“ขอบคุณรองประมุขที่เชิญพวกเรามาในวันนี้” เมื่อเข้าสู่่สายคณะแสดงดนตรีมาถึงที่ฉางเก๋อหัวหน้าคณะคัดเลือกคนมาเยี่ยมเยือนที่ฉางเก๋อแค่ห้าคนเท่านั้น คงตั้งใจจะให้คนที่มาที่นี่ไปสอนคนในคณะแสดงดนตรีอีกทีกระมัง
“ขอบคุณหัวหน้าคณะที่ตอบรับคำเชิญ เชิญทางนี้” อวิ้นหยางพาแขกของเขาไปที่เรือนดนตรีที่เขามักจะไปนั่งบรรเลงพิณที่นั่น ขึ้นชื่อว่าเป็เรือนเล่นพิณของรองประมุขการตกแต่งย่อมต้องไม่ใช่ธรรมดา แม้ว่าอวิ้นหยางจะชอบความเรียบง่ายมากกว่าก็ตาม
“ที่นี่ราวกับดินแดนของเทพเซียน เพราะฉางเก๋อบรรเลงพิณอยู่ในสถานที่อันงดงามเช่นนี้บทเพลงของพวกท่านถึงได้สวยงามตามไปด้วย”หัวหน้าคณะมองไปรอบๆ ในที่สุดเขาก็ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ด้วยตัวเองไม่ผิดจากข่าวลือเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าใครได้เห็นก็ต้องอิจฉาคนที่นี่
“บทเพลงของฉางเก๋อไม่ได้มีท่วงทำนองที่รุนแรงหรือดุดันดั่งเช่นที่คณะแสดงดนตรีบรรเลงไม่รู้ว่าการแลกเปลี่ยนทักษะหนนี้จะทำให้หัวหน้าคณะพึงพอใจหรือเปล่า” อวิ้นหยางเอ่ยว่ากันตามจริงแล้วทำนองของฉางเก๋อกับทำนองของคณะการแสดงดนตรีนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงที่เมื่อคืนพวกเขาสามารถบรรเลงบทเพลงร่วมกันได้เป็เพราะการปรับท่วงทำนองของตัวเองให้เข้ากับอีกฝ่ายบทเพลงนั้นจึงออกมาไพเราะและประสานท่วงทำนองได้อย่างลงตัว
“หืม?” หัวหน้าคณะทำเสียงสงสัย รองประมุขจึงหันมามองเขามีอะไรอย่างนั้นรึ
“มีอะไรรึ?”
“วันนี้สามีท่านไม่อยู่หรอกรึ?” อวิ้นหยางเกือบจะสะดุดล้มเสียแล้วเมื่อได้ยินคำถามนี้เพราะเมื่อวานคนเยอะมากเกินไปทำให้เขาอธิบายเื่นี้ไม่ได้ จึงยังไม่ได้บอกว่าเขากับแม่ทัพใหญ่นั้นไม่ได้เป็สามีภรรยากัน
เื่นั้น....” แต่ก่อนที่อวิ้นหยางจะทันได้ปฏิเสธในสิ่งที่หัวหน้าคณะการแสดงดนตรีพูดพวกเขาก็กำลังจะเดินผ่านคนกลุ่มหนึ่งที่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ที่ใต้ร่มไม้ ในกลุ่มนั้นมีสองสามีภรรยาสกุลลู่อยู่ด้วย
ใช้โอกาสนี้ตัดขาดกันให้ชัดเจนดีกว่า
“สามีของข้าเป็แม่ทัพ วันนี้จึงต้องไปตรวจตรากองทัพตามหน้าที่จึงไม่อยู่” อวิ้นหยางพูดพลางยิ้ม จงใจให้คนกลุ่มนั้นได้ยินเพื่อบอกว่าตอนนี้สถานะของเขานั้นไม่ได้เป็อะไรกับลู่เฉิงหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับลู่เฉิงอีกแล้วหากอีกฝ่ายยังไม่ยอมเลิกวุ่นวายกับเขาเขาก็จะทำให้สองสามีภรรยาสกุลลู่ต้องกระอักเืตายเพราะความอิจฉาริษยา
หากทนได้ก็ทนไป
“มิน่า ข้าััได้ถึงความดุดันดั่งเช่นนักรบจากเขาที่แท้สามีท่านก็เป็แม่ทัพนี่เอง” หัวหน้าคณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นเล็กน้อยพวกเขาทั้งคู่ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก ไม่ผิดไปจากที่เขามองจริงๆ
“ทำไมก่อนหน้านี้ท่านถึงคิดว่าข้ากับเขาเป็สามีภรรยากันรึ?”อวิ้นหยางเอ่ยถามเื่นี้เขาอยากรู้เป็การส่วนตัวไม่ได้อยากจะทำให้ใครอิจฉา ทำไมถึงคิดว่าพวกเขาเป็สามีภรรยากันแล้วยังบอกอีกด้วยว่าพวกเขาเหมาะสมกันมาก หัวหน้าคณะมองจากตรงไหนอย่างนั้นรึ
“ข้าต้องขออภัยหากคำพูดนี้ไม่ไพเราะนัก ยามที่ข้ามองเห็นท่านและมองเห็นสามีของท่านความรู้สึกแรกที่ข้าััได้คือพวกท่านนั้นแตกต่างกันเกินไป” อวิ้นหยางเลิกคิ้ว แตกต่างกันเกินไปรึ?
