นี่ถือเป็วิชาเวทย์ต้องห้ามอย่างแท้จริง!
เพราะถ้ายังฝึกฝนเวทย์ทั้งห้าไม่สําเร็จแล้วฝืนใช้เวทย์ผนึกมาร จะเป็การสร้างจิตมารขึ้นซึ่งรุนแรงกว่าจิตมารชนิดอื่นๆจนไม่อาจประเมินได้
ตามความทรงจําของตัวเขาเป่าเฟิงคนก่อนแม้มีเื่ที่ผู้ฝึกตนเดินเส้นทางสายมารมาก่อนแต่นี่เป็ครั้งแรกเลยที่เขาได้ยินเกี่ยวกับจิตมาร ทั้งยังรู้สึกว่าน่ากลัวมากด้วยเป็ไปได้ว่าหากเขาฝืนใช้เวทย์ผนึกมารนี้จริงๆเขาคงได้ถูกจิตมารเข้าแทรกและไม่เป็ตัวของตัวเองแน่ๆบางทีอาจสูญเสียร่างกายไปเหมือนในหนังจําพวกถูกิญญายึดครองร่างกายก็เป็ได้…
เย็นะเื!
เป็อีกครั้งที่เปาเฟิงรู้สึกหนาวเย็นไปจนถึงก้นบึงของจิตใจเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคัมภีร์ปฐมเวทย์แม้จะน่าทึ่งแต่ก็มีวิชาเวทย์ที่เป็ภัยแก่ผู้ใช้ได้เหมือนกัน เวทย์ต้องห้าม!
สําคัญเลยคือเวทย์พวกนี้เป็เหมือนเขาวงกตแม้เขาจะมีวิธีฝึกอยู่ในหัวอยู่แล้ว แต่ก็เป็ไปไม่ได้เลยที่จะฝึกฝนมันเพราะสิ่งๆนี้ราวกับแผงวงจรที่ซับซ้อน หากไม่มีความรู้หรือความเข้าใจก็ยากที่จะรู้แม้เพียงเศษเสี้ยว
ดูเหมือนว่าหากเขา้าที่จะฝึกฝนมันเขาคงต้องก้าวขึ้นไปยังเขตแดนที่สูงกว่าปลุกกายา ไม่ก็อาจจะถึงเขตแดนเบิกปราณมิเช่นนั้นคงไม่สามารถกระทําอันใดได้เลย
ต้องรู้ก่อนข้อมูลที่เปาเฟิงได้รับในหัวนั้นเปรียบเสมือนความขุ่นมั่วที่ไม่อาจทําให้ชัดเจนดังนั้นนอกจากข้อมูลสําคัญบางส่วนแล้ว เขาต้องไขปริศนาเองว่ามันมีความเป็มาเช่นไรเช่นเดียวกับความสามารถของวงแหวนเวทย์นั่นแหละ
กล่าวได้ว่าหากไม่ฝึกฝนเวทย์พวกนี้จนสําเร็จแล้วก็ยากที่จะรู้ได้เลยว่าพวกมันทําอะไรได้บ้าง
ดังนั้นสิ่งที่เปาเฟิงรู้ในตอนนี้จึงมีเพียง…
คัมภีร์ปฐมเวทย์คือกฏที่แตกต่างโดยมีประกายแสงสีเงินซึ่งเปรียบเสมือนพลังงานแห่งดวงดาวเป็ตัวเชื่อมต่อเข้ากับเส้นทางแห่งการฝึกตนสุดท้ายคือ พลังเวทย์!
