เมื่อโม่เจิ้งหนานได้รับโอกาสให้เล่าต่อ เขาก็ดูมีกำลังใจขึ้นมา แต่ก่อนจะเริ่มพูด เขาเหลือบมองไปทางพี่ชายอย่างระมัดระวัง
พี่ชายของเขาเคยพูดไว้ อย่าไว้ใจใคร อีกทั้งท่านพ่อก็งานยุ่งมาก จะทำตัวให้เป็ภาระของเขาไม่ได้เด็ดขาด สิ่งใดที่พอทนได้ก็ต้องอดทน เพราะนอกจากคนในครอบครัวแล้ว คนอื่นล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น
แล้วเวลานี้ เมื่อท่านพ่อเป็คนเอ่ยถาม เขาควรจะตอบหรือไม่?
เขาไม่ชอบท่านย่าห้า...ไม่เคยชอบนางเลยจริง ๆ แต่เขาชอบซ่งจินเหยา หวังว่านางจะมาเป็แม่เลี้ยงของพวกเขาได้ แต่หากนางกลายเป็แม่เลี้ยงแล้ว นางจะยังปฏิบัติต่อพวกเขาดีเหมือนตอนนี้หรือไม่?
โม่เจิ้งหนานไม่สามารถคาดเดาเื่นั้นได้ แต่เขาเชื่อว่าพี่ชายจะสามารถทำได้อย่างแน่นอน
หากพี่ชายไม่พอใจ คงรีบเข้ามาห้ามปรามเขาแน่ แต่หลังจากรีรออยู่ครู่หนึ่ง พี่ชายของเขากลับไม่มีท่าทีใด ๆ...คล้ายจะให้กำลังใจเขาด้วยซ้ำ
ดวงตาของโม่เจิ้งหนานเป็ประกาย —พี่ชายของเขาก็เห็นด้วยกับการกำจัดท่านย่าห้าเช่นกัน
นอกจากนี้ ซ่งจินเหยาก็ชอบซีซีและปฏิบัติต่อนางดีกว่าท่านย่าห้ามาก หากพวกเขาทำตัวเป็เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจนนางพอใจ นางก็คงไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเลวร้ายแน่นอน
“ท่านย่าห้าไม่เคยใจดีกับพวกเราเลย นางเอาเนื้อไปหมด พวกเราจะได้กินเนื้อกับไข่ก็ต่อเมื่อท่านพ่ออยู่บ้านเท่านั้น...”
“ท่านย่าห้าบังคับให้เราใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ของลูก ๆ นาง ซึ่งใส่แล้วไม่อบอุ่นเลยสักนิด คราวที่แล้วตอนที่ท่านพ่อเอาผ้าผืนใหม่กลับมา ท่านย่าห้าก็ทำเสื้อผ้าเล็ก ๆ ให้แค่สองสามตัว และเอาผ้าที่เหลือไปทั้งหมด”
“ท่านย่าห้าใจร้ายมาก ทั้งตวาดและดุด่าพวกเราตลอดเวลา ท่านพ่อดูสิ ข้ามีแต่รอยฟกช้ำ ท่านพี่ก็มีเหมือนกัน…”
จู่ ๆ เสียงของโม่หงเชินก็เปลี่ยนเป็ดุดันขึ้น “นาง...นางตีพวกเ้าบ่อยหรือ?”
อาสะใภ้ห้าที่นอนอยู่ตรงนั้นแทบจะลุกพรวดขึ้นมาในทันที —นางยอมรับข้อกล่าวหาก่อนหน้านี้ แต่การตีเด็ก ๆ...นางไม่สามารถยอมรับได้จริง ๆ นางเคยหยิกพวกเขาแค่สองสามครั้งเท่านั้น แถมไม่ได้รุนแรงอะไรด้วย ซีซีก็ตัวแค่นั้น...แม้นางจะเคยดุเคยว่า แต่ก็ไม่เคยตีนางแรง ๆ เลย...มิใช่หรือ?
