จักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทถือเป็ผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริงด้วยความรู้ ความสามารถทำให้เขาเป็ดั่งตัวตนที่สามารถท้าทาย์ และด้วยความแข็งแกร่งอันล้นพ้นทำให้เขาได้รับสิ่งล้ำค่าอันทรงพลังมากมายจากทั่วทุกมุมโลก
ไม่ว่าจะเป็มรดกตกทอดหรือมรดกศักดิ์สิทธิ์แม้แต่สิ่งของเล็กน้อย หากมันได้ชื่อเป็ของอาคัท ทุกอย่างล้วนล้ำค่ายิ่งหนึ่งสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็มรดกที่ทรงอำนาจที่สุดของเขาก็คือ
คลังอสูรา
คลังอสูราคือพื้นที่ที่เก็บไว้ด้วยสัตว์อสูรหลากหลายรูปแบบซึ่งมีั้แ่ระดับิญญาขาวไปจนถึงิญญารุ้งสัตว์อสูรนั้นจะแบ่งออกเป็เจ็ดระดับตามสีไอิญญา ได้แก่ ิญญาขาว>ิญญาเทา>ิญญาดำ>ิญญาทอง>ิญญาม่วง>ิญญาโลหิต>ิญญารุ้ง
ซึ่งสัตว์อสูริญญาโลหิตนั้นสามารถเทียบได้กับตัวตนระดับพระเ้าของเหล่ามนุษย์ไม่ต้องพูดถึงสัตว์อสูริญญารุ้งเลยว่าจะแข็งแกร่งขนาดไหนหากผู้ใดสามารถคลังอสูราจะได้รับอำนาจในการสั่งการเหล่าสัตว์อสูรทั้งหมด และคนผู้นั้นก็จักกลายเป็ผู้มีอำนาจที่สุดในโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
ในยุคของจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทมีผู้คนมากมาย้าจะ่ชิงอำนาจแห่งคลังอสูราไม่ว่าจะเป็ราชันย์ามาควิส มหาจอมเวทไคซิรอฟหรือแม้แต่จักรพรรดิแห่งผืนปฐีโครเช เหล่าตัวตนที่อำนาจเทียม์ต่างลงมือเพื่อให้ได้ซึ่งอำนาจจากคลังอสูรา ทว่าสุดท้ายตัวตนเ่าั้ก็ถูกสยบไว้โดยชายนามว่าอาคัทหรือจักรพรรดิแห่งความรู้
ภายหลังจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทได้เห็นถึงความสูญเสียจากความโลภอันมากเกินของเหล่ามนุษย์ ผู้คนจำนวนมากต่างพากันมาทิ้งชีวิตเพราะ้าเป็เ้าของอำนาจคลังสูร เขาเลยตัดสินใจปิดผนึกคลังอสูราเอาไว้ในที่ๆไม่มีผู้ใดล่วงรู้และได้แบ่งกุญแจปลดผนึกคลังออกเป็เก้าดอกด้วยกัน ก่อนนำแต่ละดอกไปวางไว้ในสถานที่ลับทั่วโลก
เื่นี้ทำให้เหล่าผู้้า่ชิงอำนาจคลังอสูรโกรธแค้นจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทเป็อย่างมากจึงกลายเป็เหตุหลักให้เกิดาระหว่างกลุ่มพันธมิตรเหล่าตัวตนมหาอำนาจ กับจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัท
น่าเสียดาย ในท้ายที่สุดกลุ่มตัวตนมหาอำนาจก็สามารถทำให้จักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทต้องล่าถอย ปลีกหนีออกมาใช้ชีวิตโดดเดี่ยวตามลำพังเพราะเมื่อปราศจากคลังอสูราจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทก็ไม่มีความแข็งแกร่งมากพอจะรับมือกับเหล่าพันธมิตรทั้งกลุ่ม
หลังจากได้รับชัยชนะเหนือจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทแล้วเหล่าพันธมิตรก็ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาพันธ์แสงแห่งพระเ้าขึ้นมาซึ่งภายหลังสมาพันธ์นี้ได้กลายเป็กลุ่มของตัวตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อันมีรากฐานมาจากสมบัติที่่ชิงไปจากอาคัท
ชิลจมลึกไปกับอดีตของจักรพรรดิแห่งความรู้และคลังอสูรา สักพักจึงเริ่มรู้สึกตัว เขาถือนาฬิกาทรายทองคำไว้ด้วยมือซ้าย หันกายเดินตรงไปยังชั้นวางหนังสือทางซ้ายมือ
“อืม...มันน่าจะอยู่แถวนี้สิ..”