“หมายความว่าอย่างไร”
“รองประมุขนั้นดูสุภาพและนุ่มนวล มีกลิ่นอายของความเป็บัณฑิตอย่างเต็มเปี่ยมเป็กลิ่นอายที่ราวกับเป็ดอกไม้ที่บริสุทธิ์ เปรียบเสมือนได้กับสีขาว” หัวหน้าคณะค่อยๆเอ่ยความรู้สึกของตัวเอง ในตอนนั้นสิ่งแรกที่เขาคิดเป็เช่นนี้
“เมื่อข้ามองไปยังผู้ที่อยู่เื้ัท่านข้าััได้ถึงกลิ่นอายของความดุดัน แข็งแกร่ง น่าเกรงขาม ราวกับความมืดอันบริสุทธิ์ที่ไม่มีสิ่งใดมาสั่นคลอนเปรียบเสมือนกับสีดำ” ที่หัวหน้าคณะเปรียบเปรยนั้นเป็ภาพลักษณ์ที่คนส่วนใหญ่ใช้มองฉางหวั่นและฉางเก๋อเพราะฉางหวั่นแต่งกายด้วยชุดเกราะสีดำทมิฬอยู่เสมอภาพลักษณ์ของพวกเขาจึงมักจะอยู่คู่กับสีดำ เช่นเดียวกับฉางเก๋อที่แต่งกายด้วยชุดสีสว่างปักลายปีกกระเรียนสีขาวทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาอยู่คู่กับสีขาว พวกเขาไม่ใช่แค่แตกต่างแต่อยู่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
“แล้วไยท่านจึงบอกว่าพวกเราเหมาะสมกันมาก?”
“เพราะสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามถูกลิขิตมาเพื่อให้เติมเต็มกันและกันมีความมืดย่อมต้องมีแสงสว่าง มีขาวย่อมมีดำ มีชั่วย่อมมีดี พวกท่านเปรียบเสมือนตัวตนที่อยู่กันคนละฝั่งแต่ถูกดึงให้มาเติมเต็มกันและกันและอยู่เคียงคู่ สิ่งที่เหมือนกันจะไร้ซึ่งช่องว่างในการเติมเต็มและทำให้ไร้ซึ่งตัวตนแต่สิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามจะเหลือพื้นที่มากมายให้ได้ใส่ตัวตนของอีกฝ่ายเข้าไป ข้าจึงได้บอกว่าท่านกับสามีของท่านเหมาะสมกันมากท่านเติมเต็มเขา และเขาก็เติมเต็มท่านเช่นเดียวกันความสัมพันธ์ของพวกท่านจึงยากที่จะสั่นคลอนหรือมีผู้ใดมาแทรกกลางได้เพราะความสัมพันธ์ถูกผนึกเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้นแล้ว”หัวหน้าคณะอธิบายอย่างละเอียดอวิ้นหยางชอบในการตีความของหัวหน้าคณะมาก หากคิดตามที่เขาพูดแล้วอวิ้นหยางก็คิดว่าเื่นี้ฟังดูดีมากทีเดียว หากนำไปเขียนเป็บทกลอนแล้วใส่ท่วงทำนองลงไปบทเพลงนั้นคงจะเป็บทเพลงที่ย้อนแย้งแต่ทว่าลงตัวได้อย่างเหมาะสม
ดูเหมือนวันนี้การแลกเปลี่ยนของพวกเขาจะเป็ที่น่าพอใจกับทั้งสองฝ่ายยังไม่ทันจะถึงเรือนดนตรีรองประมุขก็ได้บทเพลงใหม่ขึ้นมาแล้ว
แต่บทเพลงนี้ค่อนข้างจะพิเศษอยู่สักหน่อย เขาต้องใช้เวลาเพื่อขัดเกลาเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
“ข้าไม่เคยฟังคำพูดใดที่ทำให้รู้สึกดีเช่นนี้มาก่อน ที่แท้ข้ากับสามีเข้ากันได้เพราะพวกเราแตกต่างกันมากนี่เอง”อวิ้นหยางเองก็รู้สึกว่าพวกเขาแตกต่างกันมาก แต่กลับไม่รู้สึกถึงระยะห่างของความแตกต่างนั้นเพราะความแตกต่างของพวกเขาถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่พวกเขาขาดไปของกันและกัน
หากแม่ทัพใหญ่รู้เื่นี้น่าสงสัยเสียจริงว่าเขาจะแสดงสีหน้าออกมาอย่างไร
แต่คงจะไม่ได้รู้สึกแย่กับเื่นี้หรอกกระมัง
