พลังศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ขึ้นอยู่กับการกลืนกินและการปลูกฝังิญญาแต่จุดที่แข็งแกร่งที่สุดยังคงเป็ค่ายกล หากค่ายกลถูกใช้งานผู้คนในรัศมีสิบจั้งจะถูกกักขังจนกระทั่งตายลงในที่สุด
ซ่งเิเฉวียนเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์มานานเช่นนี้ แล้วเขาจะไม่รู้ถึงการมีอยู่ของเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์เลยหรืออีกทั้งตอนเผชิญหน้ากับศัตรู ซ่งเิเฉวียนจะเผาผลาญพลังของเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์จนหมดโดยไม่เหลือไว้ป้องกันตัวเองเลยงั้นหรือ
แววตาของฟ่านเสวี่ยหลีฉายแววเย็นเยือกเพราะเขาพบว่าเพลิงสัจธรรมในร่างกายเกิดความปรารถนาจะกลืนกินขึ้น มันอยากจะกลืนกินเข็มทิศนั่น
มันคือการตอบสนองที่พลังศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงมีต่อเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ระดับต่ำ
แต่การจะทำเช่นนั้นอย่างน้อยต้องให้ฟ่านเสวี่ยหลีได้ััเข็มทิศนั่นจึงจะสามารถทำได้
“ผู้าุโซ่งช่างน่าอัศจรรย์จริงๆแต่ข้าเห็นว่าิญญาของาาบัลลังก์ทมิฬยังไม่ยอมจำนน ให้ข้าช่วยดีหรือไม่”ปีศาจตะพาบั์พูดขึ้นมาและเดินเข้าหาซ่งเิเฉวียนทีละก้าวๆ ปีศาจอีกสองตัวก็ลุกขึ้นยืนเช่นกันและแยกกันไปล้อมซ่งเิเฉวียนเป็สามมุมด้วยจิตสังหารที่เปี่ยมล้น
ในเมื่อซ่งเิเฉวียนใช้พลังเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว ตอนนี้จึงไม่มีอะไรต้องกลัวและพวกมันก็มีมติกันแล้วว่าจะแบ่งสิ่งที่ได้มาหลังจากสังหารซ่งเิเฉวียน
เมื่อเห็นปีศาจเหล่านี้กำลังจะก่อปัญหา ฟ่านอินเหวินก็หน้าเปลี่ยนสีขาทั้งสองข้างสั่นเทา ถึงขั้นอยากจะวิ่งหนี
แต่ซ่งเิเฉวียนกลับยิ้มอย่างเย้ยหยันแล้วพูดว่า “มาก็ดี!” จากนั้นเขาก็ประกบมือทำมุทรา
ิญญาเกือบพันที่อยู่โดยรอบพลันแสดงท่าทางดุร้ายและส่งเสียงคำรามกลิ่นอายของกองทัพแห่งความตายคุกรุ่นขึ้น โหมพัดฟ้าดิน อีกทั้งยังส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนนับไม่ถ้วน
ิญญาแต่ตัวตนล้วนเปล่งน้ำตาแห่งิญญาร้ายหลายสิบหยดออกมาราวกับเป็เทพปีศาจไร้เทียมทานที่ออกมาจากแดนใต้พิภพชั้นเก้า
ทันใดนั้นองครักษ์หลายสิบคนที่อยู่โดยรอบลานบูชาก็ถูกโจมตีด้วยน้ำตาแห่งิญญาร้ายหลังจากที่ร่างกายถูกพันธนาการก็เน่าเปื่อย กลายเป็โครงกระดูก และกลายเป็ดวงิญญา
จากนั้นิญญาเ่าั้ก็นำน้ำตาแห่งิญญาร้ายไปล้อมรอบพวกปีศาจตะพาบั์เอาไว้
ตอนนี้ปีศาจตะพาบั์และปีศาจอีกสองตัวยืนแข็งทื่ออยู่กับที่พวกมันมองออกว่าตัวเองไม่สามารถต้านทานน้ำตาแห่งิญญาร้ายมากมายเช่นนี้ได้แน่นอน!
ซ่งเิเฉวียนใช้ิญญาหลอมน้ำตาแห่งิญญาร้ายออกมาอีกทั้งยังหลอมค่ายกลใหญ่ซุ่มซ่อนไว้ที่แห่งนี้ไม่แปลกใจที่เขากล้าใช้พลังของเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่หวั่นเกรง
พวกมันสีหน้าซีดเซียว จะบุกหรือถอยกลับก็ไม่ได้ เพราะไม่สามารถขยับร่างกายได้เลย!