แต่นางไม่กล้าลุกขึ้น โม่หงเชินเคยออกรบมาก่อน เขาเป็คนที่กล้าลงมือจริง ๆ นางเคยได้ยินว่า เมื่อใครสักคนในทุ่งปศุสัตว์ทำตัวจองหองและอวดอ้างความาุโ เขาจะยกคนพวกนั้นขึ้นแล้วโยนออกไปทันที
นางรู้สึกหวาดกลัวจับใจ
บางที อาจจะดีกว่าหากรอให้โม่หงเชินสงบสติอารมณ์แล้วค่อยอ้อนวอนขอความเห็นใจ? ก็แค่อาหารและเสื้อผ้านิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น คุ้มกันหรือที่ต้องโกรธมากถึงเพียงนี้?
โม่เจิ้งหนานส่ายศีรษะ “ไม่เชิงว่าตีขอรับ...ท่านย่าห้าแค่ตวาดและดุด่า แล้วก็มีหยิกพวกเราบ้าง ยังไม่เคยลงมือตีแรง ๆ ขอรับ"
เมื่อมองดูรอยฟกช้ำบนร่างกายของโม่เจิ้งหนาน ในอกของโม่หงเชินพลันเจ็บแปลบขึ้นมาทันที —เด็กสามคนนี้คือลูกของพี่ชายเขา...เป็เืเนื้อเชื้อไขของเขา เขาเคยสาบานต่อหน้าหลุมศพของพี่ชายและพี่สะใภ้ว่าจะปกป้องเด็กพวกนี้ไปตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม เขากลับปล่อยให้เด็ก ๆ ต้องทนทุกข์กับเื่ร้ายแรงเช่นนี้ต่อหน้าต่อตา
โม่เจิ้งหนานรู้สึกหวาดกลัวท่านพ่อเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของท่านพ่อยังคงนุ่มนวล เขาก็คลายความตึงเครียดไปได้บ้าง และพูดออกมาได้คล่องขึ้น
“เดิมทีก็ไม่มีอะไรขอรับ เมื่อวานหลังมื้อเย็น ท่านน้าบอกให้ข้าเอาอาหารไปให้ท่านพ่อ แล้วท่านย่าห้าก็เข้ามา ยืนกรานว่านางจะเอาไปให้เอง แต่ข้าปฏิเสธ ท่านย่าห้าจึงดุด่าข้า”
ได้ยินมาถึงตรงนี้ ป้าโม่ก็ขมวดคิ้วขึ้นทันที “เช่นนั้น...จริงหรือไม่? ที่ว่านางบังคับให้พวกเ้าทำงานทุกอย่าง?”
โม่เจิ้งหนานมีสีหน้าสับสนเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันจะตอบอะไร โม่เจิ้งตงก็ก้าวเข้ามา
“พวกเราเลือกที่จะทำเอง”
ต่างจากโม่เจิ้งหนานที่พูดจาด้วยความเร่งรีบ โม่เจิ้งตงที่อายุมากกว่าและมีความเป็ผู้ใหญ่กว่า เขาพูดจาด้วยความสงบนิ่งตามนิสัย
“ท่านน้าทำอาหารเก่งมาก และไม่เคยหวงอาหารกับพวกเราเลย อันที่จริง ก่อนหน้านี้บ้านเราไม่ค่อยได้ทำอาหารสักเท่าไร ท่านย่าห้าบอกว่านางไม่มีเวลา แต่พวกเราก็ยังต้องล้างจาน ท่านย่าห้าไม่เคยทำความสะอาดบ้าน นั่นก็เป็หน้าที่ของพวกเราเช่นกัน ท่านย่าห้ายังเคยเอาเสื้อผ้าของครอบครัวนางมาให้พวกเราซักด้วย”
“แต่ท่านน้าไม่ทำแบบนั้น นางบอกให้พวกเราดูแลตัวเองให้ดี ๆ ส่วนนางจะดูแลซีซีและเื่ในบ้าน ท่านน้าทำอาหาร ส่วนเราล้างจาน ส่งอาหาร และช่วยทำความสะอาดบ้าน นั่นก็ถือว่ายุติธรรมแล้ว ข้ารู้ว่าในครอบครัวอื่น ๆ เด็กในวัยเดียวกับเราก็ต้องช่วยทำงานบ้านเหมือนกัน ไม่ใช่หรือขอรับ?”