ั้แ่ที่หลอมรวมจนก่อเกิดเส้นทางแห่งใหม่เขาเปาเฟิงก็รับรู้ได้ทันทีถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘พลังเวทย์’โดยมีวงแหวนเวทย์เป็ตัวสื่อ กล่าวได้ว่า หากเขามีความสามารถมากพอ เขาอาจที่จะสามารถบัญชาสรรพสิ่งดั่งที่เสียงลุ่มลึกอันลึกลับนั่นกล่าวเอาไว้ได้ก็เป็ได้
ซึ่งเื่นี้คงยังจะไม่มีใครรู้และคงต้องรอให้เขาค้นพบคําตอบด้วยตัวเอง…
เมื่อทุกอย่างเป็ที่กระจ่างแล้วเปาเฟิงก็เริ่มให้ความสนใจกับประกายแสงสีเงิน เพราะมันก็เหมือนกับคัมภีร์ปฐมเวทย์ที่เขารู้สึกได้เองว่ามันคือประกายแสงสีเงินนอกเหนือจากชื่อของมันและพลังงานแห่งดวงดาวที่รู้สึกได้เองแล้วเขาก็ไม่รู้อันใดอีก
เพียงนึกคิดเปาเฟิงก็เข้าสู่สภาวะ ‘ตื่นรู้’ ของการเข้าฌานได้กล่าวได้ว่าเมื่ออยู่ภายใต้สภาวะนี้เขาสามารถมองเห็นถึงดวงิญญาน้อยๆของเขาและสิ่งที่อยู่ภายในร่างกายได้อย่างชัดเจนยกตัวอย่างเช่นเวลานี้ประกายแสงสีเงินมันได้กลายเป็ชั้นพลังที่ยากจะมองเห็นปกคลุมตันเถียนไปแล้วเกรงว่าหากมองด้วยตาเปล่าคงยากที่จะสังเกตได้
เื่นี้สําหรับเขาถือเป็เื่ดีอย่างหนึ่งเพราะเขาไม่รู้เลยว่าถ้าหากเจอผู้เชี่ยวชาญที่สามารถเบิกปราณได้อีกฝ่ายจะเห็นความลับนี้ของเขาหรือไม่ ซึ่งนั่นไม่ใช่เื่ดีอย่างแน่นอนดังนั้นเื่นี้เขาคงยังไม่ต้องเป็กังวลมากนัก
ต่อมาเขาลองใช้ปัญญาเวทย์ ด้วยเหตุนี้สมองของเขาจึงเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นนับสิบเท่าและได้ทํางานถึงขีดสุด ทําให้เวลาราวกับดูเชื่องช้าลง ทว่าภายใต้ผลพวงนี้เสมือนความคิดอ่านของเขาไวขึ้นชั้นพลังที่ยากจะมองเห็นในสายตาของเขาได้ปรากฏเส้นทางขุ่นมัวที่ซับซ้อนขึ้นมันคล้ายกับวิชาเวทย์ของคัมภีร์ปฐมเวทย์เป็อย่างมาก
หากแต่เทียบกันแล้วนับว่าไม่มากนักยังพอที่จะสามารถเห็นได้รางๆ คล้ายคนสายตาสั้นมองสถานที่ๆอยู่ห่างไกลเป็ภาพเบลอไม่ปาน
ด้วยเหตุนี้เปาเฟิงจึงมองเห็นสิ่งที่คล้ายกับการฝึกฝนวิชาเวทย์ในประกายแสงสีเงิน
“หืม?ดูเหมือนว่าภายในประกายแสงสีเงินจะมีวิชาเวทย์บางอย่าง…’’เปาเฟิงหรี่ตาลงโดยไม่รู้ตัว หากมันเป็วิชาเวทย์จริงๆ ก็นับว่าดีไม่น้อยเพราะเขาอาจจะสามารถฝึกฝนมันได้ก่อนวิชาเวทย์ของคัมภีร์ปฐมเวทย์
แต่ก็น่าเสียดายตรงที่เขาไม่รู้ระดับของมัน…
ทวีปเหลียงหยู่นอกจากจะมีการจัดแบงระดับพร์แล้วยังมีการจัดแบ่งระดับวิชายุทธ์อีกด้วย
แบ่งออกเป็สามระดับ...
