มีคู่ศัตรูคู่แข่งอยู่รอบด้านเราต้องกำหนดกลยุทธ์ วางแผน โจมตี ตั้งรับ เพื่อชิงความได้เปรียบกับฝ่ายตรงข้ามไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่ประสบความสำเร็จศาสตร์ทุกแขนงควรทำการศึกษาและนำมาประยุกต์ปรับใช้กับการทำงานเพื่อให้ผลสำเร็จเกิดขึ้นตามมาเ้าชื่นชอบการอ่านตำราแต่อ่อนด้อยประสบการณ์ ยังไม่เข้าใจท่องแท้หรอกกระมัง”
ในน้ำเสียงนั้นคล้ายดูแคลนอยู่หลายส่วนแต่จางฟางซินกลับพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยนางยื่นมือไปรับน้ำชาอย่างระวังไม่ให้หกใส่ตำราพิชัยยุทธที่เขาให้นางหยิบยืมมาอ่าน
“ข้าก็เคยคิดอยู่ว่ากลยุทธการศึกเหล่านี้ หากศึกษาให้เข้าใจถึงแก่นแท้เราย่อมสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้ในชีวิตประจำวันได้”
“เช่น?”
“การค้าอย่างไรเล่า”นางยื่นหน้าไปหาเขา “หากเราจะทำการค้าก็ต้องเรียนรู้ว่าคู่แข่งเป็ใคร จุดเด่นจุดอ่อนคืออะไร ทำเลที่ตั้งของร้านก็เหมือนชัยภูมิในการทำศึกท่านว่าข้าพูดถูกหรือไม่เล่า”
หลัวหลิวหยางหัวเราะในลำคอแล้วพยักหน้ารับ“เื่นี้ข้าเห็นด้วย”
“ลักษณะชัยภูมิสำหรับทำศึกมีส่วนสำคัญไม่น้อยไปกว่าการจัดกระบวนทัพความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นอยู่กับการสภาพภูมิประเทศเปรียบได้กับการกำหนดพื้นที่ตั้งร้านค้าพื้นที่ดีย่อมหนุนนำให้กิจการไปในทิศทางที่ดีวันนี้ข้าจะได้เห็นชัยภูมิชายแดนตะวันออกด้วยตาตัวเองแล้ว”
นางอดมองไปทางหน้าต่างไม่ได้
ทั้งสองอยู่ในรถม้าหรูหราหลัวหลิวหยางจำไม่ได้เลยว่าตนเองนั่งอยู่ในรถม้าเช่นนี้เมื่อไหร่กันหากไม่เพราะเขา้านั่งเป็เพื่อนจางฟางซิน พานางไปดู ‘ชัยภูมิ’ที่นางร้องขอ และเพราะเท้านางเจ็บและนางกลัวที่จะขี่ม้าเพียงคนเดียวเขาจึงยอมนั่งในรถม้ามาเป็เพื่อนนาง แต่ว่ากันจริง เขาไม่เคยรู้ว่าตนเองมีรถม้าหรูหราเช่นนี้ด้วยซ้ำปกติเขามีเพียงอาชาคู่ใจจึงไม่ได้สนใจเื่เหล่านี้ และที่สำคัญที่สุด การนั่งคุยกับนางก็ไม่ได้น่าเบื่อนัก
รถม้าหยุดเมื่อถึงที่หมายแล้ว หลัวหลิวหยางที่เอกเขนกอยู่ขยับกายด้วยท่าทีเกียจคร้านทำเอาจางฟานซินจ้องมองอย่างประหลาดใจ
“ทำไมรึ”เขาเอ่ยถามพลางเคลื่อนกายลงจากรถไปก่อนแล้วหมุนตัวมารอนางที่ค่อยๆขยับเท้าที่เจ็บมาที่ทางรถลง
“ข้าคิดว่าสีหน้าท่านคงมีสีหน้าเดียว”
นางหลุบตามองความสูงของรถม้าและพื้นดินตอนที่ขึ้นรถม้ามามีเสี่ยวจิ้งช่วยพยุงแรกทีเดียวนางเข้าใจว่าหลัวหลิวหยางจะควบม้าแยกไปต่างหากไม่คิดว่าเขาจะพลิกกายเข้ามานั่งรถม้าเดียวกับนางและขับไล่มิให้สาวใช้ติดตามมาด้วย
“ข้าก็เป็เช่นคนทั่วไป”เขาไหวไหล่เล็กน้อย ยื่นมือไปตรงหน้า “มาสิ”
ท่าทางของเขาทำเหมือนนางเป็สหายผู้หนึ่งจางฟางซินฝืนสงบใจให้นิ่งเป็นางที่หลงใหลชื่นชมเขาอยู่ฝ่ายเดียวจะให้เขามีปฏิกิริยาต่อนางเป็อื่นได้อย่างไรแค่เขาไม่ผลักไสนางก็นับว่าดีมากแล้ว คิดได้ดังนั้นแล้ว นางจึงค่อยๆ ขยับตัวช้าๆวางมือลงบนใหญ่ของเขา ไม่รู้ว่านางชักช้าไม่ทันใจเขาหรือไรมือเล็กของจางฟานซินถูกดึงไปให้โอบลำคอของเขา ร่างของนางผวาเข้าไปในแผ่นอกแกร่งยังไม่ทันกะพริบตาร่างของนางก็ถูกเขาอุ้มไว้เรียบร้อยแล้ว
“เอ่อ...”
