กลิ่นอายสมุนไพรอุ่นๆ ลอยมาอบอวลกระทบนาสิกก่อนที่เว่ยเฉินจะทันรู้สึกตัวประสาทัั เขาได้ยินเสียงล้อเกวียนบดเบียดกับพื้นปฐีเป็จังหวะสม่ำเสมอ สลับกับเสียงกีบอาชากระทบพื้นดินแน่นเป็ระยะ สรรพางค์กายโคลงเคลงไปตามแรงสั่นะเืของยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่
เว่ยเฉินค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นอย่างเชื่องช้า แสงทินกรยามบ่ายลอดผ่านผ้าใบคลุมเกวียนลงมาเป็ลำแคบ เขาััได้ว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนกองฟางแห้งหนานุ่ม มีผ้าห่มเนื้อหยาบคลุมกายอยู่ าแตามท่อนแขนและเรียวขาถูกพันธนาการรักษาด้วยผ้าสะอาดอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
"ตื่นแล้วรึ พ่อหนุ่ม"
น้ำเสียงทุ้มแหบพลันดังมาจากด้านหน้าของเกวียน เว่ยเฉินสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนจะพยายามพยุงกายลุกขึ้นนั่ง ร่างกายยังคงปวดร้าวล้าไปทั่วทุกส่วนสัดทว่าก็พอจะขยับเขยื้อนได้ดีกว่าเมื่อวานกาลมาก เขาทอดสายตามองไปยังเ้าของสุ้มเสียง ชายชราร่างผอมสูงผู้หนึ่งกำลังนั่งกุมบังเหียนม้าอยู่ด้านหน้า ใบหน้าอัดแน่นไปด้วยริ้วรอยแห่งวันเวลา หนวดเคราสีขาวโพลนยาวจรดกึ่งกลางอก ดวงตาคู่ตราตรูนั้นแม้จะดูอ่อนโยนทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาดของผู้ผ่านโลกมามากนัก
"ท่าน..." เว่ยเฉินพยายามเปล่งเสียง ทว่าลำคอยังคงแห้งผากขัดสน
"เอ้า ดื่มนี่ก่อนเถิด" ชายชราหยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่ยื่นส่งมาให้เื้ัโดยมิได้ละสายตาไปจากบังเหียน "เ้าล้มพับลงกลางถนนต่อหน้าเกวียนของข้าเมื่อวานยามบ่าย คราแรกข้าคิดว่าเ้าคงสิ้นใจไปเสียแล้ว ทว่าพอได้ตรวจจับชีพจรดูก็ยังคงเต้นอยู่ จึงได้หามขึ้นเกวียนพาเดินทางมาด้วยกัน"
เว่ยเฉินรับกระบอกน้ำมาดื่มกินอย่างกระหายตื้นตัน สายน้ำเย็นฉ่ำชุ่มคอช่วยให้ร่างกายรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพขอบคุณ "ขอบพระคุณท่านผู้เฒ่าที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ข้า...ข้ามีนามว่าเว่ยเฉิน"
"เรียกข้าว่าลุงเฉาก็พอ" ชายชราหันมาส่งยิ้มให้บางเบาก่อนจะหันกลับไปสนใจเส้นทางข้างหน้า "เ้าไปกระทำสิ่งใดมา เหตุใดจึงตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนี้ ทั้งาแจากคมเขี้ยวสัตว์ร้าย ทั้งรอยขีดข่วนทั่ววรกาย ราวกับเพิ่งหนีตายมาจากเขตป่าลึกไม่มีผิด"
เว่ยเฉินอึกอักใจด้วยไม่รู้จะเอ่ยคำตอบอย่างไร เื่ราวที่เขาประสบพบพานมามันเหลือเชื่อและอัศจรรย์เกินกว่าจะบอกกล่าวให้ผู้ใดรับฟังได้ง่ายๆ ทั้งการถูกผู้เป็อาจารย์ลงทัณฑ์สังหาร การย้อนเวลากลับมานับพันปี และพลังปราณสายมืดประหลาดที่ฝังรากแน่นอยู่ในทรวงอก
