีแค่ความมืดมิด แต่ว่านะ นี่มันเสียงของใครกัน
“ว่ายังไงล่ะ ไม่เสียดายจริงหรือ” เสียงลึกลับนั้นยังคงถามเธอด้วยคำเดิม
เธอกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตื่นเต้น “เสียดายอะไรเหรอคะ คุณพูดอะไร ฉันไม่เข้าใจ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เสแสร้งซะจริงคนงาม ตายแล้วยังเสแสร้งให้ใครดูหรือ”
สำนวนชวนคลื่นไส้แบบนี้เธอไม่คุ้นชินเอาซะเลย ท่าทางจะไม่ได้เป็คนปกติจริงๆ นั่นแหละ
“ว่ายังไง ไยไม่ตอบเล่า”
“คุณเป็ใคร อยู่ๆ มาถามฉันทำไมคะ”
“โง่เง่า ที่แห่งนี้ยังจะมีใครนอกจากข้า”
เธอส่ายหัวในความคิด ถึงแม้ความจริงจะไม่รู้สึกถึง หัว ทางกายภาพของตัวเองแล้วก็ตามที ในใจก็คิดค่อนแคะ นึกว่าตัวเองเป็ใคร คนอื่นถึงจะต้องมารู้จัก
“สามหาว ปากดีนัก เ้าคงไม่้าโอกาสแล้วสินะ” เสียงนั้นก้องกังวานชวนขนลุก คล้ายใกล้จะหมดความอดทนกับเธอเต็มที
“โอกาสอะไรคะ”
“อยากย้อนกลับไปไม่ใช่หรือ หรือว่าไม่อยากแล้ว”
“คุณจะให้ฉันไปเกิดใหม่เหรอคะ”
“ไม่ได้ให้ไปเกิดใหม่ แค่ให้กลับไปเริ่มต้นใหม่” เสียงนั้นตอบอย่างรำคาญใจ
เมื่อได้ยินแบบนั้น ในใจของเธอสับสนวุ่นวาย เธอสามารถย้อนไปใหม่ได้จริงเหรอ เสียงตรงหน้านี้เชื่อถือได้หรือเปล่า แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงต้องมาให้โอกาสเธอ
“อยากหรือไม่อยาก ตอบมาแค่นี้ เื่เยอะ น่าเบื่อ”
เธอใจเต้นตึ้กตัก “ฉันขอถามแค่คำเดียว ฉันตายแล้วเหรอคะ”
“ไม่ตายจะมาพบข้าได้อย่างไรเล่า ถามอะไรโง่ๆ”
แม้จะไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคือใคร สามารถทำให้เธอกลับไปเริ่มใหม่ได้จริงไหม แต่เธอก็อยากลองเสี่ยงดู ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรให้เสียแล้ว “ค่ะ ฉันอยาก ฉันอยากกลับไป ได้โปรดพาฉันกลับไป”
“ข้ามีข้อแม้เื่หนึ่ง”
“ฉันยอมแลกทุกเื่ค่ะ”
“หึ โลภมากนัก หากเ้ามีโอกาสต้องทำให้เต็มที่ในสิ่งที่เ้าอยาก ส่วนเ้าอยากอะไรนั้น เราล้วนรู้ดี ข้าจะรอดูเื่แซ่บของเ้า ไปเถอะ”
เสียงนั้นก้องกังวาน เธอรู้สึกเหมือนตัวเบาหวิวและกำลังล่องลอยไป
“เอ๊ะ เดี๋ยวสิ” ภาพตัดไปอีกแล้ว
ก่อนสำนึกสุดท้ายจะดับลง เธอได้แต่นึกเสียใจว่ายังไม่ได้บอกเลยว่าจะขอย้อนกลับไปตรงไหน