เมื่อเห็นเช่นนี้คุณชายสามฟ่านอินเหวินก็เผยสีหน้ามีความสุขและได้ใจอย่างยิ่งเขาจ้องมองปีศาจตะพาบั์โดยปราศจากความกลัว และยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน
ซ่งเิเฉวียนพึงพอใจกับปฏิกิริยาของปีศาจเหล่านี้ยิ่งแต่เมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วพบว่ายังมีองครักษ์สวมชุดเกราะคนหนึ่งกำลังยืนอย่างเฉยเมยอยู่ด้านหนึ่งเขาจึงตกตะลึงแล้วพูดอย่างเ็าว่า “เ้าเป็ใคร ถึงกล้าแทรกซึมเข้ามาที่นี่”
เขารู้ว่าพลังของเหล่าองครักษ์ที่อยู่ใต้บัญชาตนไม่สามารถหลบการโจมตีของน้ำตาแห่งิญญาร้ายแน่นอน
ฟ่านอินเหวินยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตาและมองออกแล้วว่าอีกฝ่ายคือฟ่านเสวี่ยหลี เมื่อเขานึกถึงเื่ราวที่ตราตรึงอยู่ในใจก็ะโเสียงดังว่า “ฟ่านเสวี่ยหลี คาดไม่ถึงว่าเ้าจะกล้ามาที่นี่! ์มีทางไม่เลือกเดินเ้ากลับเลือกบุกฝ่าหาขุมนรก!”
ต่อให้ฟ่านเสวี่ยหลีสลายกลายเป็เถ้าถ่าน เขาก็จำได้!
เขาแผดเสียงก้องไปเรื่อย ๆ สุดท้ายกลับกลายเป็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งเมื่อคิดว่ากำลังจะสังหารฟ่านเสวี่ยหลีได้ เขาก็มีความสุขอย่างยิ่ง
ฟ่านเสวี่ยหลียืนนิ่งไม่พูดอะไร ตอนนี้เขามีเพลิงสัจธรรมอยู่ในตัวการสังหารทุกคนในนี้หาใช่เื่ยากแต่หลังจากใช้พลังแล้วต้องห้ามมีผู้หลุดรอดไปโดยเด็ดขาด
เมื่อปีศาจตะพาบั์เห็นสีหน้าเช่นนี้ของฟ่านเสวี่ยหลีก็ใจากนั้นก็ส่ายหน้าเย้ยหยัน มันใช้เวลาบ่มเพาะร้อยปีจึงบรรลุถึงจุดนี้ แต่เผชิญหน้ากับน้ำตาแห่งิญญาร้ายยังใจสั่นทว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้กลับไม่กลัวตาย เขาคงบ้าไปแล้ว
ส่วนิญญาของาาบัลลังก์ทมิฬก็สังเกตเห็นว่านี่คือชายหนุ่มที่เคยช่วยเหลือตนตอนที่ตนเป็ขอทานหากไม่ใช่เพราะฟ่านเสวี่ยหลียื่นมือเข้าช่วย เกรงว่าเขาคงจะถูกม้าเหยียบตายแล้วตอนนี้เขาก้มหน้าลงอย่างโศกเศร้า เพราะเขาไม่สามารถช่วยฟ่านเสวี่ยหลีได้อีกต่อไปแล้ว
ขณะเผชิญหน้าต่อการเยาะเย้ยและความลังเลของทุกคนทันใดนั้นฟ่านเสวี่ยหลีก็เดินเข้าหาาาบัลลังก์ทมิฬแล้วพูดว่า “หากข้าช่วยเ้าได้เ้ายินดีนับถือข้าเป็เ้านายหรือไม่”