"ข้า...จำความสิ่งใดมิใคร่ได้มากนัก" เขาเลือกที่จะกล่าวมุสาบางส่วนเพื่อความปลอดภัย "รู้เพียงแต่ว่าตื่นขึ้นมากลางป่าใหญ่เพียงลำพัง ไร้ซึ่งทรัพย์สินสิ่งของติดกายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว"
ลุงเฉาเหลือบสายตามองเว่ยเฉินด้วยแววตาที่ราวกับจะมองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้ง ทว่าเขากลับมิได้ซักไซ้ไล่เลียงสิ่งใดต่อ เพียงพยักหน้ารับรู้เบาๆ "เอาเถิด รอดชีวิตมาได้ก็ประเสริฐยิ่งแล้ว โลกใบนี้มิใช่สถานที่ที่ใจดีกับผู้โดดเดี่ยวนัก โดยเฉพาะแถบชายป่าแห่งนี้ เต็มไปด้วยสัตว์อสูรและโจรป่าชั่วช้า"
เว่ยเฉินกวาดสายตามองไปรอบตู้เกวียน สังเกตเห็นห่อผ้าใบหลายห่อวางเรียงรายกันอยู่ท้ายรถ กลิ่นอายสมุนไพรที่ลอยมาอบอวลแต่แรกเริ่มก็มาจากสิ่งเ่าั้เอง "ท่านลุงกำลังเดินทางไปที่ใดหรือ"
"ข้าเป็พ่อค้าสมุนไพร เดินทางไปมาระหว่างหมู่บ้านต่างๆ กับสำนักใหญ่บนยอดเขาสูง" ลุงเฉากล่าวพลางบังคับอาชาเลี้ยวผ่านทางโค้ง "ยามนี้กำลังมุ่งหน้าไปส่งสินค้าที่สำนักกระบี่ปะาเซียน ซึ่งเป็สำนักที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจที่สุดในแถบนี้"
ดวงหทัยของเว่ยเฉินเต้นระทึกรัวเร็วขึ้นมาในทันใดเมื่อได้ยินนามนั้น สำนักกระบี่ปะาเซียน... นี่คือนามที่ปรากฏอยู่บนกล่องปิดผนึกค่ายกลที่อาจารย์ได้เขียนทิ้งไว้ให้ก่อนที่เขาจะถูกส่งย้อนเวลากลับมา แม้ในยามนี้กล่องใบนั้นจะมิได้อยู่ติดตัวเขาแล้วก็ตาม เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างได้สูญหายไปในผืนป่าั้แ่ตอนตื่นขึ้นมา
"สำนักกระบี่ปะาเซียน..." เว่ยเฉินพึมพำทบทวนนามนั้นมาช้าๆ "ท่านลุงรู้จักสำนักแห่งนี้ดีมากน้อยเพียงใด"
"รู้จักดีเลยทีเดียวสิ" ลุงเฉาหัวเราะแหบแห้งในลำคอ "ข้าเคยเป็ศิษย์นอกสำนักมาก่อนในสมัยที่ยังเป็ชายหนุ่ม แม้จะไม่มีพร์มากพอที่จะฝึกปรือวิชากระบี่ให้ถึงขั้นสูงส่ง ทว่าก็อยู่รับใช้สำนักมาเนิ่นนานพอที่จะรู้เื่ราวต่างๆ อยู่บ้าง"
เว่ยเฉินตั้งใจเงี่ยหูฟังอย่างถี่ถ้วน นี่คือโอกาสอันประเสริฐที่จะได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้จากผู้มีประสบการณ์จริง
"สำนักกระบี่ปะาเซียนก่อตั้งมาเนิ่นนานกว่าห้าร้อยปีแล้ว" ลุงเฉาเริ่มเล่าต่อ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจระคนความยำเกรง "เป็สำนักที่วิชากระบี่ที่เฉียบคมและแหลมคมที่สุดในใต้หล้า ว่ากันว่าท่านเ้าสำนักคนปัจจุบันมีธิดาอยู่เพียงผู้เดียว ซึ่งได้รับสมญานามจากทั่วหล้าว่า 'ธิดา์' เป็เพราะพร์ด้านวิชากระบี่ของนางนั้นสูงส่งจนไม่มีผู้ใดในรุ่นเดียวกันจะเทียบเคียงได้"
"ธิดา์..." เว่ยเฉินทวนคำด้วยความสนใจยิ่ง โดยที่เขาไม่อาจล่วงรู้เลยว่านี่คือครั้งแรกที่เขาได้ยินนามของสตรีผู้จะกลายมาเป็คู่ชีวิตในอนาคตอันไกล