พื้นฐาน,ผลาญชีวิต,สรรสร้างปราณ
สามระดับนี้แตกต่างราวเขตแดนเฉกเช่นการฝึกตนสําคัญเลยคือทั่วทั้งทวีปแม้จะมีผู้ฝึกตนมากมายเหลือล้นแต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเพียงฝึกปรือได้แค่วิชาพื้นฐานกล่าวได้ว่าหากมิใช่จักรวรรดิใหญ่หรือขุมอํานาจที่ทรงพลังก็ยากนักที่จะวิชาระดับมากกว่าผลาญชีวิต
ยิ่งเป็ระดับสรรสร้างปราณยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิชาระดับนี้มีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่มี
ซึ่งความแตกต่างกันของวิชาแต่ละวิชานั้นเสมือนฟ้าดิน
พื้นฐานก็คือพื้นฐานมิเป็อันใดได้
แต่ผลาญชีวิตนั้นต่างออกไปมันบ่งบอกถึงความต่างชั้นอย่างดี มันเป็การดึงภาวะแฝงของร่างกายที่ชําระล้างจนบริสุทธิ์แล้วออกมาทําให้ความแข็งแกร่งสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า
สุดท้ายคือวิชาระดับสรรสร้างปราณมันยิ่งใหญ่จนมิมีข้อมูลอันใดมีเพียงการเห็นด้วยตาเท่านั้นจึงจะสามารถรู้ความแข็งแกร่งที่แท้จริงได้
กล่าวได้ว่าวิชาทั้งสามระดับนี้แม้การฝึกฝนจะยากต่างกันไปแล้วคุณค่าและความแข็งแกร่งของพวกมัน ล้วนแจ่มชัดเป็อย่างดี
เปาเฟิงจึงได้แต่หวังว่ามันจะไม่ใช่วิชายุทธ์ที่ระดับสูงจนเกินไปไม่อย่างนั้นแล้วคงมีเพียงพระเ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาจะฝึกฝนมันได้เมื่อใด...
“นี่คือพลังฟ้าดินที่มาจากโอสถลํ้าค่ามากมายนั่น...’’
ครู่ต่อมาเปาเฟิงก็เลิกสนใจประกายแสงสีเงินและหันไปสนใจกับพลังงานที่ตกค้างอยู่ภายในร่างกายของเขาแทนพวกมันล้วนเป็พลังงานฟ้าดินที่มาจากโอสถลํ้าค่าทั้งหลายแน่นอนว่าพวกนี้ล้วนเป็สิ่งที่ท่านพ่อของเขาทุ่มเทหามาให้ แต่มันก็เปล่าประโยชน์
ต้องรู้ก่อนกลิ่นอายฟ้าดินและพลังฟ้าดินนั้นแม้จะเหมือนก็แตกต่างเพราะพลังฟ้าดินนั้นเข้มข้นกว่ามาก และยากที่จะนําเข้าร่างกายโดยตรงสําคัญเลยคือหากร่างกายมิผ่านการชําระล้างจนบริสุทธิ์ดั่งจุดสูงสุดของเขตแดนสัมชีวิตแล้วก็เป็ไปไม่ได้เลยที่จะชักนําพวกมันเข้าไปในร่าง
เหตุนี้เองจึงต้องนําสมุนไพรวิเศษต่างๆที่กักเก็บกลิ่นอายฟ้าดินแล้วมาหลอมเป็โอสถ จนก่อเกิดโอสถที่เต็มไปด้วยพลังงานแห่งฟ้าดิน!
แต่เนื่องด้วยพร์ระตํ่าของเขาไม่ได้มีเพียงการดูดซึมกลิ่นอายฟ้าดินเท่านั้นที่เชื่องช้า การดูดซับพลังงานฟ้าดินจากโอสถโดยตรงก็ช้าไปด้วยเหตุนี้เองจึงมีพลังงานนับไม่ถ้วนที่ตกค้างอยู่ภายในโดยไม่ถูกย่อยสลาย
“ข้าควรที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตันเถียนและเร่งอัตราการดูดซึมเพื่อเพิ่มความเร็วในการดูดซึมพวกมันและเปลี่ยนแปลงร่างกายให้เข้าสู่ระดับสอง’’ เปาเฟิงกล่าวกับตัวเองเขารู้สึกแปลกใจเหมือนกันที่ตนราวกับดูฉลาดมากขึ้น เพราะหากเป็เวลาปกติแล้วเขาคงไม่มานั่งวางแผนหรือทําอะไรเป็ขั้นเป็ตอนอย่างนี้หรอกเดาได้ว่านี่คงเป็ผลพวงมาจากการหลอมรวมเป็หนึ่งกับตัวเขาคนก่อนเขาจึงไม่ได้สงสัยอะไรมากนัก
“ดูดซึม!’’ เพียงนึกคิดพลังงานฟ้าดินจํานวนมากจากโอสถลํ้าค่าที่ตกค้างได้ทยอยซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเปาเฟิงอย่างรวดเร็ว
ทําให้อวัยวะต่างๆถูกผลักดันให้เปลี่ยนแปลง
กล้ามเนื้อ...ไขกระดูก...เนื้อเยื่อ...อวัยวะ...