“เท้าของเ้าเจ็บ” หลัวหลิวหยางอุ้มนางเดินออกมา ไม่ได้สนใจสายตาของทหารที่ติดตามเขามาด้วยทุกคนต่างอ้าปากค้างไม่คิดว่าแม่ทัพที่ชื่อเสียงโเี้จะใส่ใจสตรีผู้หนึ่งถึงเพียงนี้
“ท่านจำเป็ต้องทำถึงเพียงนี้?”นางถามเขาเสียงเบาลอบกวาดตามองเห็นอาการแตกตื่นของบรรดาทหารที่ติดตามมาด้วยแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ“หนึ่งในกลยุทธ์การศึกคือหลอกผู้อื่นให้ตายใจแต่ถ้าผู้อื่นเข้าใจไปว่าท่านใส่ใจข้านัก เช่นนี้ข้าจะไม่ได้รับอันตรายหรือ?หากท่านลืมข้าขอย้ำท่านอีกครั้งข้าไร้วรยุทธ์”
ร่างกายของหญิงสาวผ่อนคลายลงแล้วเอนหน้าลงซบกับซอกคอของเขาลมหายใจยามเอื้อยเอ่ยถ้อยคำคลอเคลียผิวกายที่พ้นอาภรณ์สีดำของเขาเป็เช่นที่นางกล่าวมา เขาจงใจให้ผู้อื่นเข้าใจไปว่าเขาหลงใหลสตรี ไม่เข้าค่ายทหารไม่ฝึกซ้อม ละเลยการลาดตระเวน เพื่อที่จะได้จับตาดูความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม รู้แจ้งแก่ใจว่านี่เป็เพียงละครตบตาผู้อื่นทว่าหัวใจของเขากลับหวิบไหวแปลกๆ ชอบกล หรือเขาจะห่างเหินสตรีมากเกินไปถึงได้รู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้
ถ้าเขาอยากอุ้มนางก็ตามใจเถิดนางไม่ใช่แบกรับน้ำหนักเสียหน่อยไม่เดือดร้อนอันใด อาจจะเรียกว่าได้กำไรเล็กๆน้อยๆ ที่ได้ใกล้ชิดบุรุษที่ตนแอบชอบก็ได้ คิดถึงตรงนี้นางก็ซุกซ่อนใบหน้ากับเสื้อของเขาเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะจนไหล่สั่นถ้าิญญาทั้งพ่อท่านแม่ตลอดจนพ่อบุญธรรมและน้องชายเ้าสำอางล่วงรู้ความคิดของนางพวกเขาจะมีสีหน้าอย่างไรหนอ
ร่างบอบบางสั่นไหวเล็กน้อยเรียกชายหนุ่มให้ตื่นจากภวังค์เขาโอบกระชับนางแน่นขึ้นเข้าใจไปว่านางหนาวสั่นเพราะต้องลมเย็น
“นี่คือแม่น้ำดุจดาราน้ำที่นี่เย็นะเืตลอดทั้งปี”
“เป็แม่น้ำที่เกิดจากการละลายของหิมะบนยอดเขา” นางรีบพูดขึ้นสีหน้าตื่นเต้น
“เ้าอ่านตำรามามากจริงๆ” เขาเผลอยิ้มอย่างไม่รู้ตัว
“อ่านมากก็มิสู้เห็นด้วยสองตาของตน”นางตบแผ่นอกของเขาสองสามที “ข้าอยากััน้ำในแมน้ำได้ไหม?”
