มรรคาสยบฟ้า ท้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่ 7: กลืนกินโลหิตผู้ฝึกตน

    ความมืดมิดโรยตัวคลุมยอดเขาศาสตราวุธดับสูญ ร่างไร้วิญญาณของเฉินฟู่และสมุนทั้งสองนอนทอดกายอยู่บนกองเศษเหล็ก

    หลินซานสูดหายใจเข้าลึกๆ ยื่นมือขวาออกไปเหนือศพทั้งสาม วังวนปราณมารสีดำทมิฬจากหอคอยบรรพกาลกลืนสวรรค์พลันหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ทรงพลังและหิวโหย

    ฟู่!

    โลหิตและพลังปราณที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างของผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่แปดและเจ็ด ถูกสูบทะลักเข้ามาเป็นสายธารพลังงานสีแดงปนดำ มันไหลผ่านชีพจรเข้าสู่จี้ห้อยคอของหลินซานโดยตรง เนื้อหนังของศพทั้งสามเหี่ยวแห้งและกลายเป็นเถ้าถ่านปลิวหายไปในลมหนาวอย่างรวดเร็ว

    [ ติ๊ง! ดูดกลืนพลังกายและโลหิตผู้ฝึกตนสำเร็จ! ] [ ได้รับกระแสพลังงานดิบ: พลังงานนี้ไม่สามารถแปรเป็นระดับพลังยุทธ์โดยตรงได้เนื่องจากรากวิญญาณสวรรค์เสียหาย... แนะนำให้โฮสต์แปรสภาพเป็น ‘โอสถสมานชีพจร’ ]

    หลินซานพยักหน้าอย่างเยือกเย็น เขาไม่แปลกใจเลย เพราะหากเขาสามารถเพิ่มเลเวลได้ง่ายๆ จากการดูดพลังศพ สเกลพลังของโลกนี้คงพังทลายไปแล้ว และตัวเขาเองก็คงกลายเป็นมารคลั่งที่ไร้สติ

    “หลอมโอสถ!” หลินซานสั่งการในใจ

    เขาเด็ดเอากิ่งต้น ‘หญ้าโลหิตสนิม’ ที่ขึ้นอยู่ตามซอกหินโบราณโยนเข้าไปในเปลวไฟสีดำที่ฝ่ามือ พลังงานดิบจากศพทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิง บดเคี้ยวสมุนไพรและกลั่นสารอาหารออกมาในเวลาเพียงสิบอึดใจ

    วิ้ง!

    [ หลอมรวมสำเร็จ: ได้รับ ‘โอสถซ่อนชีพจร’ (ระดับมนุษย์ขั้นกลาง) จำนวน 1 เม็ด ] [ คุณสมบัติ: ซ่อมแซมเส้นชีพจรที่เสียหายชั่วคราว และช่วยพรางระดับพลังยุทธ์ที่แท้จริงจากจิตสัมผัสวิญญาณระดับสร้างรากฐานลงไป ]

    หลินซานกลืนเม็ดเปียกสีดำลงคอทันที ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านไปตามอก ซ่อมแซมรอยแตกสลายในตันเถียนของเขาอย่างช้าๆ แม้จะยังไม่สามารถสร้างรากวิญญาณสวรรค์ขึ้นมาใหม่ได้ แต่ในตอนนี้ ลมปราณในร่างของเขาไหลเวียนได้สะดวกขึ้นมาก ส่งผลให้ระดับพลังยุทธ์ฟื้นฟูขึ้นมาอยู่ที่ รวบรวมลมปราณขั้นที่สี่ อย่างมั่นคง

    จากนั้น เขาหันไปหาอาวุธหักทั้งสามเล่มของพวกมัน และสะบัดมือดูดกลืนพวกมันเข้าไปในหอคอยเพื่อเป็นวัตถุดิบปลดล็อกชั้นถัดไป

    [ ติ๊ง! ความคืบหน้าการปลดล็อกหอคอยชั้นที่ 2: 23 / 100 ]

    ‘ยังขาดอีก 77 ชิ้น... เศษเหล็กธรรมดารอบนอกนี้ให้พลังงานน้อยเกินไป หากข้าต้องการปลดล็อกหอคอยชั้นที่สองให้ทันงานประลองในอีกหนึ่งเดือน ข้าต้องหาของวิเศษที่มีเกรดสูงกว่านี้’ หลินซานคิดในใจพลางกวาดสายตามองไปที่ส่วนลึกของยอดเขา

    ในตอนนั้นเอง สายตาของเขาพลันสะดุดเข้ากับเงาร่างมหึมาสีดำสนิทที่ปักตระหง่านอยู่กึ่งกลางยอดเขา มันคือ ‘กระบี่ยักษ์หักครึ่ง’ สีดำมะเกลือที่มีขนาดสูงท่วมหัว ตัวกระบี่เต็มไปด้วยอักขระโบราณที่เลือนราง และแผ่ไอศาสตราที่ดุร้ายจนไม่มีพืชพรรณใดๆ กล้าเติบโตในรัศมีสิบเมตร

    หลินซานลองสืบเท้าเข้าไปใกล้ ทว่าเพียงแค่ขยับเข้าใกล้ในระยะห้าเมตร ไอศาสตราอันแหลมคมก็พุ่งเข้ากรีดผิวแก้มของเขาจนเลือดซึมออกมา!