ฟ่านเสวี่ยหลีมองเห็นสายตาอันแน่วแน่มิยอมจำนนของอีกฝ่ายในเวลาเดียวยังมองเห็นความสิ้นหวังของอีกฝ่าย เขาอยากช่วยเหลืออีกฝ่ายด้วยใจจริงแต่ถ้าทำเช่นนั้น เพลิงสัจธรรมก็จะถูกเปิดเผยซึ่งหากอีกฝ่ายไม่ยอมนับถือตนเป็เ้านาย เขาก็ไม่อาจไว้ชีวิตดวงิญญาของอีกฝ่ายได้
ขอเพียงยอมรับเขาเป็เ้านายจากใจจริงเขาถึงสามารถใช้วิชาหลอมิญญาของปรมาจารย์ปรุงยาเชื่อมต่อจิติญญากับอีกฝ่าย ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถเปิดโปงความลับเพลิงสัจธรรมได้
“เ้าช่วยข้าได้อย่างนั้นหรือ” ิญญาาาบัลลังก์ทมิฬตะลึงและพูดอย่างลังเล
เขาไม่รู้ว่าฟ่านเสวี่ยหลีเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงได้พูดเช่นนี้
ส่วนปีศาจตะพาบั์ก็หัวเราะเย้ยหยันชายหนุ่มผู้นี้ช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เขาคิดว่าตนเป็คนในตระกูลฟ่าน แล้วคนอื่นจะไม่กล้าฆ่าเขาหรืออีกทั้งยังจะกล้าพูดจาโอ้อวดอย่างไร้ยางอายว่าจะช่วยาาบัลลังก์ทมิฬหายนะอยู่ตรงหน้ายังมัวคิดเพ้อเจ้อ การที่ตระกูลฟ่านมีทายาทแบบนี้คงจะตกต่ำลงเรื่อยๆ แล้ว
เมื่อฟ่านอินเหวินได้ยินเช่นนี้ก็ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองความตายอยู่ตรง หน้าฟ่านเสวี่ยหลีกลับกล้าปากเก่งเช่นนี้ เขาทนไม่ไหว พุ่งไปตรงหน้าฟ่านเสวี่ยหลีอย่างเยือกเย็นแล้วพูดอย่างเย้ยหยันว่า“น้องเจ็ดข้าไม่รู้ว่าเหตุใดองครักษ์สี่คนที่อยู่ตรงแม่น้ำเฟยหลิงถึงไม่ได้ฆ่าเ้าแต่ข้าได้ส่งคนอีกกลุ่มหนึ่งไปที่บ้านของเ้าเพื่อพาแม่ของเ้ามาที่นี่เดิมทีอยากจะเอาเืของนางมาเสริมอำนาจให้กับค่ายกลิญญานี้ แต่ในเมื่อเ้าอยู่ที่นี่สิ่งอื่นใดก็ไม่จำเป็แล้ว...”
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายลงมือกับท่านแม่ความโกรธของฟ่านเสวี่ยหลีก็เดือดพล่านทะลวงชั้นฟ้าเขาแทงหอกยาวในมือออกไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล!
เนื้อกายขั้นสี่มีกำลังดั่งกระทิงสี่ตัวยิ่งใหญ่และคงกระพัน
เมื่อฟ่านอินเหวินเห็นฟ่านเสวี่ยหลีดั่งเสือสิงห์ที่รวดเร็วปานสายฟ้าเขาถึงกับใและถอยกลับอย่างเร่งรีบ แต่หอกของฟ่านเสวี่ยหลีรวดเร็วอย่างยิ่งมันแทงเข้าที่หัวของเขา จากนั้นก็วาดลงผ่านติ่งหู ทอดยาวไปจนถึงลำคอ!
เืสาดกระเซ็น!