“เป็ความแตกต่างที่ลงตัวยิ่ง ข้าได้พบพวกท่านแวบแรกยังรู้สึกว่าสิ่งนี้แหละที่จะทำให้การบรรเลงดนตรีของข้าไพเราะยิ่งขึ้น”เรียกได้ว่าเป็แรงบันดาลใจที่หาได้ยากมาก หัวหน้าคณะรู้สึกเสียใจยิ่งนักที่ไม่สามารถทาบทามรองประมุขมาร่วมเป็ส่วนหนึ่งในคณะการแสดงดนตรีได้หากเขาเป็คนธรรมดาทั่วไปหัวหน้าคณะคงจะไม่รีรอที่จะทาบทามเขาแต่นี่เขาเป็ถึงรองประมุขของสำนักบรรเลงพิณที่เก่งกาจที่สุดในยุทธภพ คณะดนตรีเล็กๆจะเหมาะสมกับเขาได้อย่างไร
“ดูเหมือนวันนี้เราจะได้แลกเปลี่ยนทักษะกันถูกคอเสียแล้ว”รองประมุขได้สหายที่พูดคุยเื่ดนตรีมาเพิ่มอีกคนแล้วหรือควรจะใช้โอกาสนี้ทาบทามหัวหน้าคณะให้อยู่ที่ฉางเก๋อดีนะ
ในขณะที่รองประมุขของฉางเก๋อกำลังสนุกสนานไปกับการพูดคุยเื่ดนตรีกับหัวหน้าคณะที่ฉางหวั่นเองก็กำลังเกิดเื่แปลกขึ้น รองแม่ทัพยืนอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะของแม่ทัพใหญ่ที่บัดนี้กำลังทำอะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็น
ไม่รู้ว่าแม่ทัพใหญ่นึกอย่างไรถึงได้สั่งให้เอาพิณกับตำราเกี่ยวกับการบรรเลงพิณมาให้แล้วนั่งศึกษาอยู่เช่นนี้มาั้แ่เช้ายกเื่การฝึกมาให้รองแม่ทัพเป็คนจัดการแทนในวันนี้และตอนนี้การฝึกซ้อมในตอนเช้าก็ได้เสร็จสิ้นเป็ที่เรียบร้อยแล้วรองแม่ทัพจึงมารายงานให้แม่ทัพใหญ่ทราบ
“แม่ทัพใหญ่ การฝึกซ้อมในตอนเช้าเรียบร้อยแล้วขอรับ”
“อืม วันนี้ต้องรบกวนเ้าแล้ว” ปกติลี่ฮุ่ยซิ่วจะไปดูเื่การฝึกของกองทัพด้วยตัวเองแต่วันนี้เขามีอะไรให้ต้องทำจึงให้รองแม่ทัพไปทำหน้าที่แทน
นั่นคือนั่งศึกษาตำราเกี่ยวกับการบรรเลงพิณแล้วเอาพิณมานั่งเล่นอย่างจริงจังอย่างไร
ถึงลี่ฮุ่ยซิ่วจะเป็ชายชาตินักรบแต่เื่ดนตรีก็พอจะเล่นได้บ้างหรืออย่างน้อยก็เล่นได้สักทำนองหรือสองทำนองแล้วแต่ความยากง่ายหลังจากที่เมื่อวานเขาไปชมการแสดงดนตรีกับรองประมุขเขาก็คิดว่าควรจะรู้เื่การบรรเลงพิณเอาไว้ให้มากๆเสียหน่อย
รองประมุขยังพยายามคัดลอกตำราเกี่ยวกับาส่งมาให้เขาเช่นนั้นเขาจะให้รองประมุขเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไร
“นึกยังไงถึงสนใจเื่ดนตรีหรือขอรับ” รองแม่ทัพอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม ทำไมแม่ทัพใหญ่ถึงได้สนใจเื่ดนตรีขึ้นมาแล้วยังเจาะจงเป็กู่ฉินเจ็ดสายโดยเฉพาะด้วย
กู่ฉินเจ็ดสายนับว่าเป็เครื่องดนตรีที่เล่นได้ยากที่สุดในหมู่เครื่องดนตรีประเภทสายหรืออาจจะเป็เครื่องดนตรีที่เล่นได้ยากที่สุดในแผ่นดินเลยก็ได้ที่รองแม่ทัพเคยเห็นก็มีแต่คนของฉางเก๋อที่เล่นเครื่องดนตรีนี้ได้อย่างชำนาญหากแม่ทัพใหญ่สนใจเครื่องดนตรีนี้ไยไม่ขอให้ราชครูเป็ผู้สอนให้เล่า
“ข้ารู้สึกว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้มีเสน่ห์ดี พอได้เล่นแล้วเหมือนคุณชายเ้าสำราญที่ใฝ่หาเพียงเสียงดนตรีมาปลอบประโลมจิตใจ”รองแม่ทัพเกือบจะลื่นพรืดกับคำพูดนั้น แม่ทัพใหญ่เป็อะไรไปฟังดนตรีมากไปจนซึมซับความเป็คุณชายเ้าสำราญไปแล้วจริงๆรึ
“เอ่อ...แม่ทัพใหญ่....”