เขาเอื้อมมือไปจับที่หนังสือสีเขียวบนชั้นวางก่อนหยิบมันออกมาเปิดออก ภายในหนังสือทับไว้ด้วยเชือกยาวสีดำเส้นหนึ่ง เชือกสีดำเส้นนี้หากเพ่งมองดูใกล้ๆจะสามารถเห็นลวดลายอักขระโบราณนับร้อยถูกจารึกไว้ตามแนวขอบ
“ว่าแล้วว่าต้องอยู่ตรงนี้”
ชิลยิ้ม พลางนำเชือกสีดำขึ้นมาผูกไว้บนข้อมือก่อนสะบัดแขนไปด้านข้าง
พริบตา นาฬิกาทรายสีทองที่อยู่ในมือซ้ายก็เลือนหายไปราวกับมันไม่เคยมีอยู่
“อาคมช่องว่างมิติระดับหลอมรวมวงเวทถูกสลักไว้บนเชือกสีดำเส้นนี้ดูเหมือนภายในจะมีของเพียงไม่กี่อย่าง นึกไม่ถึงว่าจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทจะอัตคัดเช่นนี้”
ั์ตาสีองุ่นหลุบมองเชือกสีดำสักพักจึงส่ายหัวไปมาด้วยท่าทางผิดหวัง ไม่รู้เป็เพราะสมบัติส่วนมากของอาคัทถูก่ชิงหรือจงใจทิ้งสิ่งของไว้เพียงเท่านี้ อย่างไรเขาก็ไม่คิดว่าจักรพรรดิแห่งความรู้ผู้สมบัติระดับพระเ้ามากมายจักเหลือเพียงเงินถุงหนึ่งกับดาบระดับหายากเล่มหนึ่งติดตัวนี่เป็เื่ที่ผิดจากความคาดหมายอย่างมาก
“ในเวลานี้ลุงทั้งสามของข้าคงไปเกิดใหม่ได้สิบชาติแล้วในยุคนี้คงไม่มีใครที่รู้จักข้าฉะนั้นหากจะให้ข้าได้อาวุธระดับพระเ้าสักชิ้นมันก็เป็สิ่งที่เป็ไปได้หรือจะให้อาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ก็ยังดี แต่ที่ไหนได้ ท่านมีเพียงอาวุธระดับหายากอยู่ในเชือกเก็บสมบัติ!”
ชิลพูดเสียงดังพลางยกกำปั้นยื่นตรงไปทางหนังสือสีน้ำตาลขนาดั์ ก่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เฮ้อ...”
พอได้รู้ว่าเวลาผันผ่านไปนานนับหมื่นปีก็ทำให้เขาเกิดความรู้สึกโหยหาต่อผู้เปรียบดังพ่อบังเกิดเกล้าแบบแปลกๆ
‘ลุงฟานลุงเกล ลุงเจต เหตุใดเมื่อข้ารับรู้ว่าพวกท่านไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้วกลับทำให้ข้ารู้สึกคิดถึง เื่ราวต่างๆมากมายนัก’
แววตาอันเศร้าหมองเริ่มเด่นชัดภายในดวงตาสีองุ่น...