ฟ่านอินเหวินเปล่งเสียงทุ้มต่ำและล้มลงกับพื้น เขาสูญเสียตบะและพลังในการป้องกันตัวเองไปแล้วเมื่อถูกโจมตีเข้าที่หัวโดยตรงราวสายฟ้าฟาดจนเืสาดนองพื้น จึงชักดิ้นอยู่บนพื้นไม่กี่ครั้งก่อนจะตายอย่างอนาถ
ก่อนตาย เขาคาดไมถึงว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะบรรลุเนื้อกายขั้นสี่แล้วส่วนซ่งเิเฉวียนก็ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเขาเลย
หลังจากที่ฟ่านเสวี่ยหลีสังหารฟ่านอินเหวินเขาก็จดจ้องซ่งเิเฉวียนด้วยสายตาอาฆาต เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่นี้ฟ่านอินเหวินแตะต้องเกล็ดใต้คอัของเขาแล้วหากเกิดอะไรขึ้นกับท่านแม่และน้องสาวเขาก็ไม่เกรงใจที่จะทำให้สถานที่แห่งนี้นองไปด้วยเื
ตอนนี้มีองครักษ์คนหนึ่งวิ่งเข้ามาจากด้านนอกอย่างเร่งรีบและะโเสียงดังจากระยะไกลว่า “เรียนท่านผู้าุโองครักษ์ทั้งหมดที่ส่งไปที่บ้านของฟ่านเสวี่ยหลีตายหมดแล้ว ไม่สามารถจับตัวแม่ของฟ่านเสวี่ยหลีมาได้...”เขายังพูดไม่ทันจบ หมอกดำของค่ายิญญาพลันพัดม้วนและกลืนกินเืเนื้อของเขาไปจนหมดสิ้นและกลายเป็ดวงิญญา
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินเช่นนี้ก็โล่งใจ ดูเหมือนท่านแม่จะปลอดภัยดีเป็ไปได้สูงว่าองค์หญิงิน่าและเซียงหนูคอยช่วยปกป้องอย่างลับๆ
“เนื้อกายขั้นสี่อย่างเ้ายังคิดจะช่วยาาบัลลังก์ทมิฬอย่างนั้นหรือ”ในที่สุดซ่งเิเฉวียนก็เงยหน้าขึ้น และสบตาฟ่านเสวี่ยหลีโดยตรง
สาเหตุที่เมื่อครู่นี้เขาไม่ยอมลงมือเพราะเขาคิดว่าค่ายกลิญญาสมบูรณ์แล้ว ฟ่านอินเหวินจึงไม่มีประโยชน์สำหรับเขาอีกต่อไป
แต่การที่ฟ่านเสวี่ยหลีบรรลุจากเนื้อกายขั้นสามเป็ขั้นสี่ได้ภายในเวลาหนึ่งวันก็เป็เื่ที่ควรค่าแก่การสนใจ
ฟ่านเสวี่ยหลีพูดอย่างเฉยเมยว่า “หากมีสิ่งนี้ด้วยเล่า”เขาแบมือออกเผยให้เห็นเครื่องเงินอย่างพู่ห้อยพัดมรกตมันเปล่งประกายด้วยแสงของัไร้เขาอย่างเจิดจรัส
“พู่ห้อยพัดมรกตอย่างนั้นหรือมันคือสิ่งแทนใจของอาจารย์ปรุงยาสกุลฟาง! เ้ารู้จักกับอาจารย์ฟางหรือ” ในที่สุดซ่งเิเฉวียนก็เผยสีหน้าตกตะลึงอาจารย์ฟางเป็อาจารย์ปรุงยาที่มีชื่อเสียงเลื่องลือแม้แต่คนในเทือกเขาคุนหลุนยังให้ความเคารพนับถือส่วนพู่ห้อยพัดมรกตนี้ก็เป็สิ่งแทนใจของอาจารย์ฟาง
ในเวลาเดียวกันปีศาจตะพาบั์และปีศาจอีกสองตนก็มองหน้ากันอย่างตกตะลึงหากอาจารย์ฟางยอมยื่นมือเข้าช่วย ภูมิหลังของชายหนุ่มผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาแน่
าาบัลลังก์ทมิฬก็พูดกับฟ่านเสวี่ยหลีอย่างอดใจไม่ได้ว่า“สหายน้อยมีจิตใจเมตตากรุณา บุญคุณที่เ้าช่วยชีวิตข้าเมื่อเช้าวันนี้ก็มากเพียงพอแล้วไม่จำเป็ต้องลำบากเพื่อข้าอีก”
เขามองออกถึงความไม่ธรรมดาของฟ่านเสวี่ยหลี แต่แม้จะมีการช่วยเหลือจากอาจารย์ฟางก็ไม่สามารถแก้ปัญหาตรงหน้าได้หากมัวอยู่ที่นี่ต่อไป เขาคงได้ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่แน่
ฟ่านเสวี่ยหลียิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ไม่เป็ไร”
เขาปลดชุดเกราะออกและวางหอกยาวลง แล้วลูบพู่ห้อยพัดมรกตที่อยู่ในมือจากนั้นเขาก็เดินเข้าหาซ่งเิเฉวียนทีละก้าวๆ“ผู้าุโซ่งไม่เชื่อว่าสิ่งนี้เป็ของจริงอย่างนั้นหรือ”
การเคลื่อนไหวของเขาเชื่องช้าอย่างยิ่งปราศจากเสียงลมและจิตสังหาร เพียงเดินอย่างช้าๆจนถึงระยะสามจั้งตรงหน้าซ่งเิเฉวียน