ป้าโม่ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ —ก็จริงอย่างที่โม่เจิ้งตงพูด โดยปกติแล้วเด็กผู้ชายจะไม่ถูกสั่งให้ทำงานบ้านสักเท่าไร เว้นแต่ว่าในบ้านจะมีแต่เด็กผู้ชายเท่านั้น
พอนึกถึงจุดนี้ ก็เหมือนเข้าใจมากขึ้น เพราะตระกูลโม่มีแต่ลูกชายที่สามารถช่วยงานได้ ก่อนหน้านี้เขาจ้างคนมาดูแลลูก ๆ แต่เวลานี้เมื่อเขาแต่งภรรยาแล้ว ก็ใช่ว่าทุกสิ่งอย่างจะต้องเป็หน้าที่ของภรรยาไปเสียหมด…
ใคร ๆ ก็พูดกันว่า แม่เลี้ยงมักจะใจร้ายกับลูกติด แต่การเป็แม่เลี้ยงก็ไม่ใช่เื่ง่ายเช่นกัน
ภรรยาใหม่จากในเมืองผู้นี้ช่างบอบบาง ท่าทางคงไม่เคยลงแรงทำงานหนักมาก่อน เวลานี้นางต้องกลายมาเป็แม่เลี้ยงของลูกสามคน...นั่นไม่ใช่เื่ง่ายเลย
ป้าโม่เป็คนใจอ่อน เมื่อทราบว่าเด็ก ๆ ทุกคนชอบซ่งจินเหยา ทัศนคติของนางที่มีต่อซ่งจินเหยาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนเื่อื่น ๆ อย่างเช่นจะให้เด็ก ๆ มาทำงานหนักแบบนี้ ก็ต้องค่อย ๆ สอนกันไป หากภรรยาี้เี นั่นก็เป็หน้าที่ของสามี...ให้อาเชินลงโทษนางอย่างเหมาะสม ก็จบแล้วไม่ใช่หรือ?
ั้แ่ต้นมา นางไม่เคยคิดจะให้โม่หงเชินส่งซ่งจินเหยากลับไป นางเชื่อว่าบุรุษผู้หนึ่งจะหาภรรยาที่ดีสักคนไม่ใช่เื่ง่าย และเมื่อสตรีคนหนึ่งผ่านการแต่งงานมาแล้ว การแต่งงานอีกครั้งจะยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นก็ควรต้องให้เวลาในการเรียนรู้กันและกัน ค่อย ๆ ปรับตัวเข้าหากันก็พอ
“เช่นนั้นวันนี้...เหตุใดนางจึงให้พวกเ้าทำงานหนักขนาดนั้น?”