“การเสียเวลาไปกับความเศร้าไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น”
ชิลกล่าวเสียงค่อยหลับตาลงพลางขบคิด
ไม่ว่าอย่างไรนี่ก็เป็ความเศร้าอันมาจากความความคิดถึงบางทีคนเราควรเลือกเก็บความทรงจำอันดี ภายใต้ความคิดถึงไว้ในส่วนลึกของหัวใจเพราะมันอาจเป็ส่วนสำคัญ ที่สามารถช่วยให้คนๆหนึ่งเดินหน้าต่อ
“ข้าจักไม่ละทิ้งทว่ายอมรับ”
ชิลกล่าวกับตัวเอง ส่ายหัวเล็กน้อยเพื่อหยุดคิดสักพักจึงมองไปรอบห้อง พลันสายตาไปหยุดอยู่ที่บานประตูทางเข้า
“หากข้า้าออกจากสถานที่แห่งนี้มีเพียงต้องวาดอาคมม่านมิติ และแม้ข้าจะมีความเข้าใจอาคมระดับหลอมรวมวงเวทแต่ในตอนนี้ข้าไม่สามารถเขียนมันได้”
ในคราแรก ชิลหลุดเข้ามาในห้วงมิติแห่งนี้โดยบังเอิญอาจเป็เพราะความผันผวนของอาคมม่านมิติที่เกิดความเสียหายขึ้นตามกาลเวลาภายหลังถึงแม้ตัวอาคมจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้สำเร็จ แต่เขาก็ได้ถูกขังอยู่ภายในมิติแห่งนี้ไปเสียแล้ว...
ยืนจ้องนิ่งครู่หนึ่งสักพักเขาก็พาร่าง ย่ำเท้าเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าบานประตู จากนั้นจึงนั่งลงด้วยท่าขัดสมาธิ
อาคมวงเวทม่านมิติ จำต้องมีความเข้าใจอาคมวงเวทในระดับเชี่ยวชาญถึงจะสามารถเขียนมันได้และการเขียนอาคมระดับเชี่ยวชาญย่อมมาพร้อมกับการใช้คลื่นพลังงานอันมากล้น
“หากข้าคิดไม่ผิดทางเดียวที่จะออกไปจากที่นี่คือต้องสำเร็จระดับผสานกาย แต่ข้าต้องเลือกว่าจะผสานมันเข้ากับพลังงานในรูปแบบใด”
ชิลนั่งครุ่นคิดเกี่ยวกับรูปแบบพลังต่างๆก่อนหน้าหลอมรวมเข้ากับคลังความรู้าเขามีความรู้อันน้อยนิดเกี่ยวกับรูปแบบพลังงาน และเข้าใจว่าบนโลกนี้มีเพียงพลังงาน์ของเหล่าผู้รับใช้์เท่านั้น
นั่นเป็สิ่งที่เขาคิดผิด
รูปแบบพลังงานลึกลับบนโลกนั้นมีทั้งหมดสี่อย่างด้วยกันพลังงาน์, พลังงานปฐี, พลังงานทมิฬและพลังงานโบราณ
ผู้ฝึกรากฐาน์ จะโดดเด่นในด้านคลื่นพลังอันมากล้นสามารถใช้ทักษะ อาคม และคาถาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ผู้ฝึกรากฐานปฐีจะโดดเด่นในด้านพละกำลังและกายา หากฝึกไปจนถึงระดับััปฐี แม้แต่ศาสตราวุธระดับตำนานก็ไม่อาจก่อให้เกิดรอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อย
ผู้ฝึกรากฐานทมิฬ จะมีความโดดเด่นในด้านความรุนแรงอาคมจู่โจมและทักษะวงเวท ว่ากันว่าผู้ฝึกรากฐานทมิฬสามารถใช้อาคมทะลวงชั้นฟ้าได้อย่างง่ายดาย
ส่วนผู้ฝึกรากฐานโบราณนั้นถือเป็สิ่งลึกลับของโลกน้อยคนนักที่จะล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของพลังงานรูปแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็คลื่นพลังงานกายา และคาถาอาคม ผู้ฝึกรากฐานโบราณล้วนโดดเด่นทั้งหมด
พลังงานทุกรูปแบบที่ว่ามานั้นในขั้นแรกเริ่มแทบไม่มีความแตกต่างกันเท่าไหร่นักแต่เมื่อผู้ฝึกรากฐานได้ผ่านเข้าสู่ระดับััแล้ว จุดเด่นของพลังงานแต่ละสายก็จะชัดขึ้นมา
“ข้านั้น้าออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดรูปแบบพลังงานที่ฝึกฝนง่าย และสามารถมอบคลื่นพลังงานเพียงพอ ต่อการเขียนอาคมวงเวทม่านมิติเมื่ออยู่เพียงระดับผสานกายก็คือ...”