"ถูกต้องแล้ว ทว่าก็มีกระแสข่าวลือหนาหูว่านางกำลังติดขัดอุปสรรคบางประการในการฝึกฝน มิอาจก้าวข้ามผ่านพันธนาการขั้นสูงสุดไปได้เสียที ทั้งที่พร์ล้ำเลิศถึงเพียงนั้น" ลุงเฉาสั่นศีรษะเบาๆ "วัฏจักรโชคชะตาของมนุษย์เรามันแปลกประหลาดนัก บางคนมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมสรรพแต่กลับติดขัดอยู่ที่จุดเดียว บางคนไม่มีสิ่งใดเลยแต่กลับก้าวไปได้ไกลเกินกว่าที่ผู้ใดจะคาดคิด"
ถ้อยคำนั้นราวกับสะกิดเตือนใจของเว่ยเฉินอย่างประหลาด เขาทอดสายตามองลงไปยังฝ่ามือของตนเอง หวนนึกถึงพลังปราณสายมืดที่ฝังรากลึกอยู่ในทรวงอก พลังลึกลับที่เขาไม่เคยฝึกปรือมาก่อนทว่ากลับช่วยชีวิตเขาให้รอดพ้นจากความตายได้ถึงสองครา
บางที... โชคชะตาของข้าก็อาจจะพลิกผันพลิกพลิ้วมิแตกต่างกัน
เกวียนม้ายังคงแล่นต่อไปตามเส้นทางลัดเลาะไปตามแนวไหล่เขา สองข้างทางทัศนียภาพเป็ป่าโปร่งสลับกับทุ่งหญ้าเขียวขจี ลุงเฉาเล่าขานเื่ราวต่างๆ ให้เว่ยเฉินฟังไปตลอดเส้นทาง ทั้งเื่ระบบการปกครองของสำนักใหญ่น้อยในแถบภูมิภาคนี้ เื่กฎเกณฑ์ข้อบังคับในการเข้าเป็ศิษย์ และเื่ราวการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรปราณธรรมชาติระหว่างตระกูลใหญ่
เว่ยเฉินสดับฟังอย่างตั้งใจ พยายามปะติดปะต่อความรู้ทั้งหมดเข้ากับสิ่งที่เขาเคยล่วงรู้มาก่อนหน้านี้จากหอสูงสุดในอนาคตกาล แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เป็เพราะนี่คือยุคสมัยที่ห่างไกลจากยุคเดิมของเขาถึงหนึ่งพันปี ทว่ารากฐานบางประการของสำนักกระบี่ปะาเซียนก็ยังพอจะเทียบเคียงกับสิ่งที่เขาคุ้นเคยได้
ดวงทินกรเริ่มเคลื่อนคล้อยต่ำ แสงอัสดงสีส้มสาดทาบทาไปทั่วพื้นนภา เกวียนม้าแล่นเข้าสู่เส้นทางสายแคบที่ขนาบข้างด้วยหน้าผาสูงชันทั้งสองด้าน ลุงเฉาเริ่มนิ่งเงียบไปกว่าเดิม สายตาจับจ้องไปตามเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความระมัดระวังเป็ทวีคูณ
"มีสิ่งใดผิดปกติหรือท่านลุง" เว่ยเฉินสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงจึงเอ่ยถาม
"ช่องเขาแห่งนี้มักมีโจรป่าดักซุ่มโจมตีอยู่เสมอ" ลุงเฉาตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา สองมือกุมบังเหียนแ่าขึ้น "ตามปกติข้าจะหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ ทว่าวันนี้จำเป็ต้องรีบเดินทางไปส่งสินค้าให้ทันท่วงที จึงจำใจต้องผ่านทางมา"
ทว่าถ้อยคำยังมิทันสิ้นสุด เสียงหวีดร้องแหลมคมของศรตระการก็ดังขึ้นจากเบื้องบนหน้าผา
ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ลูกธนูสองดอกพุ่งทะยานเข้าใส่เกวียนม้าอย่างรวดเร็วแม่นยำ ลุงเฉาสะบัดบังเหียนหลบเลี่ยงได้ทันควัน อาชาใแผดเสียงร้องลั่นก่อนจะควบทะยานหนีสุดกำลัง เกวียนโคลงเคลงพลิกคว่ำอย่างรุนแรงจนเว่ยเฉินแทบจะไม่สามารถทรงกายอยู่ได้
"จับพวกมันไว้! ล้อมพวกมันให้หมด!"