“ข้าล้อเล่นน่ะ” ลี่ฮุ่ยซิ่วหัวเราะรองแม่ทัพอยากจะบอกเหลือเกินว่าเขาไม่รู้สึกขำด้วยเลยนึกว่าแผ่นดินเกิดพลิกตาลปัตรแล้ว
หรือว่าแม่ทัพใหญ่กำลังมีรักจริงๆ
“แม่ทัพใหญ่ หรือว่าท่านกำลังมีรักกับแม่นางน้อยที่ชื่นชอบเครื่องดนตรีนี้หรือขอรับ”
“มีรักคงจะยังไม่ใช่ แต่หากเป็ความปลื้มใจล่ะก็ไม่แน่”
“…...” รองแม่ทัพมองคนที่กำลังลูบกู่ฉินเจ็ดสายก่อนจะดีดเบาๆเป็ท่วงทำนองหนึ่งภายในใจของรองแม่ทัพกำลังมีความคิดหลากหลายอย่างปะปนกันและกำลังตีกันไปมา
แม่ทัพใหญ่กำลังปลาบปลื้มแม่นางน้อยบางคนที่ชื่นชอบในเครื่องดนตรีชนิดนี้จึงอยากจะศึกษาเกี่ยวกับการเล่นเครื่องดนตรีนี้เพื่อให้นางประทับใจ?
“กำลังล้อเล่นหรือขอรับ?”
“อีกอย่าง ไม่ใช่แม่นางน้อย แต่เป็คุณชายน้อย” แม่ทัพใหญ่แก้ มือหนาดีดพิณนั้นด้วยทำนองที่เขารู้จักแม้จะฟังดูไม่ค่อยรื่นหูนักแต่ก็พอใช้ได้ เอาไว้ให้รองประมุขเล่นให้ฟังดีกว่า
รองแม่ทัพรู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างตีเข้าที่หัวจนมึน นี่แม่ทัพใหญ่ไปหลงใหลได้ปลื้มคุณชายน้อยจากที่ไหนกัน
แล้วแม่ทัพใหญ่มีรสนิยมชอบคนอายุน้อยกว่า?
แต่ว่า คุณชายน้อยผู้นั้นชอบกู่ฉินเจ็ดสาย แล้วแม่ทัพใหญ่ก็ยังเอากู่ฉินกับตำราว่าด้วยการบรรเลงพิณมาศึกษาแล้วเมื่อวานก็ยังไปงานชมการแสดงดนตรีที่เมืองหลวงผู้ที่จะสนใจในเื่ดนตรีถึงขนาดนี้ก็ไม่น่าจะมีที่ไหนอีก....
