เสียงดาบไม้ปะทะกับสายลมอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางความมืดอันเงียบสงัดในลานของสวนดอกไม้
ถ้าใครได้เห็นหวูไว่ในยามนี้คงจะประหลาดใจอยู่มาก ร่างที่เคลื่อนไหวไปมาผสานเข้ากับกระบวนดาบได้อย่างกลมกลืน แม้จะดูเก้กัง ติดขัดในบางจังหวะ แต่นานเข้าเด็กหนุ่มก็ดูจะควบคุมดาบในมือได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
จนพอจะกล่าวได้ว่าพอรู้จักใช้ดาบเป็บ้างแล้ว
“เ้าทำได้ดีมาก หวูไว่”เสียงหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลัง
เมื่อเด็กหนุ่มหันไปมองก็พบเฒ่าลู่ยืนอยู่เอามือไพล่หลัง เฝ้าดูการรำดาบของตนด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ
“แต่ข้าคิดว่า…”
เฒ่าชราแห่งสวนดอกไม้โคลงศีรษะไปมาพลางกล่าวเสียงเรียบเย็นว่า
“หวูไว่…เ้าเพิ่งฝึกฝนอย่ารีบเร่งไปหน่อยนักเลย ความสำเร็จมันเกิดในเวลาชั่วข้ามคืนไม่ได้หรอก”
“ทราบแล้ว เฒ่าลู่” หวูไว่ตอบพลางก้มหน้างุดๆแล้วพูดเสียงเบาราวสายลมกระซิบ “เอ๊ย…ท่านอาจารย์”
แต่เฒ่าลู่ส่ายหน้า
“อย่าเรียกข้าอย่างนั้นเ้าเด็กโง่ ข้าไม่ได้เป็อาจารย์ของเ้า และเ้าก็ไม่ได้เป็ลูกศิษย์ของข้า นี่เป็เพียงแค่การชี้แนะธรรมดาเท่านั้นหรอก”
“แต่ว่า…” เด็กหนุ่มพยายามทักท้วง”
เฒ่าบ้าแห่งสวนดอกไม้ยกมือห้ามแล้วเอ่ยว่า
“ครูและอาจารย์นั้นมีไว้สำหรับสอนสั่งศิษย์ผู้หลงทาง แต่เ้านั้นไม่ใช่อย่างแน่นอน”
เด็กหนุ่มผงกศีรษะอย่างมึนงง
“จำคำข้าไว้ เ้าไม่เหมือนใครหวูไว่ และไม่เหมือนคนพวกนั้น”
“พวกนั้นเหรอ…พวกไหนกัน”
เฒ่าลู่ไม่ตอบคำ ปล่อยให้เด็กหนุ่มงงงันอยู่อย่างนั้น
……………………………………
“เ้าดูแปลกไปนะ…”
เรียวเอ่ยปากทักด้วยความสงสัย
“ใช่ ข้ารู้สึกว่าเ้าดูผึ่งผายขึ้น มีกล้ามเนื้อมากขึ้นกว่าเดิม ไปทำอะไรมา เ้าเพื่อนบ้า” อากิเอ่นบ้าง
เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตอบเพื่อนทั้งสองคนไปว่า
“เปล่านี่…ข้าก็ปลูกดอกไม้ไปตามเื่เท่านั้น”
เรียวและอากิสบตากัน ดูเหมือนว่าั้แ่จากหมู่บ้านเซียงอู่มาอยู่ที่เกียะหยู หวูไว่จะมีอะไรที่ดูพิกล และทำท่าจะหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ
เ้าอ้วนอากิถอนหายใจแรงตวาดว่า
“นี่…ไอ้เพื่อนบ้า เ้าเป็อะไรของเ้านะ เอาแต่ขลุกตัวเองอยู่ในสวนดอกไม้แห่งนี้ได้ทุกวี่ทุกวัน บางทีข้าก็เห็นเ้าเอาแต่มองต้นไม้ในสวนอยู่นั่นแหละ จะมองให้ดอกไม้มันงอกขึ้นมาหรือไง หา”
เ้าโย่งเรียว พยักหน้าหงึกอย่างเห็นด้วย