“น้ำเย็นมาก เ้าจะไม่สบายเอา”พูดเช่นนั้นแต่ยอมอุ้มนางไปริมตลิ่ง มีโขดหินที่พอนั่งได้เขาจึงพานางไปนั่งที่ตรงนั้น
เพราะเท้าที่เจ็บมีผ้าพันรอบข้อเท้านางจึงใส่รองเท้าเพียงข้างเดียว เมื่อเขาวางนางนั่งลงแล้วนางจึงรีบชักเท้าไม่ให้เขาแตะเท้าที่สวมรองเท้าข้างเดียวอยู่ จางฟางซินไม่้าให้เขาดูแลนางมากเกินไปนางไม่ได้ห่วงเื่ชื่อเสียงของตน แต่นางกลัวใจตัวเองนางชอบเขาฝ่ายเดียวเป็เื่ที่นางยอมรับได้แต่นางกลัวใจตนจะหวั่นไหวคิดเกินเลยมากเกินไป ยามเมื่อต้องจากไปคงเป็นางที่ต้องทนปวดใจเพียงลำพัง
หลัวหลิวหยางทำเป็ไม่เห็นปฏิกิริยาของนางเขานั่งข้างๆ ถอดร้องเท้าถุงเท้าของตนออกแล้วม้วนขากางเกงขึ้น
“แม่น้ำสายนี้หล่อเลี้ยงคนสองแคว้นที่เรียกแม่น้ำดุจดาราเพราะยามแสงอาทิตย์กระทบผิวน้ำจะสะท้อนประกายระยิบระยับราวดับดาวดาวพราวแสง” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “เ้าคงอ่านมาแล้วเช่นกัน”
นางแย้มยิ้มแล้วพยายามยื่นปลายเท้าที่ไม่เจ็บแตะผิวน้ำ
“ทำเช่นนั้นเ้าจะไถลตกน้ำลงมาได้และอาจจะได้เจ็บเท้าสองข้างเท่าเทียมกัน”
“แล้วจะให้ข้าทำเช่นไรเล่า”นางยื่นปากย่นจมูกใส่เขา แต่คำตอบของเขาคือการเดินมาอุ้มนางอีกครั้ง
“กอดคอข้าแน่นๆ ข้าจะพาไปริมแม่น้ำ”เขาอุ้มนางเดินลงไปที่แม่น้ำแล้วโน้มตัวลงให้นางได้ยื่นมือััน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่าน นิ้วมือเรียวงามยื่นลงไปในน้ำกระแสน้ำไหลเย็นเยียบทั้งที่ปลายฤดูใบไม้ผลิ ใบหน้าระบายยิ้มกว้าง
“แม่น้ำสายนี้ มีบาง่ที่ลึกมากและกระแสน้ำไหลค่อนข้างแรง เ้าไม่ควรมาที่นี่ตามลำพัง”
“ท่านพูดเหมือนข้าสามารถมาเองได้”นางหัวเราะคิกคักแล้วเก็บมือของตนขึ้นจากน้ำ “ขอบคุณมาก”
“พอใจแล้วหรือ”
“อืม” นางพยักหน้า แต่เขากลับหัวเราะออกมา
“เ้านี่คงจะทำให้ท่านอาจารย์หยางปวดหัวน่าดู”
“ข้าเป็ลูกสาวที่ดีและเป็ลูกศิษย์ที่ใฝ่รู้”นางโอ้อวดตนเองอย่างเต็มภาคภูมิ “จะว่าไป ข้าเรียกท่านแม่ทัพว่าศิษย์พี่ก็ได้สินะ”
แม่ทัพหนุ่มหัวเราะออกมาเขาอุ้มร่างบอบบางกลับมานั่งที่โขดหินเขาปรายตามองทหารยามที่ยืนรักษาความปลอดภัยอยู่ห่างๆร่างสูงขยับกายมานั่งเคียงข้าง ไหล่แนบชิด มองไกลๆ จึงเหมือนหนุ่มสาวเอนกายพิงกัน
“จวิ้นอ๋องสงสัยในตัวข้าหรือไม่” นางถามแต่สายตาชื่นชมความงามเบื้องหน้า
“เขาเป็คนขี้ระแวงย่อมสงสัยเป็ธรรมดา”เขาจับมือของนางมากุมไว้ เมื่อครู่นางแช่มือในน้ำเย็น ทำให้มือของนางค่อนข้างเย็น