พลังงาน์
ชิลหลับตาลง พลางยกมือลูบท้องเบาๆ
‘ข้ารู้สึกหิวเล็กน้อย’ อย่างไรนี่มิใช่สิ่งจำต้องสนใจในตอนนี้
ทิ้ง่เพียงครู่ จึงค่อยๆนำตัวเองเข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งความคิดเมื่อครั้งอดีตเขาคิดว่า ผู้สามารถััได้ถึงพลังงาน์แต่แรกเกิดเท่านั้น จึงสามารถรับรู้ถึงพลังงาน์และกลายเป็ผู้รับใช้์
แน่นอนผู้คนส่วนใหญ่ในโลกก็คิดเช่นนั้นซึ่งความคิดเ่าั้ล้วนถูกเพียงครึ่งเดียวมีวิธีการบางอย่างสามารถดึงดูดพลังงาน์เข้ามายังร่างโดยไม่ต้องพึ่งพร์แรกกำเนิดมันเป็เพียงวิธีการง่ายๆที่ใครหลายคนไม่อาจคาดถึง
‘เพียงกล่าวกับมัน’
ชิลกระตุ้นห้วงแห่งความคิดเพื่อควบคุมคลื่นจิติญญาและส่งมันออกไปภายนอกมิติ จากนั้นจึงเริ่มร้องเรียกพลังงาน์ให้เข้ามาหา
ห้วงแห่งความคิดคือสิ่งที่ใช้ควบคุมจิติญญายิ่งห้วงแห่งความคิดมีความแข็งแกร่งมากเท่าใด จิติญญาก็จะแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้นแน่นอน ชิลที่ได้รับคลังความรู้า เป็ธรรมดาที่ห้วงแห่งความคิดจักแข็งแกร่งเป็พิเศษ
กล่าวได้ว่าปัจจุบันเขาคือบุคคลที่สามารถควบคุมจิติญญาได้เฉียบคมที่สุดในภพ หากต่ำกว่าขั้นแสง
สิ่งที่เรียกว่าพลังงานจิติญญาถูกแบ่งออกเป็สองรูปแบบ หนึ่งคือััจิติญญา มันมีไว้เพื่อรับรู้สิ่งรอบข้างจากระยะไกลสามารถตรวจจับอันตรายหรือแม้แต่รับรู้ระดับรากฐานฝึกฝนของผู้อื่นได้
สองคือคลื่นจิติญญาสิ่งนี้มีไว้เพื่อบอกเล่าความรู้สึก หรือแจ้งเตือนความประสงค์ในรูปแบบไร้รูปร่างในระยะไกลหากพูดโดยง่ายก็คือ ััจิติญญาเปรียบดั่งหูทิพย์ตาทิพย์ และคลื่นจิติญญาเปรียบดั่งภาษามหัศจรรย์ที่ไม่จำเป็ต้องรู้ความหมายก็สามารถเข้าใจได้
ราวกับเหล่าพลังงาน์รับรู้ถึงตัวตนของชิลไม่นานพลังงานสีขาวทั่วป่ารอบนอก ก็เริ่มไหลเข้าไปภายในมิติอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่นาทีทั่วทั้งห้องหนังสือก็ถูกอัดแน่นไปด้วยพลังงาน์
อย่างไรก็ตามทุกสิ่งมิได้ง่ายดายดังใจนึก แม้เหล่าพลังงานสีขาวจะพุ่งแทรกช่องว่างประตูเข้ามาลอยวนอยู่ทั่วทิศ ทว่าพวกมันกลับไม่หลอมรวมเข้ามาภายในตัวชิลเสียที นี่ทำให้คิ้วสีน้ำตาลอ่อนขมวดปมบางๆ
‘มานี่...’