โม่เจิ้งตงอธิบาย “พวกเราอยากทำกันเอง ท่านน้าซื้อเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนใหม่ให้ แต่ที่นอนของพวกเราไม่ได้ซักหรือตากแดดมานานแล้ว วันนี้ท่านน้าไปซื้อของในเมือง ในเมื่อเจิ้งหนานกับข้าไม่ได้ทำอะไร พวกเราจึงตัดสินใจว่าจะทำความสะอาดทุกอย่างขอรับ”
โม่เจิ้งหนานผงกศีรษะรัวเร็ว “ใช่แล้ว ท่านน้าเองก็ต้องดูแลซีซีตลอดเวลา...นางคงทำอะไรลำบากไม่น้อย”
“ส่วน่บ่าย ท่านน้าตั้งใจจะจัดการแปลงผักเอง แต่พวกเราบังเอิญทำซีซีหกล้ม นางจึงอ้อนให้ท่านน้าอุ้มนางตลอดเวลา เราจึงอาสาทำงานให้เอง”
โม่เจิ้งหนานกล่าวเสริม “อืม ๆ ท่านน้าดีกับเรามาก เราจึงอยากทำดีเพื่อท่านน้าเช่นกัน พวกเราเป็ผู้ชาย ก็อยากช่วยงานให้มากขึ้น...แต่ไม่คิดเลยว่าท่านพี่จะ…”
ที่แท้ ไม่ใช่ว่าซ่งจินเหยาบังคับให้เด็ก ๆ ทำงานหนัก แต่พวกเขาเลือกที่จะช่วยงานเอง
ป้าโม่นึกถึงหลานชายที่บ้านตัวเอง อายุก็มากกว่าเด็กสองคนนี้ แต่กลับไม่มีสักคนที่เอาการเอางาน นับประสาอะไรกับการช่วยงานที่บ้าน? ขอแค่ไม่สร้างปัญหาก็นับว่าดีมากแล้ว
เมื่อคิดเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้นางรู้สึกเอ็นดูเด็ก ๆ เหล่านี้มากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ซ่งจินเหยาขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางไม่คาดคิดว่าการดูแลพวกเขาอย่างที่ควรเป็ จะทำให้พวกเขารู้สึกซาบซึ้งใจมากถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาขาดแคลนความรักและความเอาใจใส่มากเพียงใด
นึกถึงเื่นี้ นางพลันกอดโม่ซีซีแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ซีซีััได้ จึงยิ่งโอบกอดซ่งจินเหยาแน่นขึ้น ไม่ยอมปล่อยเช่นกัน
ครั้นนึกถึงยาต้มที่อยู่ในเตา และเห็นว่าทุกอย่างคลี่คลายแล้ว ซ่งจินเหยาจึงหันไปหาโม่หงเชินแล้วกล่าวว่า “พวกเขาเป็เด็กดีมาก ข้าดูแลพวกเขาได้โดยไม่ต้องเหนื่อยใจเลย ต่อให้้าคนช่วย ข้าก็อยากจะจ้างคนเอง ส่วนจะจัดการกับอาสะใภ้ห้าผู้นี้อย่างไร นั่นก็แล้วแต่ท่าน เจิ้งตง ไปกินยากันเถอะ”
ซ่งจินเหยาไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร นางอุ้มซีซีไว้แล้วพาโม่เจิ้งตงเดินไปทางด้านหลัง ส่วนโม่เจิ้งหนานที่เตรียมจะก้าวเท้าเดินตามไป กลับถูกโม่เจิ้งตงส่งสายตาห้ามไว้ ทำได้เพียงคอตกเดินกลับไปหาโม่หงเชินด้วยความน้อยใจ
โม่เจิ้งตงตามซ่งจินเหยาไปและถามเบา ๆ ว่า “ท่านน้า ท่านจะไม่อยู่จัดการด้วยตัวเองหรือขอรับ? ไม่กลัวว่าท่านพ่อจะใจอ่อนหรือ?”
“ข้าแสดงจุดยืนของตัวเองชัดเจนแล้ว ที่เหลือก็แล้วแต่เขาจะตัดสินใจ เจิ้งตง หากมีสิ่งใดที่เราควบคุมไม่ได้ เ้าก็ไม่จำเป็ต้องเก็บมาใส่ใจ สิ่งที่เ้าควรทำเวลานี้คือการรักษาสุขภาพให้ดี ๆ มีเพียงแบบนี้ เ้าถึงจะเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและดูแลน้อง ๆ ของเ้าได้ เข้าใจหรือไม่?”
.
.
.