"ขุนเขาครามคลุมหมอกหนา ิญญาหลงพรายใต้แสงเดือน
ทางแปรเปื้อนโลหิตเคลื่อน ใจคนเหมือนเงาเงียบงัน
ธรรมะมิอาจทัดทานมาร ยุติธรรมล้วนลวงพลัน
ผู้ใดกล้าก้าวผ่านนั้น... จักพบแสงแห่งคืนวัน"
สายหมอกสีเทาหม่นพัดผ่านไหล่เขาที่ไร้ชื่อกลางแดนทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สถานที่ที่แม้แต่สัตว์ปีกยังไม่กล้าโบยบิน ผู้คนกล่าวขานกันมานับพันปีว่าเป็ดินแดนต้องห้ามซึ่งแม้แต่ทวยเทพยังมิกล้าย่างกราย...
เฉินฟูฟู่และเถาฟา ยืนเงียบอยู่เบื้องหน้าหุบเขาหมื่นกลบที่ทอดตัวราวกับเงามัจจุราช ผู้ใดก้าวพลาดเพียงนิดเดียวอาจหายสาบสูญในห้วงหุบเหวไร้ก้นบึ้ง
“กลิ่นโลหิตยังไม่จาง...” เถาฟาเอ่ยเบา ๆ ขณะก้มลงแตะพื้นด้วยสองนิ้ว ปราณสีม่วงจางไหลเวียนจากปลายนิ้วดุจม่านหมอกบาง
“แม้ผ่านมาหลายร้อยปี...” เฉินฟูฟู่พูดพลางทอดสายตามองไกล “แต่ร่องรอยของายังคงสะท้อนอยู่ในพื้นดิน มารโบราณเคยถูกผนึกที่นี่”
เส้นทางเบื้องหน้าปกคลุมด้วยต้นเฟิ่งหลงสีดำซึ่งมีหนามคล้ายมีด ทุกกิ่งก้านส่งเสียงครางเบา ๆ คล้ายลมหายใจของิญญาอันไร้ที่สิงสถิต
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในหุบเขา ก้าวผ่านม่านควันและเงาวูบไหวรอบด้าน เสียงหนึ่งเริ่มดังก้อง ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงของผู้ใด แต่เป็เสียงกระซิบจากอดีตกาล...
“...เงาแห่งจิต... แสงแห่งมาร... ข้ารอเ้าอยู่...”
เถาฟาหยุดชะงักทันที ดวงตาเบิกกว้าง “เ้ารู้สึกหรือไม่?”
“ใช่” เฉินฟูฟู่ตอบเบา ๆ มือแตะด้ามกระบี่ “มันคือเงาิญญา”
ทันใดนั้น เมฆหมอกด้านหน้าก็สลายเปิดเผยให้เห็นร่างโปร่งใสของชายชราในชุดพรต ผมเผ้าขาวโพลนล่องลอยเหมือนเปลวควัน ใบหน้าขรึมขลังน่าเกรงขาม
“ข้าคือ... จ้าวเทียนซือ” เสียงแหบพร่าดุจสายลมโบราณ “ข้าเคยเป็ผู้ผนึกพญามาร... และข้าก็เป็หนึ่งในผู้ต้องคำสาป...”
เถาฟาหรี่ตา “ท่าน...คือผู้สร้างค่ายผนึกิญญาพันปี?”