เสียงะโก้องดังมาจากรอบทิศทาง เงาร่างของชายฉกรรจ์ในชุดดำหลายคนะโโลดเต้นลงมาจากหน้าผาสองข้างทาง ปิดกั้นเส้นทางทั้งด้านหน้าและด้านหลังเกวียนจนไร้หนทางหลบหนี แต่ละคนถือศาสตราวุธคมกริบ สายตาฉายแววโลภโมโทสันและความมหิต
"ตาแก่พ่อค้า วันนี้ดวงของเ้าถึงฆาตแล้ว!" หัวหน้าโจรร่างใหญ่ก้าวเท้าย่างสามขุมเข้ามาข้างหน้า ดาบในมือทอประกายวาววับสะท้อนแสงอัสดงยามเย็น "จงทิ้งทรัพย์สินสิ่งของทั้งหมดไว้แล้วไสหัวไปเสีย ไม่งั้นข้าจะเชือดคอเ้าทิ้งตรงนี้"
ลุงเฉาหยัดกายลุกขึ้นยืนบนเกวียนอย่างนิ่งสงบ แม้ใบหน้าจะซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวทว่าก็พยายามควบคุมสติสัมปชัญญะ "พวกท่านสามารถเอาสมุนไพรไปได้ทั้งหมดเลย ข้าจะไม่ขัดขืนสิ่งใด เพียงแต่ขอชีวิตรอดกลับไปเลี้ยงดูบุตรหลานเท่านั้น"
หัวหน้าโจรแผดเสียงหัวเราะเยาะหยัน "ขอชีวิตรอดงั้นรึ ในใต้หล้าแห่งนี้ไม่มีของฟรีหรอกตาแก่"
มันโบกหัตถ์สั่งการให้สมุนโจรเข้าปล้นสะดมเกวียนในทันที เว่ยเฉินที่นั่งซ่อนกายอยู่หลังกองฟางแห้งเฝ้ามองสถานการณ์ด้วยความตึงเครียด สายตาของเขาจับจ้องไปที่คมดาบของโจรผู้หนึ่งที่กำลังก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ในใจครุ่นคิดหาหนทางช่วยเหลือลุงเฉาให้รอดพ้นจากวิกฤตอันตรายนี้
โจรอีกคนหนึ่งกระชากผ้าใบคลุมเกวียนออกอย่างแรง เผยให้เห็นร่างของเว่ยเฉินที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน
"เฮ้ย! มีเด็กหนุ่มซ่อนอยู่ด้านในด้วย!" โจรผู้นั้นะโบอกพวกพ้อง ดาบในมือชี้ตรงมายังเว่ยเฉินทันใด "ในเมื่อพบตัวแล้ว เช่นนั้นก็จับกุมไปขายเป็ทาสเสียเลยดีกว่า"
"อย่าได้แตะต้องเด็กคนนี้เด็ดขาด!" ลุงเฉาแผดเสียงะโสุดเสียง พยายามจะกระโจนเข้ามาขวางกั้นทว่ากลับถูกโจรอีกคนจับกุมพันธนาการท่อนแขนไว้แ่า คมดาบจ่อเข้าที่ลำคอในทันที
เว่ยเฉินเห็นสถานการณ์คับขันถึงขีดสุดตรงหน้า หัวใจเต้นระทึกรัว ตัวเขาจะยอมให้ลุงเฉาผู้ที่เพิ่งช่วยชีวิตตนไว้เมื่อวานกาลต้องมามอดม้วยเพราะตัวเขาเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ไม่ได้... ข้าต้องกระทำสิ่งใดสักอย่างแล้ว
โจรที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดยกดาบขึ้นสูงหมายจะฟาดฟันลงมาที่เว่ยเฉินโดยไม่รั้งรอ เว่ยเฉินย่อกายหลบหลีกลงด้านล่างในเสี้ยววินาทีสุดท้าย คมดาบเฉือนผ่านมวลอากาศเหนือศีรษะไปเพียงหนึ่งคืบ เขากลิ้งกายหลบไปด้านข้างพร้อมกับกระแสความโกรธาและความกลัวที่ผสมปนเปกันในทรวงอก
ทันใดนั้น พลังงานสายมืดลึกลับในกึ่งกลางอกของเว่ยเฉินก็บังเกิดอาการสั่นไหวขึ้น ราวกับมันกำลังตอบสนองต่อกระแสอารมณ์อันรุนแรงมหาศาลของเ้าของร่าง
วูบ!
