เจียงเจิ้นเทากับเฉียวมู่หลานจ้องอวี๋จิ่นลี่ตาเขม็งด้วยความตะลึงมากทีเดียว แววตาปรากฏความระแวดระวังเป็พิเศษ
นอกจากคู่สามีภรรยาเจียงเจิ้นเทากับลูกชายของพวกเขาที่รู้เื่เขาถูกพิษ ก็มีแต่หมอที่เคยวินิจฉัยอาการรู้เื่นี้ ส่วนคนภายนอกต่างทึกทักกันว่าเพราะพลังพิเศษถูกทำลายจึงเป็เหตุให้สุขภาพของเขาอ่อนแอลง ทว่าหนุ่มน้อยที่อยู่ข้างหน้านี้รู้เื่ได้อย่างไรล่ะ
“เธอ...รู้ได้ยังไง” เจียงเจิ้นเทาถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
หากไม่ใช่เพราะหนุ่มน้อยมีแววตาที่บริสุทธิ์ใสซื่อ เขากับเฉียวมู่หลานก็เกือบจะนึกว่าเขาเป็สายลับที่ศัตรูส่งมาแล้ว
แต่ก็เป็เพราะแบบนี้เขาถึงกลับตะลึงกว่าเดิม แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เขาตะลึงมากกว่าก็คือคำพูดประโยคนั้นของหนุ่มน้อย
พออยู่นี่ อาการคุณลุงจะดีขึ้น
ทุกครั้งที่ได้กลับบ้าน เขาก็จะรู้สึกผ่อนคลายเป็อย่างมาก ทว่าเขานึกมาโดยตลอดว่าเกิดจากการกลับบ้านตนถึงได้ผ่อนคลายลง แล้วมันไม่ใช่เหตุผลนั้นหรือไง
หลังจากความสงสัยนี้ผุดขึ้นในความคิด เจียงเจิ้นเทาก็หัวเราะเยาะเย้ยตัวเองอย่างอดไม่ได้
จะเกิดจากสาเหตุอื่นได้อย่างไรกัน ทุกสิ่งในบ้านนั้นเหมือนกับที่แล้วมา ส่วนเขาถูกพิษมาเป็เวลาพอสมควร หลายปีที่ผ่านมานี้สุขภาพของเขาทรุดลงทุกที ถ้าเกิดว่ามีสิ่งใดในบ้านที่สามารถรักษาเขาได้จริงๆ เขาก็คงหายดีไปตั้งนานแล้ว
อวี๋จิ่นลี่ขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย เขานึกขึ้นมาได้ว่าอาจารย์เคยกำชับนักกำชับหนากับเขาว่าอย่าได้เล่าเื่ที่เขาเห็นชะตากรรมของใครโดยเด็ดขาด
เนื่องจากมนุษย์ไม่ได้มีพลังพิเศษแต่อย่างใด พวกเขาจะกีดกันทุกคนที่ผิดแปลกจากตน ต่อให้เป็ผู้มีเมตตากรุณามาจากไหน พวกเขาก็จะหวาดกลัวอยู่ดี
ส่วนเขาก็ต่างจากมนุษย์มาั้แ่เกิด ถ้าเขาพูดออกไป คนเ่าั้ก็ต้องรู้แน่ๆ ว่าเขาเป็ภูตปีศาจ แล้วคนพวกนั้นจะคร่าชีวิตเขาไหมนะ
อวี๋จิ่นลี่เงยหน้ามองเจียงเจิ้นเทากับเฉียวมู่หลานด้วยความยุ่งยากใจ เขาอยากบอกแต่ห้วงความคิดของเขากลับสะท้อนคำเตือนของอาจารย์ซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งไปกว่านั้นเขายังโกหกคนพวกนี้ไม่ได้อีก