เป็คนของฉางเก๋อรึ
แต่ฉางเก๋อมีคุณชายน้อยที่แม่ทัพใหญ่ถูกใจด้วยรึแล้วนี่แม่ทัพใหญ่ไปเจออีกฝ่ายได้อย่างไร เขาเป็ใครคนที่อายุน้อยกว่าแม่ทัพใหญ่ในฉางเก๋อมีไม่มาก ไม่แน่ว่าอาจจะสืบได้ก็ได้ว่าเป็ใครไม่สิ หรือว่าแม่ทัพใหญ่กำลังล้อเล่นอยู่กัน
“ล้อเล่นอีกแล้วหรือขอรับ” เพื่อความมั่นใจต้องเอ่ยถามก่อนว่าครั้งนี้เื่จริงหรือแค่ล้อเล่นลี่ฮุ่ยซิ่วกระตุกยิ้มเบาๆแล้วหันไปสนใจเครื่องดนตรีในมือต่อให้รองแม่ทัพคิดฟุ้งซ่านไปคนเดียว ที่ลี่ฮุ่ยซิ่วเอาเครื่องดนตรีมาศึกษาเป็เพราะเขารู้สึกไม่ดีเท่าไหร่นัก
รู้สึกไม่ดีที่ได้เห็นสีหน้าที่ผิดหวังของอวิ้นหยาง
ในยามที่รองประมุขเอ่ยว่าไม่มีใครเข้าใจความหมายในบทเพลงที่เขาบรรเลง นอกจากคำว่าไพเราะแล้วเขาก็ไม่ได้คำพูดอื่นใดที่จะช่วยให้เขารู้สึกดีแม้อวิ้นหยางจะบอกว่าอยากให้ลี่ฮุ่ยซิ่วฟังดนตรีด้วยความไพเราะและชื่นชอบในบทเพลงนั้นก็พอแต่ลี่ฮุ่ยซิ่วก็มองออกว่ารองประมุขอยากมีใครสักคนที่เข้าใจในความหมายของบทเพลงที่เขาบรรเลงไม่ว่าใครก็อยากให้มีคนเข้าใจในการกระทำของตัวเองกันทั้งนั้น
เพราะไม่อยากเห็นสีหน้าที่ผิดหวังนั้นแม่ทัพใหญ่จึงเอาตำราเหล่านี้มาศึกษา รวมถึงบทเพลงหลายอย่างที่มีความหมายแอบแฝงหรือการสังเกตความหมายที่อยู่ในบทเพลงเขามีเวลาในการศึกษาเื่นี้ไม่มากเพราะอีกไม่นานเขาก็ต้องไปที่เมืองหลวงเพื่อฝึกซ้อมการรบให้กับกองทัพหลวงแล้วจะต้องยุ่งมากเวลาที่จะมาศึกษาเื่นี้จึงไม่มี ่ที่ยังพอมีเวลาเขาก็ต้องเต็มที่กับการเรียนรู้เื่นี้ให้มากที่สุด
หากเข้าใจความหมายของบทเพลงนั้น รองประมุขจะมีสีหน้าที่ดีใจขนาดไหนกันนะ
ลี่ฮุ่ยซิ่วบอกกับตัวเองว่าเขาอยากเห็นสีหน้านั้น
ระหว่างที่นั่งดีดพิณแม่ทัพใหญ่ก็อ่านตำราที่วางกองกันอยู่ข้างๆไปด้วยตกเย็นก็ไปเดินที่ในเมืองเพื่อไปฟังดนตรีตามโรงละครแน่นอนว่าก็แวะไปที่หอนางโลมเล็กน้อยเพื่อฟังเหล่าสตรีที่งดงามนั้นขับร้องบทเพลง
กระนั้นแม่ทัพใหญ่ก็รู้สึกว่าบทเพลงที่ได้ฟังตามในเมืองไม่เหมือนกับที่อวิ้นหยางบรรเลงในวันนั้นบทเพลงของอวิ้นหยางมีอะไรที่มากกว่า ทั้งท่วงทำนอง การบรรเลง ความสูงต่ำของจังหวะ หรือแม้กระทั่งความรู้สึก
รองประมุขเคยบอกว่าการบรรเลงเพลงของเขานั้นซับซ้อนยากที่จะมีคนเข้าใจความหมายบทเพลงที่หาฟังได้ทั่วไปภายในเมืองคงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีในการฝึกทักษะทางด้านดนตรีของแม่ทัพใหญ่
หากอยากจะเข้าใจบทเพลงที่รองประมุขบรรเลง ก็ต้องฟังบทเพลงของเขาจนจำได้ขึ้นใจถึงจะถูก
แต่รองประมุขบอกว่าเขาไม่ได้บรรเลงเพลงให้ใครฟังเท่าไหร่นักแม่ทัพใหญ่ก็ไม่อยากรบเร้าให้เขาเล่นให้ฟัง หรือว่าลี่ฮุ่ยซิ่วจะรีบร้อนเกินไปเื่นี้ควรจะค่อยเป็ค่อยไปมากกว่าอย่างนั้นรึ
“โอ้ แม่ทัพใหญ่มิใช่หรือนั่น” ร่างสูงหันไปมองตามเสียงเขาจำชายสูงวัยผู้นี้ได้เพราะมักจะเอาแร่และโลหะหลายอย่างไปส่งให้ที่ฉางหวั่นเสมอแล้วยังคุณภาพดีมาก ไม่เจอหน้าเสียหลายวันทีเดียว
“เถ้าแก่” แม่ทัพใหญ่เดินมาที่ร้านที่ชายสูงวัยยืนอยู่วันนี้มีแร่ดีๆมาขายให้อย่างนั้นรึ
“แม่ทัพใหญ่มาพอดี ข้ามีสิ่งหนึ่งจะให้ท่านดู” มือที่เหี่ยวย่นกวักเรียกแม่ทัพใหญ่ให้ไปดูใกล้ๆ ลี่ฮุ่ยซิ่วก็เดินไปดูตามคำเชิญนั้นภายในถุงแร่มีสิ่งหนึ่งที่สะท้อนเข้ากับดวงตาสีทอง แม่ทัพใหญ่เลิกคิ้ว
“สิ่งนี้คือ?”