“ทำใจบ้างเถอะน่า รักคนมีเ้าของก็ต้องช้ำใจอย่างนี่แหละ มีผู้หญิงสวยในเกียะหยูให้เ้าเลือกเยอะแยะไป”
“หา!!…อะไรนะ” คราวนี้เป็หวูไว่ร้องออกมาบ้าง
อากิเอามือตบหลังเด็กหนุ่มเบา ๆ เหมือนปลอบใจ
“รู้น่า เ้านะหลงรักคุณหนูเอียน แต่รักครั้งนี้ของเ้ามันเป็รักคุด เ้าไม่สมหวังหรอก ตัดอกตัดใจเสียเถอะน่า”
หวูไว่ มองหน้าเ้าเพื่อนตัวดีสองคนไปมาแล้วก็เอามือกุมท้องตัวเองหัวร่อเสียงดังก่อนมองมิตรสหายสองคนสลับกันไปมา
“เ้าเพื่อนบ้า เพ้อเจ้ออะไรกันเนี่ย”
อกหักเหรอ หวูไว่เคยคิดเช่นนั้นอยู่บ้างเมื่อตอนเดินทางมาถึงเกียะหยูใหม่ๆ แต่การใช้ชีวิตอยู่ในสวนดอกไม้ร่วมกับเฒ่าลู่นานวันเข้า ซึมซับกับธรรมชาติรอบตัว ฟังคำกล่าวอันมีนัยลึกซึ้งของผู้เฒ่ามากขึ้น เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้อง ฟูมฟายกับความรักที่ผิดหวังของตัวเองมากนักหรอกชีวิตยังต้องดำเนินต่อไปตามครรลอง เหมือนดอกไม้ที่เติบโต แบ่งบาน แล้วเหี่ยวเฉาโรยรา
เขาจะไม่ฝืนหรือขัดขืนธรรมชาติปล่อยให้สายลมแห่งชะตาชีวิตนำพาไปเถอะ
“ความรักมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นหรอก ข้าคิดอย่างนั้นนะ มันขึ้นอยู่กับตัวเองต่างหาก ไม่ใช่ว่าคนที่ข้ารักจากไป หรือมีคนอื่นที่รักอยู่แล้ว จะทำให้ความรักนั้นจืดจางไปเสียเมื่อไหร่เล่า”
เรียวและอากิหันไปสบตากันอีกครั้ง
“พูดอะไรของเ้าเนี่ย ไม่เข้าใจเลย” เรียวบ่น
“เรียว อากิ วันใดที่มีความรักพวกเ้าก็จะรู้เองนั่นแหละ”
เด็กหนุ่มว่า
“ยิ่งพูดก็ยิ่งงง”อากิเสริม
เรียวบ่นว่านั่นนะสิเ้าเด็กบ้าเอ๊ย
แล้วเพื่อนรักทั้งสามก็ประสานเสียงกันหัวเราะดังไปทั่วสวนดอกไม้
………………………………..
“แย่แล้ว…ไม่ทันแน่”
หวูไว่ร้องบอกตัวเองอยู่ในใจ ในขณะที่เร่งฝีเท้าเต็มเหยียด เป้าหมายคือประตูเมืองที่ขณะนี้หน่วยทหารเล็กๆ ของกองกำลังเมฆขาวคงอยู่ระหว่างเคลื่อนกำลังเพื่อไปปฎิบัติภารกิจ
“นี่ เ้าตัวดีอยู่ที่นี่ก็ทำตัวดีๆ ล่ะ พวกเราจะไปออกรบกันเฟ้ย เป็าครั้งแรกของพวกเรา” อากิคุยข่ม
“โอ๊ย! อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ซิไอ้เพื่อนบ้า เราไปเพื่อสอดแนมเท่านั้น ไม่มีอะไรอันตรายนักหรอก และคุณหนูเอียนของเ้านำทัพไปเองด้วย” เรียวอธิบายแต่สีหน้าภาคภูมิใจยิ่งนัก
นั่นแหละ ที่เรียวและอากิบอกกับเขาเมื่อสามวันก่อน และเด็กหนุ่มตั้งใจว่าจะต้องไปส่งเพื่อนรักตรงปากประตูเมืองให้ได้
แล้วก็เอ้อ เขายังได้ตัดดอกเบญจมาศในสวนที่เพิ่งออกดอกสะพรั่งเพื่อเตรียมมอบให้เอียนซีด้วย