    [ แจ้งเตือน: ตรวจพบสมบัติโบราณระดับปฐพีเสียหาย ‘กระบี่พิฆาตสวรรค์ล่มสลาย’... ระดับพลังของโฮสต์ในปัจจุบันต่ำเกินไป หากพยายามดูดกลืน ร่างกายจะถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ ทันที! ]

    หลินซานหรี่ตาลง แววตาทอประกายวาบด้วยความโลภผสมความตื่นเต้น ‘สมบัติระดับปฐพี! ยอดเขานี้มีของดีเช่นนี้อยู่จริงๆ ด้วย หากข้าแข็งแกร่งพอจะดูดกลืนมันได้ ไม่ใช่แค่หอคอยชั้นที่สองจะเปิดออก... แต่ข้าอาจจะสามารถหลอมอาวุธไร้เทียมทานออกมาได้เลย!’

    เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ ส่องกระทบหมอกสีดำบนยอดเขา

    “เฮ้ย! เจ้าหนูใหม่ อยู่หรือเปล่าวะ!”

    เสียงตะโกนแหบแห้งดังขึ้นหน้ากระท่อมไม้ หลินซานก้าวเดินออกมา มองเห็นชายชราหลังค่อมในชุดสีเทาหยาบๆ กำลังเข็นรถไม้ที่เต็มไปด้วยถังน้ำสรงและเสบียงอาหารจอมปลอม ชายชราคนนี้คือ ‘เกาจู่’ คนงานเฒ่าผู้ทำหน้าที่ส่งเสบียงให้ยอดเขาศาสตราวุธดับสูญมานานหลายสิบปี

    เกาจู่มองหลินซานด้วยสายตาแปลกใจ “ประหลาดแท้... ข้าคิดว่าจะมาเก็บศพเจ้าเสียแล้ว ศิษย์ใหม่ทุกคนที่โดนส่งมาที่นี่ ถ้าไม่บ้าตายเพราะไอศาสตรา ก็มักจะ ‘หายสาบสูญ’ ไปอย่างลึกลับในป่าหลังเขา”

    หลินซานรู้ทันทีว่าคำว่า ‘หายสาบสูญ’ ของคนงานเฒ่า หมายถึงโดนคนของหลี่เหวินหรือจ้าวไห่มาลอบฆ่าทิ้งเหมือนกลุ่มของเฉินฟู่เมื่อคืน

    “ผู้อาวุโสเกา ท่านพอจะรู้เรื่องเกี่ยวกับกระบี่ยักษ์สีดำตรงใจกลางยอดเขาบ้างหรือไม่?” หลินซานแสร้งถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

    เกาจู่สะดุ้งโหยง รีบเอานิ้วชี้แตะปาก “ชู่! เบาๆ เจ้าหนู! อย่าไปยุ่งกับไอ้กระบี่ผีนั่นเด็ดขาด! นั่นมันคือ ‘กระบี่พิฆาตสวรรค์’ ที่อดีตประมุขนิกายรุ่นที่สามทิ้งไว้หลังจากพ่ายแพ้ศึกใหญ่ มันเต็มไปด้วยคำสาปและจิตอาฆาต... ศิษย์พี่ใหญ่สายนอกอย่าง ‘หลี่เหวิน’ เคยพยายามจะมาดึงมันไปหลอมใหม่เมื่อปีก่อน แต่ก็โดนไอศาสตราย้อนกลับทำลายแขนขวาไปข้างหนึ่ง จนมันต้องล่าถอยกลับไป!”

    หลินซานหรี่ตาลงเล็กน้อย ข้อมูลนี้มีประโยชน์มาก

    ‘หลี่เหวินเคยบาดเจ็บเพราะกระบี่เล่มนี้งั้นรึ... ดีมาก’

    “ขอบคุณผู้อาวุโสเกาที่เตือนสติ” หลินซานประสานมือ

    “เอาเถอะๆ รีบกินข้าวแล้วไปทำงานซะ อ้อ... ช่วงนี้ระวังตัวไว้หน่อยล่ะ ศิษย์ในสังกัดของศิษย์พี่หลี่เหวินหายตัวไปสามคนตั้งแต่เมื่อคืน ตอนนี้พวกมันกำลังค้นหาตัวกันวุ่นวายทั่วทั้งเขาสายนอกเลยทีเดียว” เกาจู่เอ่ยเตือนทิ้งท้ายก่อนจะเข็นรถไม้จากไป

    หลินซานจ้องมองตามหลังคนงานเฒ่า รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นบนใบหน้าภายใต้หมวกฟาง

    หลี่เหวินกำลังตามหาคนของมันงั้นรึ?

    อีกไม่นานพวกมันต้องรู้แน่ว่าเฉินฟู่และพวกพ้องไม่ได้ลงจากยอดเขานี้อีกเลย และเมื่อถึงเวลานั้น... ยอดเขาศาสตราวุธดับสูญแห่งนี้ จะต้องกลายเป็นลานนองเลือดอีกครั้ง

    ทว่า แทนที่จะหวาดกลัว หลินซานกลับหมุนตัวเดินตรงไปยังป่าเศษเหล็กด้านหลัง แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเยือกเย็น

    ‘ตามหาข้าให้พบเร็วๆ เข้าล่ะ... เพราะทุกอึดใจที่พวกเจ้ายืดเวลาออกไป ข้าจะยิ่งคราฟต์อาวุธมาเตรียมตัดหัวพวกเจ้าได้มากขึ้น!’