ไอพลังสีดำสนิทพวยพุ่งออกมาจากรูขุมขนทั่วสรรพางค์กายของเว่ยเฉินโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งจิตมั่น ดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็สีดำมืดมิดสนิทอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะกลับคืนสู่สภาพเดิม เขากระโจนกายพุ่งเข้าใส่โจรที่ถือดาบผู้นั้นทันที ฝ่ามือเปล่าที่ถูกเคลือบอาบด้วยพลังงานสายมืดหนาแน่นะเิหมัดเข้าที่ยอดอกของโจรคนนั้นอย่างจัง
ผัวะ!
เสียงกระดูกซี่โครงหักสะบั้นดังก้อง โจรผู้นั้นลอยกระเด็นไปกระแทกโขดหินข้างทางจนแน่นิ่งสลบไสลไปในทันที โลหิตพุ่งพรวดออกจากปาก
สมุนโจรที่หลงเหลืออยู่ต่างตกตะลึงลานกับภาพที่เพิ่งประจักษ์ "ไอ้เด็กนี่มันเป็ผู้ใดกันแน่!"
เว่ยเฉินไม่ปล่อยให้พวกมันได้ทันตั้งหลัก เขาพุ่งทะยานเข้าหาโจรรายต่อไปในทันที ร่างกายเคลื่อนไหวว่องไวรวดเร็วเร็วกว่าที่ตัวเองจะคาดคิด ราวกับว่าพลังงานสายมืดในกายกำลังช่วยหนุนเสริมพละกำลังและความเร็วให้แก่เขาโดยอัตโนมัติ
โจรป่ายกดาบขึ้นฟันเข้าใส่ เว่ยเฉินเอียงกายหลบเลี่ยงคมดาบไปได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะคว้าจับข้อมือของโจรผู้นั้นแล้วบิดหักด้วยแรงมหาศาล
แครก!
เสียงกระดูกหักสะบั้นดังสนั่น โจรผู้นั้นแผดเสียงร้องโญหวนด้วยความเ็ปแสนสาหัส ดาบหลุดจากมือร่วงหล่นกระทบพื้นดิน เว่ยเฉินไม่รอช้า กระแทกศอกเข้าใส่ขมับอย่างรุนแรงจนโจรคนนั้นล้มพับสลบเหมือดไปอีกราย
หัวหน้าโจรที่เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มก้าวเท้าถอยหลังด้วยความตระหนกใ "นี่มัน... พลังปราณสิ่งใดกัน เหตุใดข้าจึงไม่เคยพบพานมาก่อนเลย!"