แต่ขณะนี้ถึงจะเร่งฝีเท้าอย่างไร และมองเห็นประตูเมืองอยู่ลิบ ๆเบื้องหน้า แต่เขาก็เห็นแล้วว่ากองทหารเล็กๆ กำลังเคลื่อนทัพออกจากประตูเมืองไปอย่างเป็ระเบียบ
เห็นอย่างนั้นแล้วเด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่ก็แข้งขาอ่อน ไม่มีแรง ยืนหอบหายใจเฝ้ามองหน่วยทหารเคลื่อนทัพจากไป ร่ำร้องเรียกชื่อคุณหนูเอียน อยู่ในใจเท่านั้น
“อ้าว…เ้าหนุ่ม”
เสียงแหลมเล็กดังขึ้นมาทางด้านหลัง เมื่อหวูไว่เหลียวไปมองก็เห็นใบหน้าเหลี่ยม ดวงตายิบหยี และรอยยิ้มเหยียดของคนผู้หนึ่งจ้องมองมา
“ที่ปรึกษาฝาน…”เด็กหนุ่มพึมพำ
ใช่แล้ว ฝานซื่อที่ปรึกษาของแม่ทัพหนุ่มหลี่มู่นั่นเอง
และขณะนี้คนผู้นั้นกำลังจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาหลุกหลิกไปมา
“ว่าไงละ…เ้าหนุ่มมาทำอะไรตรงนี้ แล้วก็นั่นเ้าจะถือดอกไม้ไปไหน”
หวูไว่หันไปมองดอกเบญจมาศที่กำแน่นอยู่ในมือ แล้วพูดตะกุกตะกักว่า
“คือข้า…อยากจะไปส่งเพื่อนทั้งสองคนที่เพิ่งจะร่วมทัพไปสืบเหตุการณ์ที่เมืองเว่ย แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้วละที่ปรึกษาฝาน”
“แล้วก็นี่…” เด็กหนุ่มพูดแล้วก้มมองดอกเบญจมาศในมือด้วยสายตาอ่อนโยน “ข้าตั้งใจมอบให้คุณหนูเอียนซี เพื่ออวยพรให้คุณหนูปฎิบัติภารกิจสำเร็จ ปลอดภัยกลับมา แค่นั้นเองขอรับ”
ฝานซื่อพยักหน้ารับ แล้วถอนหายใจแรง
“น่าเห็นใจจริงน้องชาย แต่เื่แค่นี้ข้าช่วยเ้าได้สบายมาก เอาดอกไม้นั่นมาให้ข้าสิ เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะจัดการส่งมอบให้คุณหนูเอียนเอง ข้าว่านางเองก็คงดีใจมาก”
“หา จริงเหรอ”
ฝานซื่อหัวร่อเบา ๆ และพยักหน้า ก่อนจะรับดอกไม้จากมือเด็กหนุ่มไปถือไว้
“ไม่เป็ไรหรอกเื่เล็กน้อยน่า”
หวูไว่มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้น กล่าวขอบคุณฝานซื่อด้วยน้ำเสียงสั่น
“ที่ปรึกษาฝาน…ท่านช่างมีน้ำใจนัก” เด็กหนุ่มพึมพำและก้าวเท้ากลับสู่ที่พักด้วยหัวใจอันปลอดโปร่ง
…………………………..
ฝานซื่อเพียงมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มจากสวนดอกไม้ที่เร่งฝีเท้าจากไปด้วยสีหน้ายิ้มเหยียด แล้วหัวเราะเสียงแหลมออกมา
“ไอ้หน้าโง่เอ๊ย คางคกคิดจะกินเนื้อห่านฟ้าเชียวหรือนี่ ช่างไม่เจียมนัก…”
พูดพึมพำกับตัวเองเช่นนั้นแล้ว ที่ปรึกษาประจำตัวแม่ทัพหลี่มู่ก็ค่อย ๆ ทิ้งดอกไม้ในมือลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี ตามมาด้วยการใช้เท้าเหยียบย่ำดอกไม้นั่นจนแหลกคาเท้า
แล้วหัวร่ออย่างสะใจอยู่เป็นาน