บทที่ 27 เรียกค่าเสียหาย?
หลังจากรับรู้สถานการณ์ของจูเทา ซูหยางก็ไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด
"ไม่เป็ไร หน้าม่วงเป็เื่ปกติ ตราบใดที่ยังไม่กระอักเืออกมาก็พอ"
ความจริงต่อให้กระอักเืออกมาบ้างก็นับว่าเป็เื่ปกติ
การจะฝึกเคล็ดวิชาแบบคู่นั้น ย่อมต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนกันบ้าง
ขอเพียงหาจังหวะที่เหมาะสมในการเดินปราณเข้าสู่เส้นชีพจรได้ สถานการณ์ก็จะดีขึ้นเอง และพละกำลังโดยรวมของจูเทาจะก้าวะโขึ้นไปอีกระดับอย่างแน่นอน
การมีปราณสองสายหมุนเวียนพร้อมกัน ย่อมทำให้พลังต่อสู้ใน่ระดับพลังต่ำเหนือกว่าคนในรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
หลี่อีิฟังแล้วถึงกับอึ้ง "หน้าม่วงขนาดนั้นยังบอกไม่เป็ไรอีกเหรอครู!?"
"แล้วตอนนี้จูเทากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ครับ?"
"อย่าถามครูเลย ครูบอกลำบาก เอาไว้จูเทาตื่นขึ้นมาแล้วเธอไปถามเขาเองเถอะ"
หลังจากวางสาย สายตาของทุกคนในห้อง 5 ก็พุ่งเป้าไปที่หลี่อีิทันที
"คุณซูว่าไงบ้าง?"
"เขาบอกว่าไม่เป็ไร เป็เื่ปกติ ตราบใดที่ยังไม่กระอักเืก็โอเค"
"..."
นักเรียนห้อง 5 พากันกลอกตาใส่ ไม่รู้เลยว่าอาจารย์ซูแอบสั่งภารกิจฝึกฝนบ้าบออะไรให้จูเทากันแน่
ด้วยความหมั่นไส้ ทุกคนจึงพากันควักมือถือออกมาถ่ายรูปจูเทาที่ตอนนี้สภาพเหมือน ‘หัวมันม่วง’ เก็บเอาไว้
นี่คือประวัติศาสตร์ด้านมืดชั้นดี เอาไว้แบล็กเมลในอนาคตได้สบาย
คุณชายจูเทาครับ คุณคงไม่อยากให้รูปหัวมันม่วงนี้ถูกเผยแพร่ออกไปใช่ไหม?
......
ถึงซูหยางจะปากบอกว่าไม่เป็ไร แต่เขาก็รีบออกจากห้องสมุดเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องเรียนห้อง 5 ทันที
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ในฐานะครูเขาจำเป็ต้องอยู่เฝ้าดูอาการและช่วยคุ้มกันให้ลูกศิษย์
ทว่าพอมาถึงประตูห้องเรียน เขากลับพบว่าเ้าพวกศิษย์ทรยศกำลังรุมถ่ายรูปท่าทางต่าง ๆ คู่กับจูเทาที่กลายสภาพเป็หัวมันม่วงอย่างสนุกสนาน!
ซูหยางตาโตทันที
ไอ้พวกศิษย์ทรยศ!
แอบถ่ายรูปกันดันไม่รอครูเลยนะ!
สุดท้ายซูหยางก็ยังข่มใจไม่ให้ควักมือถือออกมาถ่ายรูปหัวมันม่วงของจูเทาไว้ เขาแสร้งกระแอมไอเสียงดังแล้วเอ่ยด้วยน้ำหนักเสียงเข้ม "ทำอะไรกัน!?"