ทั้งหมดนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
พริบตาหัวใจของเปาเฟิงก็เต้นถี่ขึ้น ร่างกายสั่นสะท้านก่อนปลดปล่อยกลิ่นอายที่แตกต่างจากเดิม หนําซํ้าเขายังรู้สึกได้ถึงความวิเศษที่เรียกว่า ความแข็งแกร่ง!
ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น!
ใช่!นี่คือสัญญาณของการทะลวงพลัง!
ระดับสองขั้นต้น!
เปาเฟิงรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ประหลาดใจอะไรมากเพราะเขารู้ดีว่าเ้าของร่างหรือตัวเขาคนก่อนนั้นติดอยู่ในระดับหนึ่งมานานแค่ไหนดังนั้นแล้ว่เวลาที่ว่ารากฐานของเขาจึงมั่นคงกว่าใครๆ
ตอนนี้จึงไม่แปลกเลยที่พอซึมซับเอาพลังงานจากโอสถลํ้าค่าส่วนหนึ่งเสร็จเขาเลยทะลวงพลังเข้าสู่ระดับสองขั้นต้นได้ในทันที
แน่นอนว่าพลังงานตกค้างที่อยู่ภายในนั้นไม่ได้มีน้อยๆดังนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้จึงเกิดขึ้นอีก อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว!
ระดับสองขั้นกลาง!
ระดับสองขั้นปลาย!
พอมาถึงขั้นปลายแล้วดูเหมือนว่าความเร็วในการซึมซับจะช้าลง ไม่สิ ต้องกล่าวว่าพลังงานที่จําเป็ต้องใช้เยอะมากขึ้นต่างหากเหตุนี้เองความเร็วในการทะลวงขั้นจึงช้ากว่าก่อนหน้านี้มากนัก
หนึ่งก้านธูปผ่านไป…
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
“ทะลวง!’’ใบหน้าของเปาเฟิงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ระดับสองขั้นสูงสุด!
ในที่สุดเขาก็มาถึงระดับสองขั้นสูงสุดแห่งเขตแดนปลุกกายา!
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าพลังงานจากโอสถลํ้าค่าจะยังไม่หมดเปาเฟิงจึงยังไม่หยุดการดูดซึม เพราะด้วยรากฐานที่มั่นคงนานนับหลายปีเขามั่นใจเป็อย่างมากที่จะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับสาม
ดั่งเวลาพัดผ่าน…
หนึ่งชั่วยามต่อมา!
“ใกล้แล้ว!’’เปาเฟิงตื่นเต้น ตัวสั่นไปครู่หนึ่ง เขาแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะทะลวงมันเพราะแค่ทะลวงมาหนึ่งระดับเขาก็ััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อและอวัยวะส่วนอื่นๆได้เป็อย่างดีกล่าวได้ว่าพวกมันล้วนถูกพัฒนาจนน่าทึ่ง ไม่แปลกใจเลยที่คนบนโลกใบนี้มีอายุยืนยาวนัก
อย่างไรก็ตามในพริบตาต่อมาเปาเฟิงก็ต้องพบเข้ากับความผิดหวังเขาสังเกตเห็นได้ทันทีถึงพลังงานของโอสถลํ้าค่าที่หมดไปแต่นั่นก็ไม่ได้ทําให้เขารู้สึกแย่มากนัก เพียงแค่รู้สึกไม่เป็ธรรมเท่านั้นเอง
นิดเดียว…
นิดเดียวเท่านั้น!
เสมือนมีเส้นด้ายบางๆขั้นเอาไว้เปาเฟิงจึงทําใจให้สงบอีกครั้งและเริ่มที่จะดูดซับกลิ่นอายฟ้าดิน
แต่ทันใดนั้นเอง…
“องค์ชาย!พวกมันมาแล้วพะยะค่ะ!’’ เสียงของกู่ฉิงเฟิงดังขึ้นจากที่ไกลๆเห็นได้ชัดว่าในนํ้าเสียงนี้แฝงไปด้วยความกังวลและประหลาดใจ