จ้าวเทียนซือพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาหรี่ลง
“ค่ายผนึกนั้น...กำลังสลาย ไม่มีสิ่งใดต้านทานชะตาแห่งฟ้าได้” เฉินฟูฟู่ก้าวขึ้นหน้า
“เราตามหาคำภีร์วิถีเซียน เพื่อต้านทานชะตานั้น”
เงาิญญาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือช้า ๆ พื้นดินเบื้องหน้าพลันสั่นไหว เกิดเป็หลุมลึกขนาดั์ ซึ่งเผยให้เห็นหินผาสลักอักขระโบราณนับหมื่นเส้น เสียงกู่ร้องโหยหวนจากิญญาเก่าแก่ลอยขึ้นจากหลุมนั้น
“ใต้ผานั้นคือบันทึกของข้า คำบอกเล่าทั้งหมดที่ข้าเคยศึกษาจากคำภีร์โบราณ และทางสู่ ‘ตำหนักฟ้าไร้ชื่อ’ แหล่งสุดท้ายของคำภีร์วิถีเซียน”
ทันใดนั้น รอยแยกกลางท้องฟ้าก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ดั่งร่องรอยแห่งโชคชะตาถูกเปิด
“พวกเ้า...จงระวัง พญามารตนเก่า...ยังมิได้สลาย”
เถาฟาเงยหน้าขึ้นสบตาเฉินฟูฟู่ สีหน้าของนางแข็งกร้าวขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
“เราต้องไปต่อไม่ใช่เพื่อฟ้า... แต่เพื่อโลกทั้งใบ”
ในยามนั้นเอง เสียงลมหอบใหญ่พัดทะลุแนวหุบเขา ราวกับเป็เสียงร้องจากผู้เฝ้ามองอดีตและอนาคต เสียงจ้าวเทียนซือจางหายไปในสายลมพร้อมเงาของเขา ทิ้งไว้เพียงคำสาปและเส้นทางที่ต้องแลกด้วยชีวิต
ทันทีที่ร่างของจ้าวเทียนซือจางหายไปในสายลม เถาฟาก็ยื่นมือออก ปราณสีม่วงดำค่อย ๆ แผ่ออกเป็ม่านบางรอบกายเขาและเฉินฟูฟู่
“พลังที่ไหลเวียนในดินแดนนี้... มันไม่ใช่เพียงิญญาหลงทาง” เถาฟากล่าวอย่างเคร่งขรึม
“แต่มันคือความทรงจำของยุคมารที่ยังไม่สงบ”
เฉินฟูฟู่พยักหน้า มือหนึ่งยังวางบนด้ามกระบี่อีกมือหนึ่งควบแน่นเป็กำ
“ไม่ใช่เพียงดินแดน... หัวใจของผู้ที่ล่วงลับยังเปี่ยมไปด้วยสิ่งที่ไม่อาจกล่าวได้”
เมื่อทั้งสองก้าวเข้าสู่หลุมลึกเบื้องหน้า ผนังหินรอบด้านก็เริ่มเรืองแสงเป็สีเงินอ่อน อักขระลึกลับลอยขึ้นจากพื้นและโบยบินผ่านร่างของพวกเขา เสียงกระซิบของิญญาหลายพันชีวิตดังก้องคล้ายบทสวดโบราณ
"ผู้ถือใจมั่นในธรรมจงผ่าน ผู้หวั่นไหวในมารจักสูญ..."
บันไดหินที่ทอดยาวลงสู่หุบเหวเริ่มปรากฏอย่างช้า ๆ ทุกก้าวที่เดินลงไป เสียงกู่ร้องและลมหายใจแห่งอดีตก็ทวีความชัดเจน
เมื่อถึงชั้นลึกสุด เบื้องหน้าคือประตูหินขนาดมหึมาที่ประดับด้วยหยกม่วงดำและกระจกิญญา เสียงสะท้อนก้องกังวานราวสายฟ้าฟาด
“ตำหนักฟ้าไร้ชื่อ... ที่แท้ก็คือที่นี่” เฉินฟูฟู่เอ่ยเสียงแ่ แต่แฝงความแน่วแน่ไม่ไหวเอน
ท่ามกลางความมืด เสียงหนึ่งดังกระซิบจากเื้ัประตู
“หากคิดจะคำภีร์ ต้องแลกด้วยความทรงจำหนึ่ง่ชีวิต...”
เถาฟาเบิกตากว้าง “แลกด้วย...ความทรงจำ?”
เฉินฟูฟู่ยืนนิ่งก่อนกล่าวเสียงแ่
“ความทรงจำ...ย่อมมีค่ากว่าพลังเสียอีก บางทีนั่นคือการทดสอบที่แท้จริงของ คำภีร์วิถีเซียน”
บานประตูหินเริ่มเปิดออกทีละน้อย แสงสีฟ้าเยือกเย็นไหลรินออกมาราวกับสายธาริญญา ในห้องภายในนั้น หนังสือโบราณปกสีขาวเงินวางอยู่เหนือแท่นหยก สิ่งนี้คือ “คำภีร์วิถีเซียน” ในตำนาน
ขณะที่เฉินฟูฟู่ยื่นมือออกไปคว้ามัน เงาดำที่ไม่รู้ที่มาเคลื่อนผ่านมุมตาของเถาฟาอย่างวูบไหว ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวราวกับดวงิญญาที่ไม่เคยหลับใหล ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความแค้น... และความรู้สึกบางอย่างที่แฝงคล้ายความโศกเศร้า
“ฟูฟู่ ระวัง!” แต่ยังไม่ทันที่เถาฟาจะเคลื่อนไหว เงานั้นก็พุ่งตรงเข้าหาเฉินฟูฟู่
"แม้เส้นทางจะทอดผ่านเงาแห่งอดีตและเสียงร่ำไห้จากผู้ล่วงลับ แต่ใจที่ยึดมั่นในแสงแห่งคุณธรรม
จะเป็แสงนำทางแม้ในยามค่ำคืนไร้ดารา"
ws-mars
9/4/68