ถานเวยเวยเก็บความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเด็กชายไว้ในใจ เพราะในเมื่อเขาวิ่งหนีไปแล้วนางจะไปทำอะไรได้ เอาเวลาที่เหลือมาสนใจเื่ของตนเองไม่ดีกว่าหรือ
เพราะหากนางไม่เริ่มเก็บเงินไว้ตอนนี้ มีหวังเ้าถั่วน้อยในท้องของนางอาจจะได้กลาเป็เด็กที่อาศัยอยู่ในถ้ำคนต่อไปแน่
แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น หากแต่ตอนที่ถานเวยเวยไปพบผู้ใหญ่บ้านเพื่อพูดคุยเื่ที่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน นางก็ยังเอ่ยถามเื่ของเสี่ยวต้งเสวียอยู่ดี
“เด็กนั่นหรือ... ได้ยินว่าอายุเจ็ด-แปดขวบแล้วกระมัง หลังจากที่ปู่ของเขาตายไป เขาก็อาศัยอยู่ผู้เดียวในถ้ำนั่นแหละ แต่ว่าถานซื่อ อย่างไรเ้าก็อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเด็กนั่นเลย”
“ทำไมหรือเ้าคะ เด็กคนนั้นก็ยังเล็กอยู่เลย เหตุใดจึงไม่มีใครรับไปดูแล” ถานเวยเวยถามด้วยความไม่เข้าใจ
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ “เดิมทีก็มีซิ่วไฉ [1] ผู้หนึ่งรับไปดูแลแล้ว แต่ก็ดูแลกันไปได้ไม่พ้นเดือนก็ต้องไล่ออกมาจากเรือน เพราะเด็กคนนั้นช่างขี้ขโมยนัก แบบนี้จึงไม่มีใครสนใจเขาอย่างไรเล่า”
อายุเพียงแค่เจ็ด-แปดขวบก็ขโมยของแล้วหรือ หญิงสาวขมวดคิ้ว รู้สึกเวทนามากกว่าจะรังเกียจเด็กน้อยในถ้ำผู้นั้น
ผู้ใหญ่บ้านเตือนเื่เสี่ยวต้งเสวียจบก็พูดเื่ที่ดินต่อ
“ส่วนเื่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านนั่น โชคดีที่เป็ทรัพย์สินในมือข้าพอดี เห็นแก่เ้าที่ตัวคนเดียวซ้ำยังตั้งครรภ์ด้วย ประเดี๋ยวข้าจะเก็บค่าเช่าที่แบบถูกๆ เ้าจะได้สร้างเนื้อสร้างตัว เก็บหอมรอมริบไว้เพื่อบุตรแล้วกัน เพราะไม่รู้ว่าาจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่กันแน่ ยิ่งไม่มีสามีอยู่ข้างกายเช่นนี้ เ้าคงจะลำบากไม่น้อย”
“ขอบคุณท่านมากเ้าค่ะที่ช่วยเหลือ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณในน้ำใจของผู้ใหญ่บ้าน ก่อนจะนัดแนะกันทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อทำการค้าในวันต่อไป
และพอพูดคุยธุระเสร็จ กว่าหญิงสาวจะกลับมาถึงกระท่อมของตน เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงยามเที่ยงพอดี
โชคดีที่แม้จะตั้งครรภ์แต่เ้าถั่วน้อยก็ไม่ได้ดื้อซนให้มารดาต้องลำบาก นอกจากอาการเหนื่อยอ่อนเล็กน้อยแล้ว หญิงสาวก็ไม่ได้มีอาการวิงเวียนอะไรอย่างอื่นอีก
“เพราะรู้ว่าแม่มีงานต้องทำเ้าก็เลยไม่ดื้อซินะ หรือว่าเพราะยาของท่านหมอจึงทำให้เ้าสงบเสงี่ยมได้กัน”
ถานเวยเวยล้มตัวลงนอนพักลงบนเตียง พลางยื่นมือไปลูบเบาๆ บนครรภ์ของตนเอง
จ๊อกๆ ๆ
“อ่อ... ไม่ดื้อไม่ซน ไม่ทำให้แม่วิงเวียนก็เพราะหิวนี่เอง” ถานเวยเวยนึกขำ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปยังห้องครัว
บนเตายังมีน้ำแกงที่ใส่ลูกชิ้นเหลืออยู่ เพราะคิดจะเปิดกิจการ ่นี้ถานเวยเวยจึงทำลูกชิ้นบ่อยครั้งเพื่อหาสูตรที่ดีที่สุด
หญิงสาวตักลูกชิ้นผสมถั่วพร้อมน้ำแกงอุ่นๆ มากินพร้อมกับข้าว น้ำแกงใสๆ หวานหอมทั้งยังไม่เลี่ยนนี้ทำให้หญิงตั้งครรภ์อ่อนๆ อย่างนางกินได้จนไม่เกิดอาการคลื่นไส้ได้จนหมดชามทุกครั้ง
ทว่าในมื้อนี้เมื่อตักลูกชิ้นขึ้นมาจากถ้วยแล้ว ถานเวยเวยกลับกินไม่ลงเสียอย่างนั้น
ไม่ใช่ว่านางไม่หิว
แต่เพราะในหัวของนางมีภาพของเสี่ยวต้งเสวียแวบผ่านเข้ามาในขณะที่ตนเองได้เห็นอาหารตรงหน้า
ในอดีตถานเวยเวยก็เคยเป็เด็กกำพร้าเช่นกัน ถึงนางจะไม่ได้ลำบากเท่าเด็กชาย เพราะได้ไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ ทำให้มีที่กินที่ซุกหัวนอน ทว่านางกลับเข้าใจดีว่าในชีวิตของเด็กที่ไม่มีใครสนใจดูแลนั้นเป็อย่างไร
เอาล่ะ นางตัดสินใจแล้วจะทำแบบนั้นแล้วกัน!
หญิงสาวก้มหน้าพุ้ยข้าวพร้อมกับยกน้ำแกงลูกชิ้นขึ้นกินจนหมดชาม จากนั้นรีบลุกขึ้น พูดกับญาติสนิทคนเดียวที่อยู่ใกล้ตัว
“ถั่วน้อยไปหาเสี่ยวต้งเสวียกัน! หากเขาไม่ขัดข้อง แม่ก็จะรับเขามาอยู่ด้วยกัน!”
แน่นอนเ้าถั่วน้อยที่มีร่างเล็กเท่าเมล็ดถั่วจะตอบหรือจะทัดทานนางได้อย่างไร ยิ่งได้รับสารอาหารที่ถานเวยเวยเพิ่งกินไป ป่านนี้ก็คงจะนอนตีลังกาหลับไปแล้ว
[1] ระบบการสอบเข้ารับราชการของจีนโบราณ หรือ เคอจวี่ (科举) จะแบ่งด้วยการสอบทั้งหมดสามรอบ คือ 1. ระดับท้องถิ่น 2.ระดับภูมิภาค 3.ระดับประเทศ โดยผู้ที่ผู้ที่สอบผ่านรอบระดับท้องถิ่นนี้จะได้คุณวุฒิระดับเรียกว่า ซิ่วไฉ (秀才)