“ผมไม่บอกได้ไหมครับ” พออวี๋จิ่นลี่ถามเสียงอ่อน ใบหน้าซูบผอมของเขาก็ยิ่งทำให้ดวงตาโตๆ ดูกลมกว่าเดิมซ้ำยังมีน้ำฉ่ำวาวอีก จึงพลอยให้ผู้อื่นใจอ่อนโดยไม่รู้ตัว
“พวกเราค่อยว่าเื่นี้ทีหลัง วันนี้เธอเพิ่งมาเป็ครั้งแรก ฉันจะพาเธอไปเดินดูสักหน่อย” เฉียวมู่หลานทนไม่ไหวเป็คนแรก ถึงได้พูดออกมา
ถึงจะไม่รู้ว่าหนุ่มน้อยคนนี้มองออกได้อย่างไรว่าในร่างกายของสามีตนมีพิษอยู่ แต่หนุ่มน้อยก็ไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อพวกเขา ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังมองคนออก
ขณะเดียวกันหนึ่งความหวังเล็กๆ ก็ผุดขึ้นมาในใจของเธอ
ในเมื่ออวี๋จิ่นลี่รู้ได้ว่าในร่างกายของสามีเธอมีพิษอยู่ ถ้าเป็แบบนั้น เขาจะมีวิธีรักษาหรือเปล่า
หมอที่ดีที่สุดจากทั่วโลกต่างวินิจฉัยอาการให้เจียงเจิ้นเทามากันหมดแล้ว น่าเสียดายที่ได้แต่ระงับอาการกำเริบไว้ได้ชั่วคราวแต่กลับไม่มีหนทางรักษาให้หาย ส่วนเธอก็ได้แต่มองดูสามีอาการทรุดลงทุกวันๆ แบบนี้
ตอนแรกเธอคิดว่าเื่นี้เป็เื่ที่ยากจะทนไหวแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่า กลับได้ข่าวร้ายในเื่เดียวกันจากลูกชายอีก
เฉียวมู่หลานคิดว่าตัวเองอาจจะทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
“ได้ครับ เห็นลุงเจียงบอกว่าการมาของผมในครั้งนี้คือการมาแต่งงานกับคุณชายตระกูลของคุณลุงคุณป้า ถ้าผมแต่งกับเขาก็จะอยู่ที่นี่ได้แล้วใช่ไหมครับ” อวี๋จิ่นลี่เอ่ยถามด้วยดวงตาเปล่งประกาย
เมื่อเจียงเจิ้นเทากับเฉียวมู่หลานได้ยินก็ตะลึงอีกครั้ง จนคิดว่าจำนวนครั้งที่พวกเขาตะลึงพรึงเพริดในวันนี้มันมากกว่าที่ผ่านๆ มารวมกันเสียอีก ซึ่งหลักๆ แล้วเป็เพราะหนุ่มน้อยคนนี้พูดจาเหนือความคาดหมายจริงๆ
“เธอคิดจะแต่งงานกับอาเซิ่งงั้นเหรอ” เฉียวมู่หลานถามอย่างไม่แน่ใจ
หรืออวี๋จิ่นลี่เป็พวกคลั่งไคล้อาเซิ่ง แต่ก่อนพวกคลั่งไคล้อาเซิ่งมีอยู่มากมายจริงๆ คนที่อยากจะแต่งเข้าตระกูลเจียงของพวกเขาก็มีมากเป็พิเศษ แต่ว่าหลังจากเกิดเื่ขึ้นมีพวกคลั่งไคล้คนไหนบ้างที่ไม่หนีไปไกลๆ
ขนาดอวี๋จิ่นเซิงรายนั้นที่เคยป่าวประกาศว่าถ้าเกิดคู่สมรสไม่ใช่เจียงม่อเซิ่งจะไม่แต่งด้วยเด็ดขาดก็ยังถอนหมั้นไปเองไม่ใช่หรือ ในสถานการณ์แบบนี้ยังจะมีใครยอมแต่งกับลูกชายของเธออีกล่ะ
“ใช่ครับ” เมื่ออวี๋จิ่นลี่ได้ยินก็พยักหน้าหนักแน่นพลางยิ้มจนตาหยี