เว่ยเฉินหันกลับมาจ้องมองหัวหน้าโจร ดวงตาที่ยังคงมีเงาปราณสีดำแฝงเร้นอยู่จับจ้องมาอย่างเยือกเย็น กระแสความเ็ปจากรากปราณที่ถูกดึงรั้งมาใช้เริ่มก่อตัวขัดข้องขึ้นในทรวงอก ทว่าความโกรธาที่เห็นลุงเฉาถูกจับกุมเป็ตัวประกันยังคงผลักดันให้เขาโยนกายก้าวเดินหน้าต่อไป
หัวหน้าโจรตัดสินใจใช้ร่างของลุงเฉาเป็โล่ มนุษย์ป้องกันภัยในทันที คมดาบจ่อกระชับลำคอแน่นขึ้น "ถอยไปเสีย ไม่งั้นข้าจะเชือดคอตาแก่นี่ทิ้งจริงๆ!"
เว่ยเฉินชะงักฝีเท้าลง ทอดสายตามองลุงเฉาที่ใบหน้าซีดเผือดไร้สีโลหิตทว่ากลับส่งกระแสสายตาอันมั่นคงกลับคืนมาให้ ราวกับ้าจะบอกกล่าวมิให้เขาต้องเป็กังวล
ต้องคิดหาหนทาง...
เว่ยเฉินกวาดสายตามองไปรอบบริเวณอย่างรวดเร็ว พลันสังเกตเห็นก้อนศิลาขนาดเท่ากำปั้นวางอยู่ข้างเท้ามิไกลนัก เขาก้มกายลงคว้าก้อนหินขึ้นมาในเสี้ยววินาที ก่อนจะเหวี่ยงซัดพุ่งเข้าใส่ข้อมือของหัวหน้าโจรที่ถือดาบด้วยความแม่นยำและพละกำลังที่หนุนเสริมด้วยปราณมืด
ปัง!
ก้อนศิลากระแทกเข้าใส่ข้อมือของหัวหน้าโจรอย่างจัง ดาบเล่มโตหลุดจากมือไปในทันที ลุงเฉาฉวยโอกาสในจังหวะนั้นสะบัดตัวหลุดพ้นจากการจับกุม กระโจนหนีออกมาด้านข้างได้สำเร็จ
เว่ยเฉินไม่รอช้า พุ่งทะยานกายเข้าใส่หัวหน้าโจรในทันทีที่อาวุธหลุดลอย หมัดขวาที่เคลือบอาบพลังงานสายมืดกระแทกเข้าใส่ใบหน้าของมันอย่างเต็มแรง
ครืน!
ร่างของหัวหน้าโจรกระเด็นล้มคว่ำลงกับพื้นปฐี สลบไสลไม่ได้สติสมประดี เว่ยเฉินยืนหอบหายใจถี่กระชั้นอยู่ใจกลางวงล้อมของโจรที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งยามนี้ต่างก้าวเท้าถอยหนีแตกกระเจิงด้วยความหวาดกลัวเมื่อได้เห็นผู้นำของตนพ่ายแพ้ย่อยยับต่อหน้าต่อตา
"มัน... มันมิใช่คนธรรมดาแล้ว หนีเร็วเข้า!"
เสียงโจรที่หลงเหลือะโบอกกันก่อนจะพุ่งตัววิ่งหนีหายเข้าป่าลึกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งพวกพ้องที่สลบไสลเอาไว้เื้ั
เว่ยเฉินทรุดกายลงนั่งกองกับพื้นดินในทันทีที่วิกฤตอันตรายผ่านพ้นไป ความทุกข์ทรมานจากรากปราณมืดที่ถูกดึงรั้งมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าะเิปะทุขึ้นมาอย่างเต็มกำลัง ราวกับมีศาสตราวุธคมกริบนับพันเล่มกรีดแทงไปทั่วสรรพางค์กายจากภายใน เขากัดฟันแน่นจนโลหิตซึมไหลออกมาที่มุมปาก สองมือกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
"เว่ยเฉิน! เ้าเป็อย่างไรบ้าง าเ็ตรงไหนหรือไม่!" ลุงเฉารีบวิ่งเข้ามาประคองไหล่ของเขาไว้ทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
"ข้า... ข้ามิเป็ไร" เว่ยเฉินฝืนส่งยิ้มให้ทั้งที่ความเ็ปยังคงรุมเร้าหนัก หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลโทรมทั่วตัว