“เป็แร่หยกบริสุทธิ์ขอรับ แร่นี้หายากมากกว่าจะได้มานั้นไม่ง่ายเลย” ภายในถุงแร่นั้นมีแร่หยกสีเขียวสว่างดูแล้วคล้ายกับหยกมรกตที่หาได้ตามท้องตลาดทั่วไปลี่ฮุ่ยซิ่วไม่เคยเห็นแร่ชนิดนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าเอาไปทำสิ่งใดได้บ้าง
“สิ่งนี้มีไว้ทำอะไรรึ” หากแร่ชนิดนี้ใช้สร้างอาวุธไม่ได้ฉางหวั่นก็จะไม่รับซื้อเพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่การที่เถ้าแก้ร้านขายแร่เรียกเขามาดูเช่นนี้แปลว่าสิ่งนี้ใช้สร้างอาวุธได้อย่างนั้นรึ
“ปกติแล้วสิ่งนี้ใช้สร้างอาวุธไม่ได้หรอกขอรับแต่ใช้สร้างสิ่งหนึ่งได้”
“สิ่งหนึ่ง?”
“พิณขอรับ” แม่ทัพใหญ่ชะงัก สิ่งนี้เอาไว้สร้างพิณอย่างนั้นรึ
“พิณ? เหมือนที่ฉางเก๋อใช้หรือเปล่า” ไม่รู้ทำไมลี่ฮุ่ยซิ่วถึงได้นึกเื่นี้ขึ้นมาได้ หากสิ่งนี้ใช้สร้างพิณได้เช่นนั้นก็นับว่าเป็ของที่มีค่าไม่ใช่หรอกรึ
“ขอรับ แร่หยกมรกตนี้ฉางเก๋อหรือผู้ที่สร้างเครื่องดนตรีมักจะนำไปใช้สร้างพิณหรือเครื่องสายเดิมทีข้าคิดจะขายให้กับคนของฉางเก๋อแต่ปริมาณนั้นน้อยเกินไปที่จะเอาไปสร้างเครื่องดนตรี แม่ทัพใหญ่คงจะรู้จักกับคนของฉางเก๋ออยู่บ้างข้าจึงอยากจะยกแร่นี้ให้ท่านน่ะขอรับ” เถ้าแก่อธิบายให้ฟังมือหนาคว้าถุงเงินขึ้นมาอย่างไม่รีรอ ปริมาณจะมากจะน้อยเขาไม่สนแค่สิ่งนี้เป็ประโยชน์เท่านั้นก็พอแล้ว
“เถ้าแก่ไม่ต้องเกรงใจ ข้าซื้อแร่หยกนี่ท่านมีเท่าไหร่เอามาให้ข้าทั้งหมดเลย”
“จะซื้อหรือขอรับ” เถ้าแก่เลิกคิ้วแม่ทัพใหญ่จะซื้อไปทำไม เขากะจะให้แร่นี้กับแม่ทัพใหญ่โดยไม่คิดเงินเพราะปริมาณในการซื้อขายมันน้อยเกินไปแม่ทัพใหญ่จะเสียเปรียบเอาได้
“อืม ข้าซื้อทั้งหมดที่ท่านมี ข้าจะเอาไปให้คนผู้หนึ่ง”ลี่ฮุ่ยซิ่วรู้สึกว่าเขาจะต้องซื้อแร่นี้ไป ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแต่มันก็เป็ของฝากที่ดีในการไปเยือนที่เมืองหลวงหนหน้า
“ปริมาณแร่ไม่พอที่จะสร้างเครื่องดนตรีแต่หากเป็การซ่อมแซมเล่า ได้หรือไม่?”