เมื่อเห็นซูหยางกลับมา ทุกคนในห้อง 5 ก็รีบเก็บมือถือกันอย่างเสียดาย
"ไป ๆ ๆ ฝึกยามเช้าเสร็จแล้วก็รีบไปเติมพลังซะ!" ซูหยางโบกมือไล่ "อย่ามาวุ่นวายแถวนี้"
ทุกคนแม้จะหงุดหงิดแต่ก็รู้ดีว่าอยู่ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ อีกทั้งความหิวเริ่มประดังเข้ามาเรื่อย ๆ จึงพากันแยกย้ายจากไป
ซูหยางเดินเอามือไพล่หลังวนเวียนอยู่ข้าง ๆ จูเทาพลางใช้ความคิด
ตอนนี้จูเทาน่าจะกำลังพยายามใช้วิธีกระแสต่างความเร็วอยู่ ซึ่งต้องใช้เวลาปรับจูนสักพัก
แต่อย่างไรก็ตาม วิธีกระแสต่างความเร็วนั้นเป็การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากอยากประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง การมุ่งเน้นฝึกฝนเคล็ดวิชาสายเดียวคือทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด
แต่ในเมื่อเด็กมันไม่ยอมเริ่มใหม่ ซูหยางก็จนปัญญา
ที่จริงซูหยางก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรไม่ได้เลย เพียงแต่ความเสี่ยงมันสูงเกินไป
เขามีปราณโกลาหล ซึ่งตามทฤษฎีแล้วเขาสามารถช่วยจูเทาหลอมรวมปราณสองสายให้กลายเป็หนึ่งเดียวได้
แต่มันไม่ใช่การเปลี่ยนเป็ปราณโกลาหล และไม่มีทางเปลี่ยนได้ด้วย
ก็เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า ผู้อ่านพันคนย่อมเห็นฮัมเล็ตพันแบบ
คนพันคนฝึกวิชาเดียวกัน ปราณที่ได้ออกมาก็ย่อมต่างกันไปพันรูปแบบ
มันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
พูดง่าย ๆ คือ ปราณของเธอเมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายคนอื่นย่อมไม่เข้ากัน มันไม่มีทางเปลี่ยนรูปร่างไปตามใจเ้าของร่างได้ มีแต่จะสร้างความเสียหายทำลายล้างเท่านั้น
สมมติฐานของซูหยางคือการใช้ปราณโกลาหลไปทำให้คุณสมบัติของปราณทั้งสองสายพร่าเลือนลง อย่างน้อยก็เพื่อให้พวกมันไม่ปะทะกันเองและเปลี่ยนจากศัตรูมาเป็มิตร
แต่นั่นเป็เพียงทฤษฎี ซูหยางไม่เคยทดลองจริง และไม่กล้าเอาลูกศิษย์มาเป็หนูทดลองด้วย
ความเสี่ยงมันสูงเกินไป
มันต้องอาศัยการควบคุมปราณที่ละเอียดอ่อนระดับไมโครจากตัวเขา และต้องอาศัยการประสานงานอย่างลึกซึ้งจากจูเทา กระบวนการทั้งหมดต้องทำรวดเดียวจบโดยห้ามขาด่
หากล้มเหลว ปราณโกลาหลจะกลืนกินปราณทั้งสองสายเข้าไปทันที
จูเทาควบคุมปราณโกลาหลไม่ได้ สุดท้ายซูหยางก็ต้องเป็คนดูดปราณโกลาหลนั้นกลับคืนมา
ถ้าเป็แบบนั้นซูหยางน่ะได้กำไรเต็ม ๆ เพราะเหมือนได้ไปถอนขนแกะ เอาปราณของคนอื่นมาหล่อเลี้ยงปราณโกลาหลของตัวเอง
แต่จูเทาจะซวยหนัก
แม้จะไม่ถึงขั้นต้องสลายวรยุทธ์ทิ้งเพราะปราณสามารถสร้างใหม่ได้ แต่เขาจะเข้าสู่สภาวะอ่อนแออย่างรุนแรงเป็เวลานาน ซึ่งใน่นั้นเขาจะกลายเป็คนธรรมดาที่ไม่อาจโคจรปราณได้เลย
ในเมื่อไม่มีปราณ จะไปโคจรลมปราณหาพระแสงอะไรล่ะ
สรุปคือ มันเป็เพียงแผนการที่ซูหยางยังไม่มีความมั่นใจในตอนนี้
"ตอนนี้ฉันยังคุมปราณโกลาหลได้ไม่คล่อง แม้แต่ในร่างตัวเองยังควบคุมละเอียดระดับไมโครไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับการไปควบคุมในร่างคนอื่น"
โชคดีที่สภาพหัวมันม่วงของจูเทาไม่ได้คงอยู่ยาวนานนัก
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง สีหน้าของจูเทาก็ค่อย ๆ กลับมาเป็ปกติ
ซูหยางถอนหายใจอย่างโล่งอก วิธีกระแสต่างความเร็วน่าจะสำเร็จผลแล้ว
นับว่าเ้าเด็กนี่ตั้งใจอ่านสรุปวิธีกระแสต่างความเร็วที่เขาเขียนให้อย่างละเอียด ถ้าอ่านแบบผ่าน ๆ หรืออ่านแบบลวก ๆ มีหวังเกิดเื่แน่
ผ่านไปครู่ใหญ่ จูเทาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ สีหน้าท่าทางของเขาดูสดใสและมีชีวิตชีวากว่าแต่ก่อนมาก
ทว่าพอเปิดตามาเห็นซูหยางยืนจ้องอยู่ข้าง ๆ จูเทาก็หน้าตึงขึ้นมาทันที
จากการได้คุยกับจูเทามาหลายครั้ง ซูหยางรู้ดีว่าเ้าเด็กนี่เป็ประเภทปากแข็งแต่ใจอ่อน เขาจึงแสร้งชวนคุยแก้เขินให้ว่า "เธอกำลังฝึกวิชาเต่าจำศีลอยู่สินะ?"