ลุงเฉามองดูเว่ยเฉินด้วยสายตาที่แปรเปลี่ยนไปจากคราแรก มิใช่เพียงความห่วงใยทว่ายังแฝงไว้ด้วยความตื่นตะลึงและความคลางแคลงใจระคนกัน "พลังทำลายล้างที่เ้าสำแดงออกมาเมื่อครู่นี้... ข้ามิเคยพบพานวิชาปราณในลักษณะนี้มาก่อนเลยในชีวิต แม้จะเคยอยู่รับใช้สำนักใหญ่มาเนิ่นนานหลายสิบปีก็ตามที"
เว่ยเฉินเลือกที่จะนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะอธิบายความจริงอย่างไรให้เข้าใจได้ง่าย เพราะแม้กระทั่งตัวเขาเองก็ยังมิอาจล่วงรู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับพลังประหลาดที่ฝังแน่นอยู่ในทรวงอกนี้เลย
"เอาเถิด หากเ้ายังไม่อยากเล่าขานก็มิเป็ไร" ลุงเฉาสั่นศีรษะเบาๆ ก่อนจะช่วยพยุงร่างของเว่ยเฉินให้ลุกขึ้นยืน "มนุษย์เราทุกคนย่อมมีความลับเฉพาะตัว ข้าเป็หนี้ชีวิตบุญคุณเ้าที่ช่วยปกป้องในวันนี้ นับจากนี้ไปไม่ว่าเ้าจะเดินทางไปที่ใด หาก้าความช่วยเหลือจากข้า เพียงบอกกล่าวมาคำเดียวเท่านั้น"
เว่ยเฉินมองดูลุงเฉาด้วยความรู้สึกอบอุ่นในดวงจิต นี่คือคราแรกนับั้แ่ลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกอันโหดร้ายใบนี้ที่เขาได้ััถึงความปรารถนาดีจากใครสักคน "ขอบพระคุณท่านลุง... ข้าอยากจะขอติดตามท่านเดินทางไปยังสำนักกระบี่ปะาเซียนด้วยได้หรือไม่ ข้าไร้ซึ่งที่พึ่งพิงใดแล้ว และรู้สึกว่าที่แห่งนั้นอาจจะมีคำตอบบางประการที่ข้ากำลังสืบเสาะหาอยู่"
ลุงเฉาพยักหน้ารับคำในทันทีโดยมิลังเล "ได้สิ ขึ้นเกวียนมาเถิด เราจะเดินทางไปถึงเชิงเขาอันเป็ที่ตั้งของสำนักในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้"
เว่ยเฉินปีนกลับขึ้นเกวียนม้าอย่างเชื่องช้า สรรพางค์กายยังคงเ็ปร้าวระบมจากการดึงรั้งพลังงานสายมืดมาใช้เกินขอบเขต ทว่าในจิตใจกลับรู้สึกมั่นคงขึ้นกว่าเก่าก่อน ยามนี้เขามีจุดหมายปลายทางเด่นชัด มีเส้นทางสัญจรที่ต้องก้าวเดินต่อไปแล้ว
ยานพาหนะเริ่มเคลื่อนตัวออกจากช่องเขาที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ มุ่งหน้าต่อไปตามเส้นทางสู่สำนักใหญ่ที่เฝ้ารอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า ดวงทินกรลับเลือนขอบฟ้าไปพร้อมกับแสงสุดท้ายของวัน หลงเหลือไว้เพียงหมู่ดาราที่เริ่มผุดผ่องขึ้นทีละดวงบนผืนนภาอันกว้างใหญ่ไพศาล
เว่ยเฉินเงยหน้าขึ้นมองดูดวงดาวเ่าั้ ในใจหวนนึกถึงคำถามมากมายที่ยังไร้คำตอบ นึกถึงผู้เป็อาจารย์ที่ทรยศหักหลังตน นึกถึงเมล็ดพันธุ์ปราณมืดที่กำลังหยั่งรากลึกลงในร่างกายทีละน้อย และนึกถึงสตรีผู้มีสมญานามว่าธิดา์ผู้ที่เขายังมิเคยได้พบพานหน้าตา
สำนักกระบี่ปะาเซียน... ข้ากำลังเดินทางไปหาความจริงแล้ว