“ได้ขอรับ แร่นี้มีพอที่จะซ่อมเครื่องดนตรีได้หลายชิ้นทีเดียวแม่ทัพใหญ่จะซื้อไปฝากสหายรึ?” บอกว่าจะเอาไปให้คนผู้หนึ่งหรือว่าจะเป็สหายจากฉางเก๋ออย่างนั้นรึ
“ทำนองนั้น” แม่ทัพใหญ่ไม่ได้บอกว่าจะซื้อไปให้ใครเถ้าแก่จัดแจงนำถุงแร่ที่มีเพียงสองถุงไปห้อยไว้ที่ม้าของแม่ทัพใหญ่วันนี้แม่ทัพใหญ่คงมาตรวจตราอะไรกระมัง ั้แ่สมัยยังเป็รองแม่ทัพแล้วที่เขาทำเช่นนี้ชาวบ้านเห็นกันจนชินตาแต่หลังจากที่ได้ขึ้นเป็แม่ทัพแล้วชาวบ้านก็ต้องบอกให้เพลาๆการลาดตระเวนลงเสียหน่อยแม่ทัพใหญ่มาลาดตระเวนด้วยตัวเองเช่นนี้ชาวบ้านตื่นใกันหมด ดังนั้นหนึ่งเดือนหรือสองเดือนครั้งที่จะเห็นลี่ฮุ่ยซิ่วออกมาเดินที่ในเมือง
“เรียบร้อยแล้วขอรับ” เถ้าแก่หันมาบอกถึงแร่นั้นจะน้อยไปเสียหน่อยแต่ก็นับว่ามีค่ามากสำหรับฉางเก๋อ พวกเขาคงจะเอาไปทำอะไรได้มากกว่าที่พ่อค้าแร่อย่างเถ้าแก่เห็นกระมัง
“ขอบคุณเถ้าแก่มาก” ลี่ฮุ่ยซิ่วพยักหน้าให้กับเถ้าแก่ก่อนจะเดินจูงม้าเดินจากไปเถ้าแก่มองตาม เฮ้อน่าเสียดายเสียจริงที่คนหนุ่มอายุไม่เท่าไหร่อย่างแม่ทัพใหญ่ต้องเป็โสดอยู่เช่นนี้หากเถ้าแก่มีลูกสาวคงจะรีบยกให้กับแม่ทัพใหญ่ไปแล้วไม่รู้เมื่อไหร่ใครจะได้เป็ฮูหยินของแม่ทัพใหญ่คนนี้
แต่หากมีข่าวดีนั้นเมื่อไหร่ชาวเมืองจะพร้อมใจกันปิดเมืองเพื่อฉลองเลยทีเดียว
ลี่ฮุ่ยซิ่วมองถุงแร่ที่ห้อยอยู่ข้างม้าหากแร่นี้สามารถช่วยซ่อมเครื่องดนตรีได้จริงก็นับว่าเขาโชคดีแล้วที่ได้มาเจอมัน ลี่ฮุ่ยซิ่วไม่ได้สันทัดเื่เครื่องดนตรีแต่เสียงพิณเมื่อคืนเขารู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆการบรรเลงลื่นไหลได้ดีก็จริงแต่เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่มันขัดๆอยู่คงจะเพราะได้เสียงดนตรีของคณะแสดงดนตรีช่วยปกปิดความผิดปกตินั้นเอาไว้ทำให้คนฟังไม่สังเกตเห็นบางทีลี่ฮุ่ยซิ่วอาจจะคิดไปเอง แต่ปรึกษาเื่นี้กับรองประมุขเอาเสียหน่อยดีกว่า
ดวงตาสีทองเงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนจะมองไปยังร้านขนมที่อยู่ไม่ไกล เห็นทีเขาต้องใช้เวลาสักวันเพื่อทำขนมอร่อยๆไปให้รองประมุขเสียแล้วก่อนวันเดินทัพไปที่เมืองหลวงสักวันก็แล้วกัน
“น่าเสียดายที่วันนี้สามีท่านไม่อยู่มิเช่นนั้นคงได้ฟังการบรรเลงพิณของท่านในวันนี้” เมื่อค่ำคืนมาถึงอวิ้นหยางและหัวหน้าคณะแสดงดนตรีอยู่แลกเปลี่ยนทักษะกันจนถึงดึกการพูดคุยระหว่างพวกเขาวันนี้เป็ไปได้ดีมาก อวิ้นหยางสามารถแต่งบทเพลงออกมาได้สองบทเพลงในวันเดียวนี่สิถึงจะเรียกว่าเป็การแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ากับทั้งสองฝ่ายเพราะทางหัวหน้าคณะเองก็ได้วิธีบรรเลงเพลงแนวใหม่กลับไป