ชิลส่งคลื่นจิติญญากระจายไปอีกคราแต่ก็ไม่เกิดการตอบรับแต่อย่างใด ไม่นานใบหน้าขาวเนียนก็เกิดอาการกระตุกเล็กน้อย
‘เกิดอะไรขึ้น’
เขาย่นหน้าผากคิด ก่อนส่งคลื่นจิติญญาที่รุนแรงกว่าเดิมซ้ำเป็คราสาม
คราวนี้ดูเหมือนพลังงาน์จะตอบสนองมันพุ่งตรงไปรวมกันจนเกิดเป็กลุ่มก้อนแสงขนาดั์ ใช้เวลารวมตัวอยู่ครู่หนึ่งก่อนหยุดนิ่งลอยค้างกลางอากาศดังเดิม
“...”
นั่งหลับตาอยู่หลายนาทีไม่นานชิลก็เริ่มหมดความอดทน ลืมตา จ้องไปยังก้อนแสงพลังงาน์ขนาดใหญ่ด้านหน้า
“...”
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เหล่าพลังงานสีขาวดูเหมือนไม่มีทีท่าจะเข้ามาในร่างเขาเลยแม้แต่น้อย
“พวกเ้าคิดว่าข้าไม่คู่ควร”
ชิลกล่าวเสียงเรียบหรี่ตาจนคมกริบ วาดมือขึ้น แบนิ้วทั้งห้าไปด้านหน้า พลางใช้ั์ตาสีองุ่น มองลอดระหว่างนิ้วไปทางก้อนพลังงาน์
“คิดให้ข้าใช้บัญญัติฟ้า?”
ราวกับพลังงาน์รับรู้ถึงอำนาจบางอย่างพวกมันสั่นไปมา ไหววูบเปลี่ยนรูปร่างอย่างหวั่นเกรง ก่อนค่อยๆลอยเข้ามาผสานบนร่างเขา
“หึ”
ใบหน้าไร้อารมณ์เมื่อครู่เผยอยิ้มเบามองไปยังพลังงานสีขาวอันเข้มข้น ที่กำลังไหลเข้ามาภายในร่างอย่างล้นหลาม นี่ทำให้ชิลรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
ไม่นานเหล่าพลังงานก็วิ่งพล่านหลอมรวมเข้าภายในเนื้อหนัง ทะลุไปยังเส้นเื และกระดูกด้วยความเร็วร่างบางที่ซูบผอมราวกับศพ เริ่มปรากฏให้เห็นถึงเนื้อหนังเป็คราแรก เส้นเืขยายกระดูกบีบตัวแน่น สงสัญญาณของความแข็งแกร่ง มัดกล้ามอันเรียวสวยค่อยๆขยายขึ้นตามแนวแขน
พริบตาก็ผ่านไปแล้วสามวัน...
ชิลยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้าบานประตูเหล่าพลังงาน์ครอบคลุมร่างบางจนคล้ายเป็จุดศูนย์กลางของแสงอาทิตย์ และด้วยพลังงาน์มีคุณสมบัติทุเลาความหิวจึงทำให้ความหิวกระหายเพียงเล็กน้อยก่อนหน้าหมดสิ้นไป
ไม่นานร่างเขาก็เริ่มสั่นไหวไปมาราวกับลมชักสักพักเหงื่อสีเทาก็ไหลออกตามรูขุมขน นี่ทำให้ั์ตาสีองุ่นพลันเปิด สาดประกายแสงเจิดจ้าก่อนจ้องนิ่งอย่างลึกล้ำไปยังของเหลวข้างกาย
ทิ้ง่เพียงวินาทีรอยยิ้มบางก็ปรากฏให้เห็น
“ข้าสำเร็จระดับก่อฐาน่แรกเรียบร้อย...”