วิชาเต่าจำศีลคือการกลั้นหายใจแกล้งตาย ซึ่งไม่เกี่ยวกับเคล็ดวิชาลมปราณเลย มันเป็แค่ทักษะการเอาตัวรอดอย่างหนึ่ง เพราะพวกสัตว์ร้ายมักไม่ชอบกินซากศพ
ดูเอาเถอะ ครูคนนี้ช่างแสนดีขนาดไหน หาทางลงให้เธอเสร็จสรรพ จะได้ไม่ต้องเขิน
"อืม" จูเทาแค่นเสียงตอบ "รู้แล้วยังจะถามอีก?"
ซูหยางลอบเบะปากพลางเอ่ย "คนอื่น ๆ ไปที่โรงอาหารกันหมดแล้ว เธอก็รีบไปเติมพลังซะล่ะ!"
พูดจบเขาก็ไม่รั้งอยู่ต่อ เดินจากไปทันที
วิธีกระแสต่างความเร็วเป็เพียงการทำให้ปราณสองสายหมุนเวียนในเส้นชีพจรได้พร้อมกัน พลังต่อสู้จะเพิ่มขึ้นแต่ระดับขั้นยังไม่เลื่อน ซูหยางจึงยังไม่ได้อาศัยพลังงานบริสุทธิ์ในครั้งนี้
เมื่อเห็นซูหยางเดินไปแล้ว ใบหน้าของจูเทาก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความดีใจออกมา
วิธีกระแสต่างความเร็วสำเร็จแล้ว! หลังจากผ่านการลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดเขาก็หาจังหวะที่ถูกต้องในการแทรกปราณที่ดุดันของหมัดเทพัขดเข้าไปในเส้นชีพจร เพื่อให้มันโคจรได้อย่างปกติ
จูเทาััได้ชัดเจนว่าเมื่อมีปราณสองสายคอยหนุนนำ พลังในร่างกายก็เอ่อล้นออกมาไม่ขาดสาย
ด้วยวิธีนี้ หลังจากนี้เขาก็จะสามารถมุ่งเน้นฝึกฝนวิชาเข็มสลักเมฆาปะชะตาฟ้าได้อย่างเต็มที่
อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนเ็ปทุกครั้งที่ฝึกอีกต่อไป
แต่ข้อเสียที่ค่อนข้างร้ายแรงของวิธีกระแสต่างความเร็วคือ ทุกครั้งที่ปราณสายหนึ่งแข็งแกร่งขึ้น ความเร็วในการโคจรจะเปลี่ยนไป เขาจึงต้องคอยปรับจูนจังหวะของปราณอีกสายหนึ่งใหม่อยู่เสมอ
แต่ตอนนี้จูเทาไม่ได้คิดลึกถึงขนาดนั้น เขารู้สึกหิวจนไส้จะขาด จึงรีบพุ่งตัวมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารทันที
เหล่านักเรียนห้อง 5 กินกันเกือบจะอิ่มแล้วตอนที่เห็นจูเทาเดินเข้ามา
ขณะที่ทุกคนกำลังจะอ้าปากถาม จูเทาก็ชิงบอกไปว่า ‘ฝึกวิชาเต่าจำศีลอยู่’ เพื่อตัดบท พลางคิดในใจว่า อาจารย์ซูหาข้ออ้างได้ไม่เลวเลยแฮะ ประหยัดแรงผมไปตั้งเยอะ
ซูหยางเองก็กำลังจะไปหาอะไรกินที่โรงอาหารเช่นกัน แต่พอเดินพ้นห้องทำงาน มือถือของเขาก็ดังขึ้น
หน้าจอแสดงชื่อว่า หัวหน้าทีมฉินเหยา
เอ๊ะ?
คงไม่ใช่ว่าเครือหยุนฉิงจะเตรียมเรียกค่าเสียหายหรอกนะ?
ซูหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอนที่เขาเข้าไปช่วยหลี่อีิโดยการกดชุดเกราะเสริมแกร่งเอาไว้ แรงสะท้อนกลับนั้นทำให้ชุดเกราะบิดเบี้ยวเสียรูปไปพอสมควร
สิ่งที่เขากังวลที่สุดคือการถูกเครือหยุนฉิงเรียกค่าเสียหาย
ชุดเกราะชุดละเป็สิบ ๆ ล้านนั่น ฉันจะไปมีปัญญาจ่ายได้ยังไงกันล่ะ!