อยู่กับคนที่มีความสามารถก็มีแต่จะทำให้ความสามารถก้าวหน้าขึ้น
“ให้ข้าได้ขัดเกลาบทเพลงนี้เพิ่มอีกสักนิดหาโอกาสพิเศษสักหน่อยข้าค่อยจะเล่นเพลงนี้ให้เขาฟัง” อวิ้นหยางเอ่ยบอกเพลงที่แต่งขึ้นวันนี้เขาคงจะไม่ได้เล่นให้แม่ทัพใหญ่ฟังหรอกแต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาไม่ได้ปฏิเสธเื่ที่เขากับแม่ทัพใหญ่เป็สามีภรรยากันหัวหน้าคณะจึงยังเข้าใจผิดอยู่เช่นนี้
จะแก้ตัวตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว
“น่าเสียดายที่ข้าอยู่ที่ชิงหลงได้ไม่นานอีกสองวันก็ต้องออกเดินทางแล้ว ได้เจอสหายที่พูดคุยเื่ดนตรีถูกคอเช่นนี้แต่กลับต้องจากลาภายในเวลาอันสั้นข้ารู้สึกเสียดายนัก” หัวหน้าคณะโอดครวญ เขาไม่อยากจะให้วันออกเดินทางของพวกเขามาถึงเลย
“ท่านสามารถส่งสารมาถึงข้าได้ทุกเมื่อหากแวะมาที่ชิงหลงข้าจะเลี้ยงชาท่านเอง” ได้เจอสหายที่พูดคุยเื่ดนตรีถูกคอเช่นนี้อวิ้นหยางย่อมต้องรักษาเอาไว้ให้นานๆ วันว่างๆหากเขาแวะมาที่ชิงหลงอวิ้นหยางจะเชิญเขามาดื่มชาที่เรือนจากนั้นก็พูดคุยเื่ดนตรีกันตลอดทั้งวัน น่าสนุกจริงเชียว
“ข้าอยากย้ายมาอยู่ที่ชิงหลงเสียจริงไม่ว่าอะไรก็เจริญตาไปเสียหมด ทั้งการเมืองการปกครองศาสตร์ของดนตรีที่ก้าวหน้ายิ่งกว่าที่ไหน ไหนจะผู้คนที่เป็มิตรเช่นนี้อีก”
“หากท่านแก่ตัวลงแล้วอยากจะมาลงหลักปักฐานที่ชิงหลงข้าจะช่วยหาที่ดีๆให้ท่านดีหรือไม่ข้าเองก็วางแผนบั้นปลายเอาไว้ว่าจะไปใช้ชีวิตอย่างสงบๆหากเราได้เป็เพื่อนบ้านกันคงจะดีไม่น้อย” พวกเขาคงจะเป็คนแก่ที่เอาแต่พูดเื่ดนตรีอยู่ทั้งวันกระมังแต่เื่นี้นับว่าน่าสนใจ ไม่ควรปล่อยผ่านเมื่อถึงเวลา
“น่าสนใจ เราจะเป็คนแก่ที่วันๆเอาแต่เอ่ยถึงบทเพลงเครื่องดนตรี สอนลูกน้อยให้บรรเลงบทเพลง ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะได้ก่อตั้งคณะดนตรีขึ้นมาใหม่ก็ได้” ความคิดนี้ไม่เลวทีเดียว ระหว่างนี้เขียนบทเพลงที่เอาไว้ใช้ในการแสดงล่วงหน้าเลยเป็อย่างไร
“ความคิดนี้ไม่เลว” พวกเขาหัวเราะั้แ่เช้าแล้วที่พวกเขาพูดกันไม่หยุดแล้วถกประเด็นเื่ดนตรีด้วยกันอย่างมากมายการแลกเปลี่ยนความเห็นวันนี้คุ้มค่ายิ่งกว่าไปนั่งเรียนในสำนักดนตรีตลอดทั้งเดือนเสียอีก
เพราะตอนนี้ตะวันตกดินไปแล้ว รองประมุขจึงเชิญหัวหน้าคณะและผู้ติดตามร่วมทานมื้อเย็นด้วยกันทำให้พวกเขาได้พูดคุยเื่ดนตรีกันต่ออีกนิดหน่อย หลังจากที่ได้พูดคุยจนพอใจแล้วอวิ้นหยางก็ให้คนนำรถม้าไปส่งพวกเขาที่คณะการแสดงดนตรีเมื่อส่งแขกเรียบร้อยก็ได้เวลาพักผ่อนของอวิ้นหยางแล้ว
พรุ่งนี้จะได้เริ่มปักผ้าเช็ดหน้าเสียที